คอลัมน์ : มองมุมเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

ขำ! อ้าง วินัยการเงินการคลัง จากเรื่องในบ้าน สู่วัด และบทเรียนระดับประเทศ(ฉบับเข้าใจง่าย)
คำว่า “วินัยการเงินการคลัง” ฟังดูเป็นศัพท์กฎหมายและเศรษฐศาสตร์ที่ไกลตัว แต่ในความเป็นจริง มันคือเรื่องเดียวกับ “หลักการบริหารเงินอย่างสอดคล้องกับความเป็นจริงและสร้างความมั่นคงในระยะยาว” ไม่ว่าจะเป็นระดับบุคคล ครอบครัว สถาบันทางศาสนา หรือระดับประเทศ
Part 1: วินัยการเงินการคลังของครอบครัว (เข้าใจง่าย ไร้ศัพท์ยาก)
หากตัดเรื่องรัฐบาลออกไปก่อน วินัยการเงินของครอบครัวที่ดีและมั่นคง คือการที่สมาชิกในบ้านร่วมกันบริหารจัดการเงินในกระเป๋าอย่างมีสติ โดยมีพฤติกรรมสำคัญ 5 ประการ :
1.ไม่ใช้เกินหา (สมดุลรายรับ-รายจ่าย) : รู้ว่าแต่ละเดือนบ้านเรามีรายได้เท่าไหร่ และวางแผนใช้จ่ายให้อยู่ในกรอบ ไม่สร้างค่านิยมใช้เงินอนาคตจนติดลบทุกเดือน
2.กู้เงินเพื่อสร้างอนาคต ไม่ใช่กู้มาฟุ่มเฟือย : หากจำเป็นต้องเป็นหนี้ จะกู้เฉพาะเรื่องที่จำเป็นและเกิดประโยชน์ระยะยาว เช่น กู้ซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัย หรือกู้เรียนต่อ ไม่กู้เงินมาเที่ยว ซื้อของแบรนด์เนม หรือกู้มาแจกคนอื่น และยอดผ่อนต้องไม่เกินกำลังที่จ่ายไหว
3.มีเงินสำรองฉุกเฉิน : แบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้เสมอสำหรับเหตุไม่คาดฝัน เช่น สมาชิกในบ้านเจ็บป่วย ตกงาน หรือบ้านชำรุด โดยไม่ต้องไปวิ่งกู้หนี้ยืมสินยามวิกฤต
4.เปิดเผย ตรวจสอบได้ : พ่อแม่ลูกรับรู้ร่วมกันว่าเงินส่วนกลางของบ้านถูกนำไปใช้ทำอะไร มีการจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย ไม่มีการแอบยักยอกเงินส่วนกลางไปใช้ส่วนตัว
5.ไม่ทิ้งภาระหนี้ไว้ให้ลูกหลาน : ไม่สร้างหนี้สินล้นพ้นตัวแล้วทิ้งไว้เป็นมรดกเลือดให้คนรุ่นหลังต้องตามล้างตามเช็ด แต่เน้นการสร้างทรัพย์สินและการศึกษาไว้เป็นรากฐาน
Part 2: เปรียบเทียบวินัยการเงินการคลังระหว่าง “วัด” กับ “รัฐบาล”
เมื่อขยับจากครอบครัวมาสู่องค์กรที่มีผู้บริหารจัดการเงินแทนคนหมู่มาก ทั้ง “วัด” และ “รัฐบาล” มีความคล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง เพราะต่างฝ่ายต่าง “ไม่ได้บริหารเงินของตัวเอง” แต่บริหารเงินที่ได้มาจากศรัทธาและการเสียสละของผู้อื่น
Part 3: ถอดบทเรียน “การดึงเงินกลับส่วนกลาง” — บทเรียนจากวัดสู่รัฐบาล
การที่รัฐบาลอ้างคำว่า “วินัยการเงินการคลัง” เพื่อเลิกระบบเงินเข้ากองทุนเฉพาะ (เช่น การยกเลิกกฎหมายที่เคยตัดรายได้ค่าธรรมเนียมพิเศษจากสุราและยาสูบส่งตรงให้หน่วยงานเฉพาะด้าน เช่น สสส. ThaiPBS กองทุนกีฬา หรือกองทุนผู้สูงอายุ) แล้วนำเงินทั้งหมดกลับเข้าศูนย์กลางเพื่อให้รัฐบาลจัดสรรใหม่เพียงผู้เดียวนั้น…
เปรียบได้กับกรณีที่วัดได้รับเงินบริจาคระบุวัตถุประสงค์เพื่อ “การศึกษาเล่าเรียนของพระและเณร” แต่ผู้บริหารวัดกลับสั่งให้นำเงินก้อนนี้ไปรวมกับบัญชีกลางของวัด แล้วอ้างว่าผู้บริหารจะจัดสรรตามความเหมาะสมอีกทีหนึ่ง
ในทางทฤษฎีการคลัง การกระทำเช่นนี้มีสองมุมมอง :
● มุมมองหนุน (ภาพดี) : มองว่าเป็นการรวมเงินเพื่อบริหารอย่างมีเอกภาพ (Unity of Budget) ลดปัญหา “บางกองทุนเงินเหลือล้น แต่ส่วนอื่นไม่มีใช้”
● มุมมองค้าน (ภาพจริงในทางปฏิบัติ) : คือการ “ทำลายเจตนารมณ์ดั้งเดิม” เพราะภาษีสุราและยาสูบ (Sin Tax) ถูกตั้งขึ้นเพื่อนำเงินไปเยียวยาผลกระทบทางสาธารณสุขและสังคมโดยตรง การริบเงินกลับเข้าส่วนกลางทำให้ภารกิจเฉพาะด้านขาดความมั่นคง และเปิดช่องให้ผู้บริหารนำเงินไปใช้ผิดไปจากวัตถุประสงค์เดิม
Part 4: หากได้รัฐบาลไร้ธรรมาภิบาล พฤติกรรม “กินรวบประเทศ” จะเป็นอย่างไร?
หากเปรียบผู้บริหารวัดที่ขาดศีลธรรม นำเงินทุนการศึกษาพระเณรไปรวมกองกลางเพื่อเอาไปสร้างวัตถุมงคลหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง... รัฐบาลที่ไร้ธรรมาภิบาลและมีพฤติกรรม “กินรวบประเทศ”เมื่อได้อำนาจควบคุมเงินทั้งหมดไว้ในมือ จะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงดังนี้ :

1.การบิดเบือนการใช้จ่ายเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง : รัฐบาลจะนำเงินที่เคยถูกล็อกไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะเฉพาะด้าน ไปกระจายให้กับโครงการประชานิยมระยะสั้น หรือโครงการที่สร้างฐานเสียงให้พวกพ้อง เพื่อรักษาอำนาจทางการเมือง มากกว่าการมองประโยชน์ระยะยาวของประเทศ
2.การทุจริตเชิงนโยบายแบบ “กินรวบ” : เมื่อเงินทุกบาททุกสตางค์ไหลมารวมที่จุดเดียว การตรวจสอบทำได้ยากขึ้น รัฐบาลสามารถอนุมัติโครงการขนาดใหญ่ (Mega Projects) หรือจัดซื้อจัดจ้าง ที่เอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนใหญ่ที่เป็นสปอนเซอร์ของรัฐบาลได้อย่างง่ายดาย
3.ตัดขาองค์กรอิสระและภาคประชาสังคม : หน่วยงาน หรือสื่อสาธารณะที่เคยได้งบอุดหนุนตรงเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล จะถูก “บีบไข่”ทางการเงิน หากใครวิจารณ์รัฐบาลก็อาจถูกตัดงบประมาณทำให้ระบบการคานอำนาจในสังคมล้มสลาย
4.วิกฤตหนี้สินและอนาคตที่ดับสูญ : เมื่อเงินถูกใช้ไปกับโครงการที่ไม่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ แต่เน้นการแจกและการสร้างภาพ ประเทศจะเริ่มขาดสภาพคล่อง จนต้องกู้เงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สัดส่วนหนี้สาธารณะจะพุ่งสูง อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศจะถูกลดลง ส่งผลให้ประชาชนรุ่นลูกหลานต้องแบกรับภาระภาษีที่สูงขึ้นเพื่อจ่ายดอกเบี้ยหนี้ที่ไม่ได้ก่อ
บทสรุป
“วินัยการเงินการคลัง” ไม่ใช่แค่เรื่องของการประหยัด แต่คือ “ระบบคานอำนาจและธรรมภิบาลในการใช้เงิน” หากผู้นำอ้างวินัยการเงินการคลังเพียงเพื่อ “รวมศูนย์อำนาจเงิน” ไว้ในมือตนเอง โดยที่ตนเองไร้ซึ่งธรรมาภิบาลและซื่อสัตย์สุจริต ผลลัพธ์สุดท้ายจะไม่ต่างจากการมอบกุญแจตู้เซฟของคนทั้งบ้าน หรือของคนทั้งวัด ให้กับหัวขโมย ซึ่งมีแต่จะนำพาประเทศไปสู่ความพังทลายทางการเงินในที่สุด
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

