คอลัมน์ : เวทีอิสระ

อินเดียกับหลักยุทธศาสตร์ว่าด้วยการเป็นตัวของตัวเอง
ในโลกยุคสงครามเย็น อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งกลุ่ม หรือกระบวนการผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-aligned movement) ซึ่งหมายความว่าโลกยุคสงครามเย็นที่มีการแข่งขัน เป็นคู่อริ และการเผชิญหน้ากันระหว่างฝ่ายโลกเสรีที่นำโดยสหรัฐอเมริกา และฝ่ายโลกคอมมิวนิสต์ที่นำโดยสหภาพโซเวียตนั้น กลุ่มประเทศผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดก็จะเลือกไม่เข้าไปร่วม หรือไม่เข้าไปอยู่ในค่ายระหว่างโลกเสรีกับโลกคอมมิวนิสต์ หรือนัยหนึ่งคือพร้อมมีความสัมพันธ์กับทั้งสองค่ายไปพร้อมๆ กัน
เมื่อโลกยุคสงครามเย็นสิ้นสุดลง อินเดียก็ยังรักษาความสัมพันธ์กับรัสเซียประเทศผู้สืบทอดจากอดีตสหภาพโซเวียตที่ล่มสลายไป แล้วก็รักษาและพัฒนาความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา โดยในขณะเดียวกัน อินเดียก็ได้ปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ คือเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมที่ฝ่ายรัฐมีบทบาทในเรื่องเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ไปสู่เศรษฐกิจแบบการตลาดเสรีหรือทุนนิยม ที่ธุรกิจภาคเอกชนเป็นจักรกลขับเคลื่อนสำคัญ เท่ากับว่าอินเดียได้เปิดประเทศไปสู่โลกภายนอก และรับโลกภายนอกเข้ามาสู่อินเดียในโลกยุคโลกาภิวัตน์
แต่ทว่าความหวังและความกระตือรือร้นของการดำรงชีวิตของชาวโลกก้าวมาอยู่ในโลกเดียวกันที่มิได้มีการแบ่งค่าย แบ่งแยกอีกต่อไป และชาวโลกก็ต่างเห็นโอกาสและศักยภาพจากยุคโลกาภิวัตน์ของการเชื่อมโยงกันแบบไร้พรมแดน การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เพื่อความเจริญก้าวหน้าร่วมกัน กลับเริ่มมีความระส่ำระสาย ไม่ราบรื่น เมื่อมีชาวโลกส่วนหนึ่งเห็นว่า โลกยุคโลกาภิวัตน์ ก็คือปรากฏการณ์การครอบงำโดยฝ่ายตะวันตก (The West) ที่นำโดยสหรัฐอเมริกา และแล้วก็มีประเทศจีนและรัสเซียที่เห็นว่าไม่ต้องการเป็นน้ำใต้ศอกให้กับสหรัฐฯ โดยฝ่ายรัสเซียก็ต้องการให้ชาวโลกยอมรับว่ายังเป็นมหาอำนาจ เพราะมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ แม้ว่าเศรษฐกิจจะไม่ใหญ่โต ส่วนจีนนั้นก็ขมขื่น ทุกข์ทรมาน มากับประวัติศาสตร์ที่ถูกฝ่ายตะวันตกและญี่ปุ่นรุกรานย่ำยีร่วม 100 ปี ก็เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะประกาศศักดาและท้าชิงความเป็นใหญ่ในโลกกว้างกับฝ่ายตะวันตก ส่งผลให้โลกกลับมาสู่การชิงดีชิงเด่นระหว่าง 2 ขั้วอำนาจโลก เป็นเสมือนสงครามเย็นยุคใหม่อีกแบบหนึ่ง
ในระหว่างนี้ อินเดียซึ่งมีประชากรมากที่สุดในโลกก็ได้พัฒนาตนเองขึ้นมาเป็นลำดับ ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมการบริการ อุตสาหกรรมชีวภาพ และอุตสาหกรรมทางอวกาศ ภายในกรอบการเป็นสังคมประชาธิปไตยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อินเดียจึงเป็นที่หมายปองของขั้วอำนาจต่างๆ ดังกล่าว แต่อินเดียก็มิได้ทำตัวเป็นประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายดังเช่นในช่วงโลกยุคสงครามเย็น และได้ตัดสินใจที่จะคบหาสมาคมกับทุกขั้วเป็นกรณีๆ หรือตามผลประโยชน์และความเหมาะสม เช่น อินเดียได้เข้าร่วมกับสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย จัดตั้งองค์การภูมิภาคกรอบความร่วมมือทางยุทธศาสตร์และการสนทนาจตุรภาคีว่าด้วยความมั่นคง (Quadrilateral Security Dialogue – QUAD) ซึ่งเป็นองค์กรร่วมมือที่มีนัยยะของการต่อต้านจีนไม่ให้ขยายอิทธิพลและครอบงำภูมิภาคมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตก (Western Pacific) แต่ในขณะเดียวกันอินเดียก็ได้เข้าร่วมกับจีนและรัสเซียภายใต้องค์กรว่าด้วยความร่วมมือแห่งนครเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organization – SCO) ซึ่งมีเป้าหมายเสริมสร้างกระชับความร่วมมือทางด้านความมั่นคงระหว่างกัน โดยไม่แยแสกลุ่มประเทศตะวันตกที่มีการร่วมมือทางด้านความมั่นคง เช่น องค์การนาโต ในขณะเดียวกันอินเดียก็เข้าร่วมเป็นผู้ก่อตั้งโครงการ BRICS ซึ่งมาจากอักษรตัวแรกภาษาอังกฤษของประเทศผู้ร่วมก่อตั้ง อันได้แก่ Brazil, Russia, India, China และ South Africa ซึ่งเป็นการร่วมมือในเรื่องเศรษฐกิจและการเงินเป็นหลัก ที่จะให้มีการพึ่งพาซึ่งกันและกันให้มากที่สุด เพื่อลดการพึ่งพาและข้องแวะกับฝ่ายตะวันตกในกรอบของกลุ่ม G7 รวมทั้งการพึ่งพาหรือถูกครอบงำสถาบัน เช่น IMF และธนาคารโลก โดยฝ่ายตะวันตก
การที่อินเดียอยู่กับสหรัฐอเมริกาในกรอบ QUAD และอยู่กับรัสเซียและจีนในกรอบ SCO และ BRICS ดังกล่าว บ่งบอกว่าอินเดียกำลัง “เล่นไพ่หลายมือ” โดยมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องสมยอม ไม่ต้องโอนอ่อน หรือเกรงอกเกรงใจฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพราะอินเดียมีน้ำหนัก มีของดี มีพลังอำนาจที่จะต่อรอง ที่จะเลือก เป็นการวางตัวแบบ Strategic Autonomy และในการนี้ฝ่ายสหรัฐฯ ด้านหนึ่งก็ดี หรือฝ่ายจีนและรัสเซียอีกด้านหนึ่งก็ดี ก็ต้องอะลุ้มอะล่วยกับอินเดียไปตามเหตุการณ์และความเหมาะสม เพราะไม่ต้องการที่จะผลักไสไล่ส่งอินเดียให้ไปเข้าและร่วมอยู่กับอีกฝ่ายหนึ่งผู้เป็นคู่อริ
ในอีกมุมมองหนึ่งในเชิงบวก อินเดียก็อยู่ในวิสัยที่จะเป็นตัวเชื่อมโยงให้ทั้งสองขั้วเข้าหากัน ซึ่งอินเดียก็จะมีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นถ้าอินเดียสามารถปรับความสัมพันธ์กับปากีสถานให้ได้ แล้วเร่งหาข้อยุติว่าด้วยข้อพิพาททางด้านเขตแดนบนเทือกเขาหิมาลัยกับจีน
ประชาคมอาเซียน ซึ่งประกอบด้วย 11 ประเทศ ประชากรประมาณ 650 ล้านคน มีขนาดเศรษฐกิจในระดับ 10 ประเทศแรกของโลก ก็อยู่ในวิสัยที่จะคิดคำนึงในเรื่อง Strategic Autonomy เพื่อเสริมสร้างความเป็นตัวของตัวเอง และไม่ต้องให้ผู้ใดมาถามอีกว่า อาเซียนจะอยู่กับขั้วไหน แต่เท่าที่ผ่านมาแวดวงต่างๆ ของอาเซียนก็ยังมิได้มีการพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งก็ถึงเวลาแล้วที่ผู้นำประเทศของประเทศสมาชิกอาเซียนจะได้มีการทบทวนสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศ และการวางตัว กำหนดท่าที ของอาเซียนให้เหมาะสม โดยเฉพาะความเป็นตัวของตัวเอง
กษิต ภิรมย์
[email protected]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

