สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 14 ตุลาคม 2569

วันที่ 14 ตุลาคม 2569 เวลา 10.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล
สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
กฎหมาย
- เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ในพื้นที่บางส่วนในท้องที่อำเภอเมืองนครราชสีมา อำเภอโนนสูง อำเภอคง อำเภอบัวใหญ่ อำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา อำเภอพล อำเภอโนนศิลา
อำเภอบ้านไผ่ อำเภอบ้านแฮด อำเภอเมืองขอนแก่น อำเภอน้ำพอง อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น
อำเภอโนนสะอาด อำเภอกุมภวาปี อำเภอประจักษ์ศิลปาคม อำเภอเมืองอุดรธานี อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี และอำเภอสระใคร อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย เพื่อดำเนินโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร - หนองคาย (ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา - หนองคาย) พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ในพื้นที่บางส่วนในท้องที่อำเภอเมืองนครราชสีมา อำเภอโนนสูง อำเภอคง อำเภอบัวใหญ่ อำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา อำเภอพล อำเภอโนนศิลา อำเภอบ้านไผ่ อำเภอบ้านแฮด อำเภอเมืองขอนแก่น อำเภอน้ำพอง อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น อำเภอโนนสะอาด อำเภอกุมภวาปี อำเภอประจักษ์ศิลปาคม อำเภอเมืองอุดรธานี อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี และอำเภอสระใคร อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย เพื่อดำเนินโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร - หนองคาย (ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา - หนองคาย) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้ คค. รับความเห็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
รวมทั้งให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งที่ต้องดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 ถือปฏิบัติตามข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างเคร่งครัดต่อไป
สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา
คค. เสนอว่า
- เดิมโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร - หนองคาย (ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา - หนองคาย) (โครงการรถไฟความเร็วสูงฯ ระยะที่ 2) มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเส้นทางสายใหม่ (One Belt One Road : OBOR) และเป็นการเชื่อมโยงระบบคมนาคมทางรางจากสาธารณรัฐประชาชนจีนผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมายังประเทศไทย โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 อนุมัติในหลักการโครงการดังกล่าว โดยให้ คค. (รฟท.) ดำเนินการในส่วนของการจัดสรรกรรมสิทธิ์ที่ดินและชดเชยทรัพย์สินและการก่อสร้างงานโยธาภายในกรอบวงเงิน ดังนี้
1.1 ค่าจัดสรรกรรมสิทธิ์ที่ดินและชดเชยทรัพย์สิน ประกอบด้วย ที่ดินประมาณ 1,345 ไร่ จำนวน 1,991 แปลง และสิ่งปลูกสร้างประมาณ 1,428 รายการ รวมค่าทดแทนในการเวนคืนเป็นเงินประมาณ 12,418.61 ล้านบาท
1.2 ค่างานก่อสร้างโยธา วงเงิน 237,454.86 ล้านบาท
1.3 ค่าควบคุมงานก่อสร้างโยธา วงเงิน 6,530.01 ล้านบาท
รวมวงเงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ 256,403.48 ล้านบาท
- การดำเนินการก่อสร้างตามโครงการฯ มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดที่ DK.251+881.22 - DK.608+997.30 รวมระยะทางประมาณ 357.12 กิโลเมตร เพื่อเพิ่มศักยภาพและการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านต่าง ๆ ของประเทศ ลดค่าใช้จ่ายในการใช้รถและเวลาในการเดินทาง ผู้ใช้ทางได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในดัชนีชี้วัดด้านความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น รฟท.
มีความจำเป็นที่จะต้องได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้การก่อสร้างโครงการดังกล่าวเป็นไปตามแผนการที่กำหนดไว้และเพื่อนำที่ดินไปชดเชยให้เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนในพื้นที่บางส่วน ดังต่อไปนี้
2.1 ในท้องที่ตำบลหนองไผ่ล้อม ตำบลหัวทะเล ตำบลจอหอ ตำบลหนองไข่น้ำ อำเภอเมืองนครราชสีมา ตำบลด่านคล้า ตำบลโนนสูง ตำบลมะค่า ตำบลพลสงคราม อำเภอโนนสูง ตำบลดอนใหญ่ตำบลเมืองคง อำเภอคง ตำบลโนนทองหลาง ตำบลบัวใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ ตำบลบัวลาย ตำบลโนนจานอำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา
2.2 ในท้องที่ตำบลหนองมะเขือ ตำบลโนนข่า ตำบลเก่างิ้ว ตำบลหนองแวงนางเบ้า อำเภอพล ตำบลโนนศิลา ตำบลโนนแดง อำเภอโนนศิลา ตำบลในเมือง ตำบลบ้านไผ่ อำเภอบ้านไผ่ ตำบลบ้านแฮด ตำบลโนนสนสมบูรณ์ อำเภอบ้านแฮด ตำบลท่าพระ ตำบลเมืองเก่า ตำบลในเมือง ตำบลศิลา ตำบลสำราญ ตำบลโนนท่อน อำเภอเมืองขอนแก่น ตำบลม่วงหวาน ตำบลหนองกุง ตำบลวังชัย ตำบลน้ำพอง อำเภอน้ำพอง ตำบลคำม่วง ตำบลเขาสวนกวาง อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น
2.3 ในท้องที่ตำบลทมนางงาม ตำบลโคกกลาง ตำบลโนนสะอาด อำเภอโนนสะอาด ตำบลหนองหว้า ตำบลปะโค ตำบลห้วยเกิ้ง ตำบลตูมใต้ ตำบลพันดอน ตำบลผาสุก อำเภอกุมภวาปี ตำบลห้วยสามพาด อำเภอประจักษ์ศิลปาคม ตำบลหนองไผ่ ตำบลหนองขอนกว้าง ตำบลโนนสูง ตำบลหมากแข้ง ตำบลหนองบัว ตำบลนากว้าง ตำบลกุดสระ ตำบลบ้านขาว ตำบลนาข่า อำเภอเมืองอุดรธานี ตำบลนาพู่ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี
2.4 ในท้องที่ตำบลคอกช้าง ตำบลสระใคร อำเภอสระใคร ตำบลค่ายบกหวาน ตำบลหนองกอมเกาะ ตำบลมีชัย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย
- 3. การประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2567 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567
มีมติเห็นชอบตามความเห็นของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร - หนองคาย (ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา - หนองคาย) และ รฟท. ได้ดำเนินการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบกับโครงการดังกล่าวตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 แล้ว ซึ่งผลการรับฟังความคิดเห็นโดยรวมต่อโครงการประชาชน ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว - 4. สำนักงบประมาณ (สงป.) แจ้งว่า สำหรับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นให้ รฟท. จัดทำแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดย สงป. จะจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมเมื่อร่างพระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับแล้วตามขั้นตอนต่อไป
- 5. คค. ได้ดำเนินการตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยได้จัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการตามโครงการฯ เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2567 ตามข้อ 4.6 ประกอบด้วย ชื่อโครงการ รายละเอียดโครงการ แผนบริหารโครงการ ประมาณการรายจ่าย
แหล่งเงินที่ใช้ตลอดระยะเวลาการดำเนินการ และประโยชน์ที่จะได้รับ - 6. คค. ได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 [เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกรณีการตราร่างกฎหมายหรือร่างอนุบัญญัติที่ต้องจัดให้มีแผนที่ท้าย] โดยกรมการปกครองได้ตรวจสอบแผนที่ท้ายร่างพระราชกฤษฎีกาฯ แล้ว พบว่า สอดคล้องกับคำบรรยายในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การกำหนดเขตตำบล
ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง โดยแนวเขตที่ดินที่ปรากฏในแผนที่ท้ายร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ตามข้อ 2.1 – 2.4 - ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนในพื้นที่บางส่วนในท้องที่อำเภอเมืองนครราชสีมา อำเภอโนนสูง อำเภอคง อำเภอบัวใหญ่ อำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา
อำเภอพล อำเภอโนนศิลา อำเภอบ้านไผ่ อำเภอบ้านแฮด อำเภอเมืองขอนแก่น อำเภอน้ำพอง อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น อำเภอโนนสะอาด อำเภอกุมภวาปี อำเภอประจักษ์ศิลปาคม อำเภอเมืองอุดรธานี อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี และอำเภอสระใคร อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย เพื่อนำที่ดินไปชดเชยให้เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืน มีกำหนดใช้บังคับ 5 ปี โดยให้เริ่มต้นเข้าสำรวจที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ภายในแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืนภายใน 180 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ
- เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบอะลูมิเนียม 55%
ผสมสังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อนและเคลือบสีต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบอะลูมิเนียม 55% ผสมสังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อนและเคลือบสีต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของเรื่อง
- ในปัจจุบันมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบอะลูมิเนียม 55%ผสมสังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อนและเคลือบสี มาตรฐานเลขที่ มอก. 2753 - 2559 ประกาศใช้โดยประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2562) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เหล็กกล้าทรงแบนเคลือบอะลูมิเนียม 55% ผสมสังกะสี โดยกรรมวิธีจุ่มร้อนและเคลือบสี พ.ศ. 2567 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 (มาตรฐานทั่วไป)
- ต่อมาสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้รับข้อเสนอเกี่ยวกับการกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมดังกล่าว ดังนี้
2.1 ผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากการใช้ผลิตภัณฑ์แผ่นเหล็กมุงหลังคาที่ผลิตจากเหล็กเคลือบสังกะสีและเคลือบสี กรณีอายุการใช้งานสั้น เกิดสนิมเร็ว เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีการเคลือบสังกะสีและเคลือบสีเพื่อวัตถุประสงค์ในการยืดอายุการใช้งานให้สามารถใช้งานได้นานขึ้น แต่พบว่ามีการสำแดงมวลเคลือบสังกะสีไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทำให้อายุการใช้งานสั้น เกิดสนิมเร็ว ซึ่งผู้บริโภคไม่สามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการได้ ซึ่งรายการมวลเคลือบ/ความหนา ไม่สามารถตรวจสอบได้จากการตรวจพินิจ ต้องส่งทดสอบ
ที่ห้องปฏิบัติการเท่านั้น
2.2 กลุ่มผู้ผลิตหลังคาเหล็กซึ่งเป็นผู้ใช้งานต่อเนื่อง ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาคุณภาพสินค้า โดยมีวัตถุดิบคือผลิตภัณฑ์เหล็กเคลือบสังกะสีและเคลือบสี อันเนื่องมาจากมีการนำเข้าสินค้าคุณภาพต่ำเข้ามาจำหน่ายในประเทศ รวมถึงมีการแสดงรายละเอียดชั้นเคลือบสินค้าไม่ตรงตามความเป็นจริง ส่งผลให้ประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคและโรงงานแปรรูปหลังคาเมทัลชีทได้รับความเดือดร้อนจากความเสียหายจากการมีอายุการใช้งานสั้น เกิดสนิมเร็วและขาดความปลอดภัยในการใช้งาน นอกจากนี้ ยังก่อความเสียหายทางการค้าและเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง
- สมอ. ได้เสนอคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ในคราวประชุมครั้งที่ 738-7/2567 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2567 ซึ่ง กมอ. มีมติเห็นชอบร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบอะลูมิเนียม 55% ผสมสังกะสี โดยกรรมวิธีจุ่มร้อนและเคลือบสี มาตรฐานเลขที่ มอก. 2753 - 1559 (ยกเลิกและกำหนด) และเห็นชอบการกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบอะลูมิเนียม 55% ผสมสังกะสี โดยกรรมวิธีจุ่มร้อนและเคลือบสี ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก. 2753 - 25xx และให้ สมอ. ดำเนินการต่อไป
- 4. สมอ. ได้จัดทำรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็น และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย ประกอบการจัดทำร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบอะลูมิเนียม 55% ผสมสังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อนและเคลือบสีต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. .... โดยได้เผยแพร่เอกสารดังกล่าวผ่านช่องทางเว็บไซต์ของ สมอ. และระบบกลางทางกฎหมายด้วยแล้ว
- 5. ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีสาระสำคัญ ดังนี้
1) กำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบอะลูมิเนียม 55%
ผสมสังกะสี โดยกรรมวิธีจุ่มร้อนและเคลือบสี ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก. 2753 - 2567 ตามประกาศ เรื่อง กำหนดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบอะลูมิเนียม 55% ผสมสังกะสี โดยกรรมวิธีจุ่มร้อนและเคลือบสี พ.ศ. 2567 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567
2) กำหนดให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประโยชน์และผลกระทบ
1) เพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้แผ่นเหล็กมุงหลังคาที่ผลิตจากผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กเคลือบสังกะสีและเคลือบสีที่มีคุณภาพ และเป็นไปตามมาตรฐาน มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมดังกล่าวที่ตรงกับความต้องการได้
2) ผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมาย ได้แก่ ผู้ทำ ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบอะลูมิเนียม 55% ผสมสังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อนและเคลือบสี โดยมีผลกระทบในด้านสิทธิเสรีภาพของบุคคลดังกล่าว เนื่องจาก ผู้ทำ หรือผู้นำเข้า ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมดังกล่าวจะต้องขอรับใบอนุญาตตามมาตรา 20 หรือมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2562 ผู้จำหน่ายจะต้องจำหน่ายผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมดังกล่าวที่ได้รับใบอนุญาตและเป็นไปตามมาตรฐาน
- เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 0.5% ขึ้นไป และแมกนีเซียม 0.4% ขึ้นไป โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 0.5% ขึ้นไป และแมกนีเซียม 0.4% ขึ้นไป โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วและให้ดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของเรื่อง
- ในปัจจุบันมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม และแมกนีเซียม (มาตรฐานเลขที่ มอก. 3059 -2563) ประกาศใช้โดยประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 5795 (พ.ศ. 2563) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 0.5% ถึง 6% และแมกนีเซียม 0.4%ถึง 4% โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 (มาตรฐานทั่วไป)
- โดยที่เหล็กแผ่นเคลือบที่นำเข้ามาจากต่างประเทศนั้นมีคุณภาพที่ต่ำซึ่งเมื่อนำไปใช้งานในการเป็นวัตถุดิบภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น เครื่องซักผ้า ตู้เย็น โครงสร้างรถยนต์เหล็กแผ่นเคลือบดังกล่าวจะเกิดสนิมได้เร็วและมีอายุการใช้งานที่สั้น ซึ่งไม่มีความทนทาน ต่อการใช้งาน กลุ่ม 7 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2565 จึงได้มีมติเสนอให้เร่งดำเนินการบังคับมาตรฐานของกลุ่มผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบโลหะและเคลือบสี และเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบอะลูมิเนียมผสมสังกะสีและแมกนีเซียม ซึ่งต่อมาสมาคมการค้าผู้ผลิตเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี ได้มีหนังสือลงวันที่ 31 สิงหาคม 2565 เสนอให้พิจารณาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 0.5% ถึง 6% และแมกนีเซียม 0.4% ถึง 4% โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีคุณภาพเหมาะสมตามมาตรฐาน มีความปลอดภัยต่อการนำไปใช้งานและเป็นการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมดังกล่าว โดยคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ในคราวประชุมครั้งที่ 723-5/2566 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2566 เห็นชอบการพิจารณากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 0.5% ถึง 6% และแมกนีเซียม 0.4% ถึง 4% โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก. 3059 – 2563
- สมอ. ได้ดำเนินการทบทวนและได้จัดทำร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 0.5% ขึ้นไป และแมกนีเซียม 0.4% ขึ้นไป โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่ง กมอ. ในคราวประชุม ครั้งที่ 738-7/2567 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2567 ได้เห็นชอบร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 0.5% ขึ้นไป และแมกนีเซียม 0.4% ขึ้นไป โดยกรรมวิธีจุ่มร้อนมาตรฐานเลขที่ มอก. 3059 -25xx (ยกเลิกและกำหนด)
โดยอ้างอิงตามมาตรฐานจากประเทศญี่ปุ่นและประเทศออสเตรเลีย ในการเพิ่มชั้นคุณภาพของมวลเคลือบ เพื่อให้เหล็กแผ่นเคลือบมีคุณภาพ ที่ได้มาตรฐานและครอบคลุมต่อการนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรมปัจจุบัน - สมอ. ได้จัดทำประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 0.5% ขึ้นไป และแมกนีเซียม 0.4% ขึ้นไป โดยกรรมวิธี
จุ่มร้อน พ.ศ. 2567 ประกาศ ณ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 ซึ่งประกาศ ดังกล่าวให้มีผลเมื่อพ้นกำหนด 120 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (มีผลวันที่ 3 เมษายน 2568) - ในคราวประชุม กมอ. ครั้งที่ 751-8/2568 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 0.5%
ขึ้นไป และแมกนีเซียม 0.4% ขึ้นไป โดยกรรมวิธีจุ่มร้อนต้องเป็นไปตาม มาตรฐานเลขที่ มอก. 3059 -2567 แล้วให้ สมอ. ดำเนินการต่อไป - สมอ. ได้ดำเนินการจัดทำรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย ประกอบการจัดทำร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 0.5% ขึ้นไปและแมกนีเซียม 0.4% ขึ้นไป โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. .... โดยได้เผยแพร่เอกสารดังกล่าวผ่านช่องทางเว็บไซต์ของ สมอ. และระบบกลางทางกฎหมายด้วยแล้ว
- ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีสาระสำคัญ ดังนี้
1) กำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 0.5% ขึ้นไป และแมกนีเซียม 0.4% ขึ้นไป โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก. 3059 -2567 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 0.5% ขึ้นไป และแมกนีเซียม 0.4% ขึ้นไป โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน พ.ศ. 2567 ประกาศ ณ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2567
2) กำหนดให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประโยชน์และผลกระทบ
1) เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีการใช้ในงานหลายชนิด เช่น อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ก่อสร้าง งานโครงสร้างหรือหลังคาอาคาร หากไม่มีการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมให้เป็นไปตามมาตรฐาน ก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนจากการใช้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่มีคุณภาพ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกิจการอุตสาหกรรม ดังนั้น จึงต้องมีการควบคุมเกี่ยวกับความปลอดภัย เพื่อให้ป้องกันความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนผู้บริโภค รวมทั้งเป็นการป้องกันความเสียหายอันอาจจะเกิดแก่กิจการอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจของประเทศ
2) ผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายได้แก่ ผู้ทำ ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 0.5% ขึ้นไปและแมกนีเซียม 0.4% ขึ้นไป โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน โดยมีผลกระทบในด้านสิทธิเสรีภาพของบุคคล ดังกล่าว เนื่องจากผู้ทำ หรือผู้นำเข้า ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมดังกล่าวจะต้องขอรับใบอนุญาตตามมาตรา 20 หรือมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2562 และผู้จำหน่าย จะต้องจำหน่ายผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมดังกล่าวที่ได้รับใบอนุญาต มีการแสดงเครื่องหมายมาตรฐานและเป็นไปตามมาตรฐาน
- เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 5% ขึ้นไป และแมกนีเซียม 2% ขึ้นไป โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 5% ขึ้นไป และแมกนีเซียม 2% ขึ้นไป โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อต.) เสนอ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของเรื่อง
- ในปัจจุบันมาตรฐานของกลุ่มผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบโลหะและเคลือบสี และเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบอะลูมิเนียมผสมสังกะสีและแมกนีเซียม (มาตรฐานเลขที่ มอก. 2981 - 2562) ประกาศใช้โดยประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 5463 (พ.ศ. 2562) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 5% ถึง 13% และแมกนีเซียม 2% ถึง 4% โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน ลงวันที่ 16 กันยายน 2562 (มาตรฐานทั่วไป)
- โดยที่เหล็กแผ่นเคลือบที่นำเข้ามาจากต่างประเทศนั้นมีคุณภาพที่ต่ำ ซึ่งเมื่อนำไปใช้งานในการเป็นวัตถุดิบภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น เครื่องซักผ้า ตู้เย็น โครงสร้างรถยนต์ เหล็กแผ่นเคลือบดังกล่าวจะเกิดสนิมได้เร็วและมีอายุการใช้งานที่สั้น ซึ่งไม่มีความทนทาน ต่อการใช้งาน กลุ่ม 7 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2565 จึงได้มีมติเสนอให้เร่งดำเนินการบังคับมาตรฐานของกลุ่มผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบโลหะและเคลือบสี และเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบอะลูมิเนียมผสมสังกะสีและแมกนีเซียม ซึ่งต่อมาสมาคมการค้าผู้ผลิตเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี ได้มีหนังสือลงวันที่ 31 สิงหาคม 2565 เสนอให้พิจารณาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 5% ถึง 13% และแมกนีเซียม 2% ถึง 5% โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีคุณภาพเหมาะสมตามมาตรฐาน มีความปลอดภัยต่อการใช้งานและเป็นการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมดังกล่าว โดยคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ได้ประชุมในวันที่ 16 พฤษภาคม 2566 เห็นชอบการพิจารณากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 5% ถึง 13% และแมกนีเซียม 2% ถึง 4% โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก. 2981 - 2562
- สมอ. ได้ดำเนินการทบทวนและจัดทำร่างผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 5% ขึ้นไป และแมกนีเซียม 2% ขึ้นไป โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน ซึ่ง กมอ. ในคราวประชุมครั้งที่ 738-7/2567 เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2567 ได้เห็นชอบร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 5% ขึ้นไป และแมกนีเซียม 2% ขึ้นไป โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน มาตรฐานเลขที่ มอก. 2981 -25xx (ยกเลิกและกำหนด) โดยอ้างอิงตามมาตรฐานจากประเทศญี่ปุ่นและประเทศออสเตรเลีย ในการเพิ่มชั้นคุณภาพของมวลเคลือบ เพื่อให้เหล็กแผ่นเคลือบมีคุณภาพ ที่ได้มาตรฐานและครอบคลุมต่อการนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรมปัจจุบัน
- สมอ. ได้จัดทำประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 5% ขึ้นไป และแมกนีเซียม 2% ขึ้นไป โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน พ.ศ. 2567 ประกาศ ณ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 โดยประกาศดังกล่าวให้มีผลเมื่อพ้นกำหนด 120 วันนับแต่วันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (มีผลเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568) - ในการประชุม กมอ. ครั้งที่ 751-8/2568 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 5% ขึ้นไป และแมกนีเซียม 2% ขึ้นไป โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก. 2981 - 2567 แล้วให้ สมอ. ดำเนินการต่อไป
- สมอ. ได้ดำเนินการจัดทำรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นและรายงาน
การวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย ประกอบการจัดทำร่างกฎกระทรวงกำหนด
ให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 5% ขึ้นไป และแมกนีเซียม 2% ขึ้นไป
โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. .... โดยได้เผยแพร่เอกสารดังกล่าวผ่านช่องทางเว็บไซต์ของ สมอ. ด้วยแล้ว - ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีสาระสำคัญ ดังนี้
1) กำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็ก ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 5% ขึ้นไป และแมกนีเซียม 2% ขึ้นไป โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก. 2981 - 2567 ตามประกาศเรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 5% และแมกนีเซียม 2% ขึ้นไป โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน พ.ศ. 2567 ประกาศ ณ วันที่
14 พฤศจิกายน 2567
2) กำหนดให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประโยชน์และผลกระทบของร่างกฎกระทรวง
- ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมตามร่างกฎกระทรวงนี้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในงานหลายชนิด
อาทิ อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ก่อสร้าง งานโครงสร้างหรือหลังคาอาคาร หากไม่มีการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมให้เป็นไปตามมาตรฐาน ก็ย่อมมีโอกาสที่จะเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนจากการใช้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่มีคุณภาพและอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกิจการอุตสาหกรรม ดังนั้น จึงต้องมีการควบคุมเกี่ยวกับความปลอดภัย เพื่อให้ป้องกันความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนผู้บริโภค รวมทั้งเป็นการป้องกันความเสียหายอันอาจจะเกิดแก่กิจการอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจของประเทศ - ผู้ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมาย ได้แก่ ผู้ทำ ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายเหล็กแผ่นเคลือบ ซึ่งจะได้รับผลกระทบในด้านเสรีภาพ เนื่องจากผู้ทำหรือผู้นำเข้า ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมดังกล่าวจะต้องขอรับใบอนุญาตตามมาตรา 20 หรือมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และผู้จำหน่าย จะต้องจำหน่ายผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมดังกล่าวที่ได้รับใบอนุญาต และเป็นไปตามมาตรฐาน
- เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. .... ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 3 ฉบับ
คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติหลักการตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ ดังนี้
- ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. .... ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการเลื่อนระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ออกไปอีก 3 เดือน จากวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นวันที่ 1 มกราคม 2570
- ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. .... ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการเลื่อนระยะเวลาการจ่ายเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างออกไปเป็นวันที่ 1 มกราคม 2570 ให้สอดคล้องกับร่างพระราชกฤษฎีกา ตามข้อ 1.
- ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม วันใช้บังคับกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย พ.ศ. 2567 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับร่างพระราชกฤษฎีกาตามข้อ 1.
สาระสำคัญของเรื่อง
- เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยตั้งแต่วันที่ 25-29 กันยายน 2569 ที่ผ่านมาส่งผลให้ สถานประกอบกิจการและลูกจ้างในพื้นที่ประสบภัยได้รับผลกระทบและได้รับความเดือดร้อนในวงกว้าง นายจ้างบางส่วนต้องหยุดหรือชะลอการดำเนินกิจการ มีรายได้ลดลง ในขณะเดียวกัน ลูกจ้างบางส่วนก็ได้รับผลกระทบจากการเดินทางและการทำงานที่หยุดชะงัก ขาดรายได้หรือต้องนำเงินไปใช้ซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและดำรงชีพ ประกอบกับเศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดในการขยายตัวเนื่องด้วยความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความผันผวนของต้นทุนพลังงาน และความตึงเครียดทางการค้าซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อต้นทุนการผลิต การส่งออก และกำลังซื้อของประชาชน ส่งผลให้ผู้ประกอบกิจการโดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต้องบริหารสภาพคล่องอย่างระมัดระวัง นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงต่อความมั่นคงในการจ้างงานหากกิจการฟื้นตัวล่าช้าอีกด้วย การเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบฯ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ตามพระราชกฤษฎีกาและกฎกระทรวงฉบับปัจจุบันจึงอาจเพิ่มภาระทางการเงินและการดำรงชีพของลูกจ้าง รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อสถานประกอบกิจการในช่วงที่ต้องเร่งฟื้นฟูจากผลกระทบดังกล่าว ซึ่ง รง. พิจารณาแล้วเห็นควรดำเนินการช่วยเหลือนายจ้างและลูกจ้างโดยเลื่อนระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบฯ ออกไปก่อน
- ในคราวประชุมคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ครั้งที่ 10/2569 เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนภาครัฐ ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีความเห็น ดังนี้
2.1 ผู้แทนฝ่ายลูกจ้างเห็นว่า หากมีความจำเป็นต้องเลื่อนระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบฯ ควรเลื่อนออกไปอีก 3 เดือน โดยต้องเป็นการเลื่อนครั้งสุดท้าย
2.2 ผู้แทนฝ่ายนายจ้างเห็นว่า ควรเลื่อนออกไปอีก 3 เดือน หรือ 6 เดือน - 1 ปี
โดยต้องเป็นการเลื่อนครั้งสุดท้าย
2.3 ผู้แทนภาครัฐเห็นว่า หากมีความจำเป็นต้องเลื่อนระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบฯ หน่วยงานที่รับผิดชอบจะเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป
- รง. ได้พิจารณาความเห็นของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามข้อ 2. แล้วจึงได้จัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาและร่างกฎกระทรวงรวม 3 ฉบับ เพื่อเลื่อนระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบฯ ออกไปอีก 3 เดือน จากวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นวันที่ 1 มกราคม 2570 ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ลูกจ้างและนายจ้างมีเวลาฟื้นฟูฐานะทางเศรษฐกิจและเอื้อให้การเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
3.1 ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการยกเลิกพระราชกฤษฎีกาการกำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 เพื่อเลื่อนระยะเวลาเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบฯ จากเดิมกำหนดให้ดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบฯ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป เป็น “ให้ดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป”
3.2 ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป ให้สอดคล้องกับร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. .... ซึ่งอัตราเงินสะสมและเงินสมทบที่ยังคงเป็นอัตราเดิม ดังนี้
- ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2575 (ระยะ 5 ปีแรก) (จากเดิมตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2574) ให้เป็นไปตามอัตราต่อไปนี้
|
ผู้จ่ายเงินสะสมและเงินสมทบ |
อัตราเงินสะสมและเงินสมทบเป็นร้อยละ ของค่าจ้างของลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง |
|
1. เงินสะสมของลูกจ้าง 2. เงินสมทบของนายจ้าง |
0.25 0.25 |
- ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2575 เป็นต้นไป (จากเดิมตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2574 เป็นต้นไป) ให้เป็นไปตามอัตราต่อไปนี้
|
ผู้จ่ายเงินสะสมและเงินสมทบ |
อัตราเงินสะสมและเงินสมทบเป็นร้อยละ ของค่าจ้างของลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง |
|
1. เงินสะสมของลูกจ้าง 2. เงินสมทบของนายจ้าง |
0.5 0.5 |
3.3 ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย พ.ศ. 2567 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเลื่อนระยะเวลาการใช้บังคับกฎกระทรวงดังกล่าวให้สอดคล้องกับร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. .... โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป
- เรื่อง ร่างกฎ ก.พ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินประจำตำแหน่ง (ฉบับที่ ..)
พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติร่างกฎ ก.พ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินประจำตำแหน่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเสนอ โดยให้สำนักงาน ก.พ. รับข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณาดำเนินการ ก่อนส่งไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป
รวมทั้งให้กระทรวงสาธารณสุขรับความเห็นของกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
- ร่างกฎ ก.พ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินประจำตำแหน่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎ ก.พ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. 2567 โดยเพิ่มเติม
(1) สายงานกำหนดอาหาร (นักกำหนดอาหาร) [เพิ่มข้อ 2/1)]
(2) สายงานปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ (นักฉุกเฉินการแพทย์) [เพิ่มข้อ 9/1)]
(3) สายงานสาธารณสุข (นักสาธารณสุข) [เพิ่มข้อ 30/1)]
เพื่อให้ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวในระดับชำนาญการและระดับชำนาญการพิเศษได้รับเงินประจำตำแหน่งในอัตรา ดังนี้
|
ตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับ |
อัตราเงินประจำตำแหน่ง |
|
ชำนาญการ |
3,500 บาท |
|
ชำนาญการพิเศษ |
5,600 บาท |
- โดยที่ร่างกฎ ก.พ. ดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาตรวจร่างจาก อ.ก.พ. วิสามัญเกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบแล้ว ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นกรรมการกฤษฎีกา รวมอยู่ด้วย ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติร่างกฎ ก.พ. ดังกล่าวแล้ว จึงสามารถประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้ใช้บังคับต่อไปได้ โดยไม่ต้องส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาอีก ทั้งนี้ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2564 (ตามข้อ 4.4)
- ก.พ. ได้เสนอรายละเอียดข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเสนอพร้อมกับการขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาด้วยแล้ว โดยมีประมาณการรายจ่าย ดังนี้
(1) กรณีตำแหน่งนักกำหนดอาหาร
สธ. จะนำตำแหน่งนักโภชนาการ ระดับปฏิบัติการหรือชำนาญการ จำนวน 543 ตำแหน่ง ตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุข ระดับปฏิบัติการหรือชำนาญการ จำนวน 2 ตำแหน่ง และตำแหน่งโภชนาการ ระดับปฏิบัติงานหรือชำนาญงาน จำนวน 19 ตำแหน่ง มาเปลี่ยนชื่อตำแหน่งในสายงานเป็นตำแหน่งนักกำหนดอาหาร ระดับปฏิบัติการหรือชำนาญการ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรเพิ่มขึ้น 24,955,680 บาทต่อปี
(2) กรณีตำแหน่งนักฉุกเฉินการแพทย์
สธ. จะนำตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุข ระดับปฏิบัติการหรือชำนาญการ จำนวน 78 ตำแหน่ง มาเปลี่ยนชื่อตำแหน่งในสายงานเป็นตำแหน่งนักฉุกเฉินการแพทย์ ระดับปฏิบัติการหรือชำนาญการ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรเพิ่มขึ้น 3,276,000 บาทต่อปี
(3) กรณีตำแหน่งนักสาธารณสุข
ปัจจุบัน สธ. มีตำแหน่งนักสาธารณสุข ระดับปฏิบัติการหรือชำนาญการ จำนวน 4,201 ตำแหน่ง และระดับชำนาญการพิเศษ จำนวน 11 ตำแหน่ง ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรเพิ่มขึ้น 177,458,400 บาทต่อปี
รวมทั้ง 3 ตำแหน่ง จะมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น 205,690,080 บาทต่อปี
- ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง (กค.) สธ. และสำนักงบประมาณ (สงป.) พิจารณาแล้ว เห็นชอบกับร่างกฎ ก.พ. ในเรื่องนี้ โดย กค. และ สงป. มีความเห็นเพิ่มเติมบางประการ ดังนี้
1) กค. เห็นว่า เมื่อร่างกฎ ก.พ. ฉบับนี้มีผลใช้บังคับและบรรจุบุคคลให้ดำรงตำแหน่งและมีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งดังกล่าว สธ. ควรให้ความสำคัญกับการควบคุมและกำกับดูแลการดำเนินการดังกล่าว รวมทั้งพิจารณาคุณสมบัติของบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่งให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด สำหรับการจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามความเห็นของ สงป.
2) สงป. เห็นว่า ค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากร่างกฎ ก.พ. ในเรื่องนี้มีผลใช้บังคับแล้ว เห็นควรให้ส่วนราชการพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณที่ได้รับจัดสรรในแผนงานบุคลากรภาครัฐภายในปีงบประมาณนั้นไปดำเนินการในลำดับแรก สำหรับปีงบประมาณต่อ ๆ ไป ขอให้ส่วนราชการจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อเสนอขอรับจัดสรรงบประมาณตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตามความจำเป็นและเหมาะสมต่อไป โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าของการใช้จ่ายงบประมาณและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ รวมทั้งไม่ก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลังแก่ประเทศในระยะยาว และขอให้ถือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยเคร่งครัดด้วย
เศรษฐกิจ-สังคม
- เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งและสภาพอากาศที่แปรปรวน
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานผลการดำเนินงานการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งและสภาพอากาศที่แปรปรวน ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
สาระสำคัญ
- จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้ปริมาณฝนและการกระจายตัวของฝนมีความแปรปรวนมากขึ้น ประกอบกับแนวโน้มการเกิดฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งในหลายพื้นที่ของประเทศ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุนและความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศ กษ. จึงได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ดังกล่าวภายใต้หลักการบริหารจัดการน้ำที่คำนึงถึงปริมาณน้ำต้นทุนและความต้องการใช้น้ำของทุกภาคส่วนเพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค การเกษตร และภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนสถานการณ์ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อให้สามารถรองรับสถานการณ์และลดผลกระทบต่อประชาชนและภาคการผลิต
โดยสรุปผลการดำเนินงานได้ ดังนี้
1.1 การจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค โดยได้ดำเนินการตามพันธกิจในการบริหารจัดการน้ำจากอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำชลประทานให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและความต้องการใช้น้ำของแต่ละพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม พร้อมทั้งบูรณาการร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) การประปาส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการสนับสนุน การส่งน้ำดิบให้แก่ระบบประปา รวมทั้งติดตามสถานการณ์น้ำและปรับการจัดสรรน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำในช่วงที่เกิดสถานการณ์ภัยแล้ง
1.2 การบริหารจัดการน้ำและการเตรียมความพร้อมภาคการเกษตร โดยได้บริหารจัดการน้ำภาคการเกษตรให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและสภาพภูมิอากาศควบคู่กับการเตรียมความพร้อมภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบผ่านศูนย์ปฏิบัติการ (War Room) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีการดำเนินงานที่สำคัญ เช่น การเฝ้าระวัง วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงและการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า สำหรับใช้สนับสนุนการตัดสินใจในการบริหารจัดการสถานการณ์ รวมถึงกำหนดแนวทางการเตรียมความพร้อมและการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างเหมาะสม การวางแผนการใช้น้ำและการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและสภาพภูมิอากาศ โดยส่งเสริมการใช้น้ำฝนเป็นหลักและใช้น้ำชลประทานเสริมกรณีฝนทิ้งช่วง รวมทั้งสนับสนุนการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพผ่านระบบชลประทาน การส่งเสริมและปรับเปลี่ยนรูปแบบการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศ ตลอดจนเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที
- การบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรม โดยได้วางแผนสนับสนุนปริมาณน้ำชลประทานจากอ่างเก็บน้ำให้แก่ภาคอุตสาหกรรม จำนวน 255 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณร้อยละ 2 ของแผนจัดสรรน้ำทั้งหมด เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับการจัดสรรน้ำให้แก่ภาคส่วนต่าง ๆ ตามลำดับความสำคัญและปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ในแต่ละพื้นที่
- การเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทานและโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ โดยเร่งดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการขุดลอกคู คลอง และแหล่งน้ำในความรับผิดชอบควบคู่กับการกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำตามมาตรการรับมือฤดูฝนและมาตรการรองรับฤดูแล้งของ สทนช. รวมทั้งได้พิจารณาใช้ประโยชน์จากเรือสำรวจและวัดระดับน้ำและความลึกท้องน้ำอัตโนมัติของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการตรวจสอบสภาพและความลึกของแหล่งน้ำต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบการวางแผนขุดลอกและปรับปรุงแหล่งน้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 สรุปได้ ดังนี้
|
รายการ |
สถานะ |
ผลงานสะสม (ร้อยละ) |
|
การกำจัดวัชพืชด้วยเครื่องจักร |
วางแผน 6.61 ล้านตัน ดำเนินการแล้ว 5.96 ล้านตัน |
90.0 |
|
การกำจัดวัชพืชด้วยแรงงานคน |
วางแผน 46,823 ไร่ ดำเนินการแล้ว 39,986 ไร่ |
85.4 |
|
การขุดลอกลำน้ำ |
วางแผน 274 รายการ ดำเนินการแล้ว 183 รายการ |
67.0 |
|
ปริมาณดินขุดลอก |
วางแผน 24.74 ล้านลูกบาศก์เมตร ดำเนินการแล้ว 16.42 ล้านลูกบาศก์เมตร |
67.0 |
- เรื่อง ขออนุมัติดำเนินโครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ - หนองค้อ - บางพระ จังหวัดชลบุรี
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) โดยกรมชลประทานดำเนินโครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ - หนองค้อ - บางพระ จังหวัดชลบุรี (โครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ฯ) มีกำหนดแผนงานโครงการ 4 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570-2573) กรอบวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 12,656 ล้านบาท ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
- เนื่องจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของชุมชนเมือง นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และพัทยา ประกอบกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่อาจก่อให้เกิดภาวะวิกฤตการขาดแคลนน้ำในอนาคต ส่งผลให้จังหวัดชลบุรีมีแนวโน้มความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้น โดยจากผลการศึกษาของกรมชลประทาน (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) (กษ.) พบว่า อ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง มีปริมาณน้ำตามธรรมชาติเฉลี่ย 300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี รวมทั้ง ยังสามารถสูบน้ำจากคลองสะพานเข้ามาเก็บกักเพิ่มเติมในอ่างเก็บน้ำประแสร์ได้ด้วย ประกอบกับในพื้นที่จังหวัดชลบุรีมีอ่างเก็บน้ำบางพระที่มีขนาดความจุสูงถึง 117 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ในปัจจุบันกลับมีปริมาณน้ำไหลสู่อ่างเก็บน้ำดังกล่าวเฉลี่ยเพียง 50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ดังนั้น กษ. จึงขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้กรมชลประทาน (กษ.) ดำเนินโครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ - หนองค้อ - บางพระ จังหวัดชลบุรี (โครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ฯ) โดยเป็นการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์มายังอ่างเก็บน้ำบางพระ และใช้อ่างเก็บน้ำบางพระเป็นจุดรับและกระจายน้ำ ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรีเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 80 ล้านลูกบาศก์เมตร และเพียงพอต่อปริมาณความต้องการใช้น้ำในเขตพื้นที่เศรษฐกิจของจังหวัดชลบุรี ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีรูปแบบการดำเนินการ ดังนี้
1.1 ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 0.85 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จำนวน 4 เครื่อง (ใช้งาน 3 เครื่อง สำรอง 1 เครื่อง) อัตราสูบน้ำรวม 2.55 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที บริเวณอ่างเก็บน้ำประแสร์ (จังหวัดระยอง)
1.2 สร้างระบบท่อส่งน้ำพร้อมอาคารประกอบจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองค้อ จังหวัดชลบุรี ความยาวประมาณ 70 กิโลเมตร โดยเป็นการขุดวางท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.8 เมตร ไปตามถนน
1.3 ปรับปรุงคลองระบายน้ำเดิมจากอ่างเก็บน้ำหนองค้อ เพื่อส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำหนองค้อไปยังอ่างเก็บน้ำบางพระ ความยาวประมาณ 5.35 กิโลเมตร
ทั้งนี้ โครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ฯ มีระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570-2573) และใช้วงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 12,656 ล้านบาท ซึ่งกรมชลประทานได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นแล้วไม่มีผู้คัดค้านการดำเนินโครงการ
- คณะกรรมการลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออกในคราวประชุม ครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 มีมติเห็นชอบในหลักการโครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ฯ โดยมีความเห็นและข้อเสนอเพิ่มเติม เช่น ให้พิจารณาเร่งรัดการดำเนินงานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดให้แล้วเสร็จตามผลการศึกษาเดิมก่อนดำเนินโครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ฯ [คณะรัฐมนตรีมีมติ (5 สิงหาคม 2569) อนุมัติให้ กษ. โดยกรมชลประทาน ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี แล้ว] หรือทบทวนการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ หากแหล่งน้ำต้นทางได้มีการปรับเปลี่ยนจากอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดมาเป็นน้ำจากคลองสะพาน และควรมีการพิจารณาความเหมาะสมของระบบกระจายน้ำให้แก่พื้นที่เกษตรกรรมรอบอ่างเก็บน้ำ ซึ่งมีการขยายตัวของพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กษ. ได้ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินการตามความเห็นของคณะกรรมการลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออกแล้ว
- คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยโดยให้กรมชลประทานดำเนินการเพิ่มเติม เช่น ชี้แจงประเด็นการวิเคราะห์สมดุลน้ำของอ่างเก็บน้ำประแสร์ ตามความเห็นของคณะกรรมการลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก จัดทำแผนบริหารจัดการน้ำเชื่อมโยงอ่างเก็บน้ำประแสร์และอ่างเก็บน้ำบางพระให้ชัดเจน สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในแต่ละปีอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจต่อการลงทุนในพื้นที่เขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกและทำความตกลงกับการประปาส่วนภูมิภาคหรือผู้ใช้น้ำที่เกี่ยวข้องสำหรับค่าใช้จ่ายใน
การสูบน้ำและค่าบำรุงรักษาโครงการดังกล่าว เพื่อไม่ให้เป็นภาระของภาครัฐในอนาคต เป็นต้น - กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เห็นชอบในหลักการ/ไม่ขัดข้อง โดยมีความเห็นเพิ่มเติม เช่น สงป. ขอให้กรมชลประทานจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณตามความสามารถในการใช้จ่ายและการก่อหนี้ผูกพันภายในปีงบประมาณที่สอดคล้องกับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติอย่างเคร่งครัด เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป และ สศช. เห็นว่า กรมชลประทานควรวางแผนการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ให้มีความเหมาะสมโดยเฉพาะในฤดูแล้งเพื่อป้องกันความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วน
- เรื่อง การแยกบัญชีโครงการสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS ของธนาคารอาคารสงเคราะห์เป็นบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐ (Public Service Account : PSA)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้
- โครงการสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS (โครงการฯ) ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)
- การแยกบัญชีโครงการฯ ของ ธอส. เป็นบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐ (Public Service Account : PSA) (บัญชี PSA)
สาระสำคัญของเรื่อง
กค. รายงานว่า
- 1. ธอส. ได้ดำเนินโครงการสินเชื่อบ้าน Happy Home วงเงินโครงการจำนวน 20,000 ล้านบาท และมาตรการสินเชื่อซื้อ - สร้าง วงเงินโครงการจำนวน 50,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ผ่อนปรน โดยทั้งสองโครงการได้รับผลตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี และ ธอส. ได้ปล่อยสินเชื่อเต็มกรอบวงเงินโครงการแล้ว อย่างไรก็ดี ปัจจุบันยังคงมีประชาชนให้ความสนใจยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยอีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลางมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับศักยภาพการชำระหนี้ กค. จึงเห็นควรเสนอโครงการฯ โดยมีสาระสำคัญของหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการฯ สรุปได้ ดังนี้
|
หลักเกณฑ์และเงื่อนไข |
รายละเอียด |
|
วัตถุประสงค์
|
เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในราคาไม่เกิน |
|
กลุ่มเป้าหมาย |
ประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท |
|
ประเภทสินเชื่อ |
สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย |
|
วงเงินโครงการ |
50,000 ล้านบาท |
|
วงเงินสูงสุดต่อราย ต่อหลักประกัน
|
ไม่เกินรายละ 3 ล้านบาท ทั้งนี้ สำหรับการกู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง พร้อมกับซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย เป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (Specialized Financial Institutions: SFIs) |
|
ระยะเวลากู้ยืม |
สูงสุดไม่เกิน 40 ปี |
|
อัตราดอกเบี้ย
|
(1) กรณีผ่อนปรนเกณฑ์รายได้และค่าครองชีพ ปีที่ 1 - 2 : อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 2.80 ต่อปี ปีที่ 3 : อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3.50 ต่อปี ปีที่ 4 - 5 : อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 4.00 ต่อปี ปีที่ 6 - 7 : อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี ปีที่ 8 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้เงิน - กรณีลูกค้ารายย่อยทั่วไป : อัตราดอกเบี้ยร้อยละ MRR - 0.75 ต่อปี - กรณีลูกค้าสวัสดิการ : อัตราดอกเบี้ยร้อยละ MRR - 1.00 ต่อปี - กรณีลูกค้ากู้ซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย : อัตราดอกเบี้ยร้อยละ MRR (2) กรณีเกณฑ์รายได้ปกติ ปีที่ 1 - 2 : อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 2.60 ต่อปี ปีที่ 3 : อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3.40 ต่อปี ปีที่ 4 - 5 : อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 4.0 ต่อปี ปีที่ 6 - 7 : อัตราดอกเบี้ยร้อยละ MRR - 2.00 ต่อปี ปีที่ 8 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้เงิน - กรณีลูกค้ารายย่อยทั่วไป : อัตราดอกเบี้ยร้อยละ MRR - 0.75 ต่อปี - กรณีลูกค้าสวัสดิการ : อัตราดอกเบี้ยร้อยละ MRR - 1.00 ต่อปี - กรณีลูกค้ากู้ซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย : อัตราดอกเบี้ยร้อยละ MRR [ข้อมูล ณ วันที่ 4 มีนาคม 2569 (จนถึงปัจจุบัน) อัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. เท่ากับร้อยละ 6.145 ต่อปี] |
|
ระยะเวลายื่นขอสินเชื่อ |
ตั้งแต่วันถัดไปหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2573 หรือก่อนกำหนดระยะเวลาดังกล่าว หาก ธอส. ให้สินเชื่อเต็มตามกรอบวงเงินของโครงการฯ แล้ว ทั้งนี้ ธอส. สามารถพิจารณาปรับเปลี่ยนระยะเวลาดำเนินโครงการฯ ได้ตามความเหมาะสม |
|
การขอรับการสนับสนุน |
(1) ขอแยกบัญชีโครงการฯ เป็นบัญชี PSA (2) ขอนำผลกระทบรายได้และค่าใช้จ่ายจากการจัดทำโครงการฯ มาปรับตัวชี้วัดทางการเงินที่เกี่ยวข้องตามบันทึกข้อตกลงการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ (3) ขอนำผลกระทบรายได้และค่าใช้จ่ายในการจัดทำโครงการฯ มาบวกกลับกำไรเพื่อการจัดสรรโบนัสประจำปี (4) ขอไม่นับรวมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans : NPLs) ที่เกิดจากการดำเนินโครงการฯ ในการคำนวณตัวชี้วัดด้านความสามารถในการบริหาร NPLs ตามบันทึกข้อตกลงการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ |
|
เงื่อนไขอื่น |
เป็นไปตามที่ ธอส. กำหนด |
- เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการกำกับดูแล การตรวจสอบและการประเมินผล
การดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ในการทำหน้าที่เป็นกลไกของรัฐเพื่อฟื้นฟูและช่วยเหลือกลุ่มประชาชนและธุรกิจเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น
กค. จึงเห็นควรเสนอการแยกบัญชีโครงการฯ ของ ธอส. เป็นบัญชี PSA ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวไม่เข้าข่ายลักษณะของกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เนื่องจากเป็นโครงการที่ ธอส. ดำเนินการโดยไม่ขอรับงบประมาณชดเชยเพิ่มเติมจากรัฐบาลแต่อย่างใด - โครงการนี้ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมแล้ว ยังเป็นการช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และห่วงโซ่อุปทาน ทั้งการใช้จ่ายในภาคก่อสร้าง การผลิตวัสดุก่อสร้าง การจ้างงานและการบริโภคสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ คาดว่าโครงการฯ จะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวม 125,000 ล้านบาท รวมทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศด้วย
- เรื่อง ข้อเสนอหลักเกณฑ์และแนวทางการขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบข้อเสนอหลักเกณฑ์และแนวทางการขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย (ข้อเสนอหลักเกณฑ์และแนวทางฯ) ตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) [รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เป็นประธานกรรมการ] เสนอ และให้สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) สำนักงบประมาณ (สงป.) และกรมบัญชีกลาง รับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
เรื่องเดิม
คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) (รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์)
เป็นประธานกรรมการ
|
จากเดิม [ตามมติคณะรัฐมนตรี (22 กันยายน 2558)] |
ปรับเป็น [มติคณะรัฐมนตรี (26 พฤษภาคม 2569)] |
|
1) มอบหมายกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นหน่วยตรวจสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ขอขึ้นทะเบียน 2) มอบหมาย สงป. เป็นหน่วยตรวจสอบราคาของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ผ่านการตรวจสอบ คุณสมบัติ ตามข้อ 1) รวมทั้งจัดทำและประกาศบัญชีนวัตกรรมไทย |
1) มอบหมายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สนช. เป็นหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรม 2) มอบหมาย สงป. เป็นหน่วยตรวจสอบราคาของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตามข้อ 1) รวมทั้งจัดทำและประกาศบัญชีนวัตกรรมไทย |
สาระสำคัญของเรื่อง
ก.พ.ร. รายงานว่า
- ในการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบการเงินและงบประมาณ (อ.ก.พ.ร.ฯ) เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ได้พิจารณาข้อเสนอหลักเกณฑ์และแนวทางฯ และมีความเห็นว่า สินค้าบางรายการในบัญชีนวัตกรรมไทยในปัจจุบันอาจไม่เข้าข่ายเป็นนวัตกรรมอีกต่อไป เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีผู้ผลิตจำนวนมากและเป็นเทคโนโลยีแพร่หลายแล้ว (เช่น เสาไฟบางประเภท) ประกอบกับพบกรณีมีข้อร้องเรียนว่าสินค้าบางรายการในบัญชีนวัตกรรมไทยอาจไม่ใช่นวัตกรรมที่แท้จริงในเชิงคุณภาพหรือเทคโนโลยี เช่น ได้รับสิทธิขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมเพราะการปรับปรุงบรรจุภัณฑ์หรือรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังคงได้รับสิทธิพิเศษในการจัดซื้อพัสดุตามบัญชีนวัตกรรมเป็นระยะเวลาสูงถึง 8 ปี และไม่มีกลไกการพิจารณาทบทวนรายการสินค้าอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งบัญชีนวัตกรรมไทยยังมีช่องทางที่เสี่ยงต่อการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เนื่องจากการกำหนดให้ใช้วิธีเฉพาะเจาะจงอาจเอื้อให้เกิดการกำหนด คุณลักษณะเฉพาะ อันเป็นการจำกัดการแข่งขันและมีแนวโน้มก่อให้เกิดการผูกขาดในตลาดจากการกำหนดให้หน่วยงานของรัฐจัดซื้อสินค้าและบริการในบัญชีดังกล่าวไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของความต้องการใช้งาน ตลอดจนเกณฑ์การพิจารณาสัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศ การควบคุม คุณภาพชิ้นส่วนนำเข้า และการพิจารณาสัญชาติของผู้ถือหุ้นไม่ได้กำหนดไว้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งอาจเปิดช่องให้ผู้ประกอบการต่างชาติตั้งตัวแทนอำพราง (Nominee) เข้ามาสวมสิทธิเพื่อรับสิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย จากเหตุข้างต้น อ.ก.พ.ร.ฯ จึงมีมติเห็นชอบให้เสนอ ก.พ.ร. พิจารณาข้อเสนอทบทวนหลักเกณฑ์และแนวทางการขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทยโดยมุ่งเน้นการยกระดับมาตรการตรวจสอบสำหรับสินค้าในบัญชีนวัตกรรมไทยใน 3 มิติสำคัญ ประกอบด้วย 1) การเพิ่มความเข้มงวดในกระบวนการคัดเลือกผลิตภัณฑ์และบริการเข้าสู่บัญชีนวัตกรรมไทย 2) การสุ่มตรวจสอบคุณภาพของสินค้าในบัญชีนวัตกรรมไทยเป็นประจำทุกเดือนและ 3) การบังคับใช้มาตรการลงโทษ ตลอดจนเน้นย้ำให้การขึ้นทะเบียนสินค้าในบัญชีนวัตกรรม มีเงื่อนไขการพิจารณาจากผลงานที่จะได้รับการขึ้นทะเบียนต้องมีข้อมูลครบถ้วน ชัดเจน และเพียงพอ ต่อการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่ได้รับอนุมัติไว้เท่านั้น
- ก.พ.ร. ในการประชุมครั้งที่ 4/2569 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 จึงได้มีมติเห็นชอบข้อเสนอหลักเกณฑ์และแนวทางฯ ตามที่ อ.ก.พ.ร.ฯ เสนอ และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาและมอบหมาย สนช. สงป. และกรมบัญชีกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อให้มีการทบทวนหลักเกณฑ์และแนวทางการขึ้นทะเบียน บัญชีนวัตกรรมไทยให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ในการส่งเสริมสินค้าที่เป็นนวัตกรรมอย่างแท้จริงและป้องกันผลกระทบต่อประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
|
ข้อเสนอหลักเกณฑ์และแนวทางฯ |
|
1. แนวทางการกำหนดคุณสมบัติผลงานนวัตกรรม |
|
(1) ทบทวนและแก้ไขปรับปรุงนิยามทางกฎหมาย ของคำว่า “นวัตกรรม” และ “สิ่งใหม่” เพื่อให้เกิดความชัดเจนของคำว่านวัตกรรมไทย โดยกำหนดหลักเกณฑ์ที่สามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรมในแต่ละกลุ่มประเภทผลิตภัณฑ์ ลดการใช้ดุลยพินิจและป้องกันไม่ให้สินค้าที่ปรับปรุงเพียงรูปลักษณ์ภายนอกหรือบรรจุภัณฑ์ (Packaging) เข้าสู่บัญชีนวัตกรรม โดยไม่มีการพัฒนาชิ้นส่วนสำคัญเข้าสู่บัญชีนวัตกรรมไทย (2) สนช. ควรมีกลไกการตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยเชิงรุก โดยต้องมีการสุ่มตรวจสอบ คุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยของสินค้าในบัญชีนวัตกรรมไทยอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ามีประสิทธิภาพตลอดระยะเวลาที่ได้รับสิทธิประโยชน์ (3) กรณีตรวจพบว่าผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน หรือก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อผู้ใช้งาน ให้หน่วยงานตรวจสอบ (ได้แก่ สนช.) มีอำนาจสั่งระงับสิทธิประโยชน์เป็นการชั่วคราวหรือเพิกถอนสิทธิและถอดถอนออกจากบัญชีนวัตกรรมไทยโดยทันที เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของรัฐ สุขอนามัยของประชาชน และความคุ้มค่าสูงสุดในการใช้จ่ายงบประมาณ |
|
2. แนวทางกำหนดเกณฑ์การพิจารณาความเป็นนิติบุคคลไทย |
|
การปรับปรุงหลักเกณฑ์โดยกำหนดให้มีการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นและการประเมินอำนาจควบคุมนิติบุคคลที่แท้จริงตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาเป็นแนวทางในการคัดกรอง เพื่อปิดช่องว่างการหลีกเลี่ยงกฎหมายผ่านตัวแทนอำพราง และช่วยคัดกรองให้เฉพาะกิจการที่เป็นของคนไทยที่สร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศอย่างแท้จริงและได้รับสิทธิประโยชน์เชิงนโยบาย |
|
3. แนวทางการจัดให้มีการอุทธรณ์สำหรับกระบวนการขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย |
|
กำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลรายชื่อสินค้า รายชื่อผู้ประกอบการ คุณลักษณะจำเพาะพื้นฐานและขอบเขตประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ที่ยื่นขอขึ้นทะเบียนต่อสาธารณะล่วงหน้าก่อนการอนุมัติ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย คู่แข่งทางการค้า หรือสาธารณชนสามารถตรวจสอบและยื่นข้อโต้แย้งหรือคัดค้านเป็นลายลักษณ์อักษรได้ในกรณีที่พบว่าสินค้านั้นไม่มีความสอดคล้องกับนิยามนวัตกรรมไทย มีเทคโนโลยีแพร่หลายทั่วไปแล้วในท้องตลาด หรือมีลักษณะที่เสี่ยงต่อการผูกขาดทางการค้า ควบคู่ไปกับการกำหนดหลักเกณฑ์การยื่นอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองกรณีผู้ประกอบการถูกปฏิเสธการขึ้นทะเบียนหรือถูกเพิกถอนสิทธิประโยชน์ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือกลั่นกรองและเยียวยาข้อพิพาทในเบื้องต้น ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นเชิงระบบอย่างยั่งยืน |
|
4. แนวทางทบทวนและปรับปรุงระยะเวลาการได้รับสิทธิประโยชน์ในบัญชีนวัตกรรมไทย |
|
ควรเสนอให้มีการทบทวนและปรับกรอบระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับกลุ่มของแต่ละอุตสาหกรรมนวัตกรรม โดยแบ่งตามกลุ่มประเภทของนวัตกรรม เช่น (1) กลุ่มนวัตกรรมดิจิทัล ที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว อาจกำหนดให้สิทธิ 3 ปี (2) กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานหรือสินค้าสาธารณูปโภค ที่ใช้เวลาคืนทุนนาน อาจให้สิทธิสูงสุดไม่เกิน 5 ปี ทั้งนี้ ควรพิจารณาจากข้อมูลสถิติด้านวงจรชีวิตเทคโนโลยีระยะเวลาการคุ้มทุนของผู้ประกอบการ และข้อมูลโครงสร้างการแข่งขันในตลาดมาคำนวณร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยไม่ลดทอนความคุ้มค่าของงบประมาณ (ปัจจุบันสภานโยบายการอุดมศึกษาฯ เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ได้มีมติเห็นชอบให้ปรับลดระยะเวลา |
|
5. การจัดทำคู่มือสำหรับประชาชนตามพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 |
|
สนช. จะต้องจัดทำคู่มือสำหรับประชาชน เนื่องจากกระบวนการพิจารณาอนุมัติและประกาศขึ้นบัญชีรายชื่อสินค้าหรือผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยมีลักษณะเป็นการพิจารณาอนุมัติ อนุญาตหรือการจดทะเบียนขึ้นบัญชีตามกฎหมายและอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติดังกล่าว |
- ประโยชน์ที่ได้รับจากการปรับปรุงหลักเกณฑ์และแนวทางฯ จะส่งผลให้ระบบ
การส่งเสริมและสนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างสินค้านวัตกรรมภาครัฐมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพตลาดและระดับการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งช่วยให้การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐเกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่า นอกจากนี้ ในส่วนของการกำหนดระยะเวลาการได้รับสิทธิประโยชน์และระยะเวลาการคุ้มครองให้สอดคล้องกับวงจรชีวิตของเทคโนโลยีในแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์ จะช่วยให้มาตรการสนับสนุนนวัตกรรมมุ่งเน้นไปยังผลิตภัณฑ์ที่ยังมีความใหม่และมีความจำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมอย่างแท้จริง ลดความเสี่ยงกรณีสินค้าที่มีเทคโนโลยีแพร่หลายแล้วจะได้รับสิทธิประโยชน์เกินความจำเป็นและเกิดการแข่งขันทางการค้าอย่างเป็นธรรมมากขึ้น อีกทั้งการปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำหนดราคาอ้างอิงให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าแต่ละประเภท จะช่วยให้การกำหนดราคากลางมีความเหมาะสม สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของสินค้า ทำให้ภาครัฐสามารถจัดหาสินค้าและบริการที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม - อว. กระทรวงพาณิชย์ สงป. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงาน ก.พ.ร. พิจารณาแล้วเห็นควรให้ความเห็นชอบ/เห็นควรให้ความเห็นชอบในหลักการ/เห็นด้วย/ไม่ขัดข้องตามที่ ก.พ.ร. เสนอ ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะพิจารณาให้ความเห็นชอบได้ตามที่เห็นสมควร โดยมีความเห็นและข้อสังเกตเพิ่มเติม เช่น (1) การกำหนดเกณฑ์การพิจารณาความเป็นนิติบุคคลไทย เช่น ควรพิจารณาอย่างรอบด้านเพื่อไม่ให้เป็นการปิดโอกาสผู้ประกอบการไทยที่อยู่ระหว่างการร่วมทุน (สศช.) (2) การจัดให้มีการอุทธรณ์สำหรับกระบวนการขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย เช่น ควรกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการให้ชัดเจน (สงป. และ สศช.) (3) การทบทวนและปรับปรุงระยะเวลาการได้รับสิทธิประโยชน์ในบัญชีนวัตกรรมไทย เช่น ควรหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ให้มีความเหมาะสมในลำดับต่อไป (สศช.)
ต่างประเทศ
- เรื่อง การเปลี่ยนชื่อประเทศสาธารณรัฐนาอูรู (กระทรวงการต่างประเทศ)
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการเปลี่ยนชื่อประเทศ จาก Republic of Nauru (สาธารณรัฐนาอูรู) เป็น Republic of Naoero (สาธารณรัฐเนาเอโร) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของการเปลี่ยนชื่อประเทศดังกล่าวในภาษาอังกฤษ และรองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว)
ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
- เรื่อง การปรับแก้ไขปฏิญญาดูชานเบและผลการประชุมระดับสูงว่าด้วยทศวรรษระหว่างประเทศแห่ง
การดำเนินการ “น้ำสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน” ค.ศ. 2018 - 2028 ครั้งที่ 4
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายละเอียดการปรับแก้ไขปฏิญญาดูชานเบ (ปฏิญญาฯ) และผลการประชุมระดับสูงว่าด้วยทศวรรษระหว่างประเทศแห่งการดำเนินการ “น้ำสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน” ค.ศ. 2018 - 2028
ครั้งที่ 4 (การประชุมระดับสูงฯ) ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เสนอ
สาระสำคัญ
- เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (26 พฤษภาคม 2569) เห็นชอบร่างปฏิญญาฯ ซึ่งเป็นเอกสารสะท้อนทิศทางและข้อเสนอแนะการดำเนินงานด้านน้ำของประชาคมโลกและให้เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (เลขาธิการ สทนช.) ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยร่วมรับรองร่างปฏิญญาฯ ตามที่ สทนช. เสนอ และหากมีความจำเป็น ต้องแก้ไขเพิ่มเติมร่างปฏิญญาฯ ที่ไม่กระทบต่อสาระสำคัญและไม่ขัดกับหลักการ ที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ ให้ดำเนินการได้ โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลังพร้อมทั้งให้ชี้แจงเหตุผล ความจำเป็น และประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์ของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการเสนอเรื่องความตกลงกับต่างประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศต่อคณะรัฐมนตรี) ด้วย
- คณะผู้แทนไทยได้เข้าร่วมการประชุมระดับสูงฯ ณ กรุงดูชานเบ สาธารณรัฐทาจิกิสถาน
โดยเลขาธิการ สทนช. ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ได้เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมดังกล่าวและกล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทย เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านน้ำ และร่วมรับรองปฏิญญาฯ ซึ่งเป็นเอกสารผลลัพธ์การประชุมฯ แล้วเสร็จ โดยมีรายงานผลการประชุมระดับสูงฯ สรุปสาระสำคัญได้ เช่น
2.1 การเร่งรัดการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) เป้าหมายที่ 6 ว่าด้วยเรื่อง “น้ำสะอาดและสุขอนามัย” (Clean Water and Sanitation) และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ
2.2 การเงินและการลงทุนด้านน้ำ (Water Financing and Investment) เนื่องจากหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนายังประสบข้อจำกัด ด้านงบประมาณและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและสุขาภิบาล จึงพัฒนาแผนการลงทุนระยะยาวและสร้างชุดโครงการที่มีความพร้อมสำหรับการลงทุนรวมทั้งสนับสนุนการใช้กลไกทางการเงินรูปแบบใหม่ เช่น การผสมผสานเงินทุนภาครัฐและเอกชนการค้ำประกันความเสี่ยง และการระดมทุนจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เป็นต้น
2.3 การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้เพื่อการบริหารจัดการน้ำ
ให้อยู่ภายใต้หลัก “AI for Humanity” โดยคำนึงถึงจริยธรรม ความโปร่งใสและการเข้าถึงประโยชน์อย่างเท่าเทียม พร้อมทั้งส่งเสริมให้มีการศึกษาและวิจัยเพิ่มเติมเพื่อให้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมีความเหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศและพื้นที่
2.4 ความร่วมมือด้านน้ำข้ามพรมแดนและการสร้างสันติภาพโดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำร่วมซึ่งได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยให้ความสำคัญของการบริหารจัดการในระดับลุ่มน้ำ
การแบ่งปันข้อมูล การพัฒนากลไกแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน และการสร้างความร่วมมือด้านน้ำใต้ดินข้ามพรมแดน
- สทนช. ได้ตรวจสอบเปรียบเทียบปฏิญญาฯ ฉบับที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบกับฉบับสุดท้ายที่ได้รับการรับรองแล้วพบว่า มีการตัดถ้อยคำการจัดเรียงเนื้อหาของเอกสารในหลายส่วน เพื่อให้กระชับ ชัดเจน และสะท้อนฉันทมติของผู้เข้าร่วมประชุม เช่น การปรับถ้อยคำจากเดิมที่มีลักษณะเชิงเรียกร้องหรือกำหนดแนวปฏิบัติไปเป็นถ้อยคำเชิงส่งเสริมหรือเชิญชวน การเพิ่มเติมถ้อยคำที่ระบุว่าการดำเนินการต่าง ๆ ให้เป็นไปตามลำดับความสำคัญ บริบท และขีดความสามารถของแต่ละประเทศ ทำให้ถ้อยคำ มีความยืดหยุ่นมากขึ้นและคำนึงถึงบริบทของแต่ละประเทศ ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงหลักการหรือสาระสำคัญจากร่างที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ
ไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีเพิ่มเติมและไม่กระทบต่อท่าทีหรือผลประโยชน์ของประเทศไทย
- เรื่อง การเสนองบประมาณและแผนการดำเนินงานประจำปี 2570 ขององค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบงบประมาณและแผนการดำเนินงานประจำปี 2570 ขององค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย (Malaysia - Thailand Joint Authority : MTJA) (องค์กรร่วมฯ) เป็นจำนวนทั้งสิ้น 6,126,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยใช้เงินที่ได้รับจากการขายปิโตรเลียมส่วนที่เป็นกำไรในไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 จำนวน 5,663,568 ดอลลาร์สหรัฐ และจากงบประมาณเหลือจ่ายของปี 2568 จำนวน 462,432 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
- เรื่องนี้เป็นการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาคำของบประมาณและแผนการดำเนินการประจำปี 2570 ขององค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย (องค์กรร่วมฯ) สำหรับการบริหารจัดการปิโตรเลียมในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย - มาเลเซีย ตามสัญญาแบ่งปันผลผลิตสำหรับแปลง A - 18 และแปลง B - 17 - 01 ซึ่งมีแผนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการสำรวจพัฒนาและผลิตปิโตรเลียม โดยองค์กรร่วมฯ ได้เสนอขอตั้งงบประมาณประจำปี 2570 เพื่อดำเนินการเป็นจำนวน 6,126,000 ดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วย (1) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน จำนวน 6,060,300 ดอลลาร์สหรัฐ และ (2) ค่าใช้จ่ายที่เป็นทุน จำนวน 65,700 ดอลลาร์สหรัฐ
- กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงบประมาณ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้องโดย สศช. เห็นควรให้องค์กรร่วมฯ บริหารจัดการงบประมาณอย่างรัดกุม โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและความประหยัด เพื่อให้การใช้จ่ายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า คณะรัฐมนตรีสามารถให้ความเห็นชอบงบประมาณและแผนการดำเนินงานประจำปี 2570 ขององค์กรร่วมฯ ตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอได้ และมีความเห็นเพิ่มเติมว่า โดยที่ข้อ 3 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2536) ออกตามความในพระราชบัญญัติองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย พ.ศ. 2533 ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2563 ได้กำหนดกรอบระยะเวลาการเสนองบประมาณและแผนการดำเนินงานประจำปีขององค์กรร่วมฯ ไว้ จึงเห็นควรให้ พน. เร่งรัดการเสนองบประมาณและแผนการดำเนินงานดังกล่าวเพื่อให้คณะรัฐมนตรีมีระยะเวลาพอสมควรในการพิจารณาและเป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด
- เรื่อง การให้สัตยาบันพิธีสารฉบับต่าง ๆ ด้านการขนส่งทางอากาศของอาเซียน
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ ดังนี้
- รับทราบการขอแก้ไขจุดที่กำหนดของอินโดนีเซียในพิธีสาร 3 ว่าด้วยการขยายสิทธิรับขนการจราจรเสรีภาพที่ 5 ระหว่างภาคีคู่สัญญา ภายใต้ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศระหว่างอาเซียน - จีน
- เห็นชอบการเสนอคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ
(1) ข้อตกลงยอมรับร่วมใบอนุญาตผู้ปฏิบัติหน้าที่ประจำเที่ยวบิน
(2) พิธีสารเพื่ออนุวัติข้อผูกพันชุดที่ 12 ของบริการขนส่งทางอากาศภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน
ก่อน กต. แจ้งต่อสำนักเลขาธิการอาเซียนว่าไทยพร้อมที่จะพิธีสาร ทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวมีผลผูกพัน
สาระสำคัญของเรื่อง
ข้อตกลงยอมรับร่วมใบอนุญาตผู้ปฏิบัติหน้าที่ประจำเที่ยวบิน พิธีสาร 3 ว่าด้วยการขยายสิทธิรับขนการจราจรเสรีภาพที่ 5 ระหว่างภาคีคู่สัญญา และพิธีสารเพื่ออนุวัติข้อผูกพันชุดที่ 12 ของบริการขนส่งทางอากาศ ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน ที่กระทรวงคมนาคมเสนอ เป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้นได้ลงนามแล้ว ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2560 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564 ตามลำดับ โดยหนังสือสัญญาแต่ละฉบับมีสาระสำคัญ ดังนี้
1) ข้อตกลงยอมรับร่วมใบอนุญาตผู้ปฏิบัติหน้าที่ประจำเที่ยวบินมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดข้อผูกพันการยอมรับร่วมกันของใบอนุญาต ใบสำคัญ และการรับรองต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้ปฏิบัติหน้าที่ประจำเที่ยวบินของประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งออกโดยหน่วยงานกำกับดูแลการบินพลเรือน (National Aviation Administration: NAA) ของแต่ละประเทศ โดยหากมีการใช้บังคับข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นการส่งเสริมประสิทธิภาพและคุณภาพในมาตรฐานการบินพลเรือน การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนบุคลากรที่มีประสิทธิภาพระหว่างกัน รวมทั้งสนับสนุนความร่วมมือด้านความปลอดภัยการบิน เช่น กรณีผู้ถือใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ทางการบินของประเทศไทยสามารถนำใบอนุญาตไปใช้หรือขอเทียบโอนระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบซ้ำซ้อนจากเจ้าหน้าที่ของประเทศปลายทางอีก นอกจากนี้ การใช้บังคับข้อตกลงนี้ยังช่วยส่งเสริมการจ้างงานให้แก่ผู้ถือใบอนุญาตผู้ปฏิบัติหน้าที่ประจำเที่ยวบินของไทยในประเทศสมาชิกอาเซียนให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น โดยข้อตกลงฉบับดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับเมื่อประเทศสมาชิกอาเซียนให้สัตยาบันครบทั้ง 10 ประเทศ ปัจจุบันมีสมาชิก 8 ประเทศให้สัตยาบันแล้ว ได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม คงเหลือบรูไน และไทย ที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน
2) พิธีสาร 3 ว่าด้วยการขยายสิทธิรับขนการจราจรเสรีภาพที่ 5 ระหว่างภาคีคู่สัญญา มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดเงื่อนไขการใช้สิทธิรับขนการจราจรเสรีภาพที่ 5 ระหว่างภาคีคู่สัญญา (อาเซียน - จีน) และระบุจุดที่สายการบินของประเทศภาคีคู่สัญญา (อาเซียน - จีน) สามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้ โดยพิธีสารฉบับนี้ได้มีการขยายจุดการใช้สิทธิรับขนเพิ่มเติม จากพิธีสาร 2 ว่าด้วยสิทธิรับขนการจราจรเสรีภาพที่ 5 ระหว่างภาคีคู่สัญญาทั้งหลาย (รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบแล้ว) ซึ่งเป็นพิธีสารที่ประเทศไทยใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน โดยพิธีสาร 3 นี้ ได้มีการระบุสนามบินที่สามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้เพิ่มเติม ซึ่งฝ่ายอาเซียนระบุเพิ่มอีก 8 จุด (เดิมมี 10 จุด) รวมเป็น 18 จุด (ประเทศไทยได้ระบุจุดเพิ่มเติมไว้ที่จังหวัดระยอง) และจีนระบุเพิ่มอีก 8 จุด (เดิมมี 28 จุด) รวมเป็น 36 จุด โดยหากพิธีสารฉบับนี้มีผลใช้บังคับกับประเทศไทยจะเปิดโอกาสให้สายการบินของประเทศสมาชิกอาเซียนและจีนสามารถวางแผนทำการบินมายังท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง - พัทยา ส่งเสริมการใช้ท่าอากาศยานฯ รวมถึงการเพิ่มเส้นทางการให้บริการและขยายเครือข่ายเส้นทางการบิน รองรับการท่องเที่ยวเมืองรองและการเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคของประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ได้มีการลงนามและพิธีสารมีผลใช้บังคับแล้ว (ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2566 เฉพาะกับประเทศที่ให้สัตยาบัน ได้แก่ จีน บรูไน กัมพูชา ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซียได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดท่าอากาศยานที่ทำการบินระหว่างประเทศ เป็นผลให้ “มาตาราม” ซึ่งเป็นจุดที่กำหนดในพิธีสาร 3 ของอินโดนีเซียไม่สามารถรองรับการบินระหว่างประเทศได้ จึงขอแก้ไขเป็น “มากัสซาร์” แทน ที่ประชุมจึงขอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนแจ้งยืนยันการขอแก้ไขดังกล่าวผ่านช่องทางทางการทูตไปยังสำนักเลขาธิการอาเซียน และเมื่อประเทศสมาชิกอาเซียน ดำเนินการแล้วเสร็จครบทุกประเทศแล้ว ให้สำนักเลขาธิการอาเซียนดำเนินการแก้ไขต่อไป ทั้งนี้ ปัจจุบันพิธีสารฉบับนี้ยังคงเหลืออินโดนีเซียและไทยที่ยังไม่ให้สัตยาบัน
3) พิธีสารเพื่ออนุวัติข้อผูกพันชุดที่ 12 ของบริการขนส่งทางอากาศภายใต้กรอบความ ตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดขอบเขตและเงื่อนไขการให้บริการคลังสินค้า (Cargo Handling Service) ว่าอนุญาตให้บุคคลสัญชาติอาเซียนถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 49 โดยอำนาจบริหารเป็นของบุคคลสัญชาติไทย ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของหรือผู้ดำเนินการท่าอากาศยาน ในท่าอากาศยาน 7 แห่งของไทย ได้แก่ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา ระยอง – พัทยา ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย ท่าอากาศยานหาดใหญ่ ท่าอากาศยานอุดรธานี ท่าอากาศยานอุบลราชธานี ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี และท่าอากาศยานแม่สอด โดยหากมีการใช้บังคับพิธีสารฉบับนี้กับประเทศไทยจะเปิดโอกาสให้มีการเพิ่มจำนวนผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญและมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้แก่สายการบินและผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางอากาศให้สามารถบริหารต้นทุนและช่วยสนับสนุนให้เกิดการขนส่งสินค้าทางอากาศมากขึ้น ซึ่งพิธีสารฉบับนี้มีผลใช้บังคับแล้ว ตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน 7 ประเทศที่ได้ให้สัตยาบันแล้ว ได้แก่ บรูไน กัมพูชา ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม คงเหลืออินโดนีเซีย เมียนมา และไทยที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน
- เรื่อง ร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ครั้งที่ 3
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้
- เห็นชอบต่อร่างบันทึกการหารือสำหรับการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือ ทวิภาคีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ครั้งที่ 3 (ร่างบันทึกการหารือฯ) และร่างแผนปฏิบัติการร่วมระหว่าง กต. แห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการต่างประเทศ ความร่วมมือระหว่างประเทศ และชาวอียิปต์ที่อยู่นอกประเทศแห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ สำหรับปี 2570-2572 (ร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างบันทึกการหารือฯ และร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดข้องต่อผลประโยชน์ของไทย ให้ กต. พิจารณาดำเนินการได้ โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง
- ให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมรับรองบันทึกการหารือฯ และร่วมลงนามแผนปฏิบัติการร่วมฯ ในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ (อียิปต์) (คณะกรรมาธิการร่วมฯ) ครั้งที่ 3
[กต. แจ้งว่า จะมีการร่วมรับรองบันทึกการหารือฯ และร่วมลงนามแผนปฏิบัติการร่วมฯ ในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมฯ ครั้งที่ 3 ในวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร)
สาระสำคัญ
- กต. จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทยกับอียิปต์ ครั้งที่ 3 โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ความร่วมมือระหว่างประเทศ และชาวอียิปต์ที่อยู่นอกประเทศแห่งอียิปต์ ซึ่งที่ผ่านมา กต. ได้จัดการประชุมเตรียมการเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงสาธารณสุข สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยหน่วยงานได้ให้ข้อมูลและความเห็นที่เกี่ยวข้อง และ กต. ได้ปรับเนื้อหาของร่างบันทึกการหารือฯ และร่างแผนปฏิบัติการฯ ให้สอดคล้องแล้ว โดยร่างเอกสารทั้ง 2 ฉบับ มีสาระสำคัญ ดังนี้
1) ร่างบันทึกการหารือฯ มีสาระสำคัญเป็นการสรุปผลการติดตามพัฒนาการความสัมพันธ์และแสดงเจตนารมณ์ร่วมของทั้ง 2 ประเทศ ที่จะกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมืออย่างรอบด้านเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันทั้งในระดับทวิภาคีและระดับพหุภาคี อาทิ ด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ด้านการศึกษา การพัฒนาและวิชาการ การส่งเสริมความร่วมมือภายใต้ข้อริเริ่มไทย – แอฟริกา
2) ร่างแผนปฏิบัติการฯ มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดทิศทางการดำเนินความร่วมมือระหว่างไทยกับอียิปต์ ทั้งความร่วมมือด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ด้านการศึกษาการพัฒนาและวิชาการ และความร่วมมือด้านกงสุล
- ประโยชน์และผลกระทบ เพื่อยกระดับความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทยกับอียิปต์ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้น เป็นรูปธรรม และมีเป้าหมายยิ่งขึ้น
- กต. แจ้งว่า ร่างบันทึกการหารือฯ และร่างแผนปฏิบัติการฯ ไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
- เรื่อง ร่างแถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค ประจำปี 2569
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค ประจำปี 2569 โดยหากมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มเติมปรับปรุงและแก้ไขเอกสารดังกล่าวในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงการคลังดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก รวมทั้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมให้การรับรองร่างแถลงการณ์ฯ โดยไม่มีการลงนามร่างแถลงการณ์ฯ ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
- สาธารณรัฐประชาชนจีนในฐานะเจ้าภาพการประชุมเอเปค ประจำปี 2569 มีกำหนดจัดการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค (APEC Finance Ministers’ Meeting: APEC FMM) ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 20 - 21 ตุลาคม 2569 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งในการประชุมดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปคจะมีการรับรองร่างแถลงการณ์ฯ ในวันที่ 21 ตุลาคม 2569 โดยเอเปคเป็นเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจของ 21 เขตเศรษฐกิจที่ยึดหลักของความสมัครใจและไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยร่างแถลงการณ์ฯ ไม่ถือเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 (รัฐธรรมนูญฯ) อย่างไรก็ดี ร่างแถลงการณ์ฯ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือที่เกี่ยวกับองค์การระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันรัฐบาลไทย จึงควรเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาตามมาตรา 4 (7) แห่ง
พระราชกฤษฎีกาฯ - โดยสาระสำคัญของร่างแถลงการณ์ฯ มุ่งเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อผลักดันนโยบายการคลังที่สนับสนุนภาคครัวเรือน การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล การขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึงสำหรับคนทุกกลุ่ม ตลอดจนการเสริมสร้างศักยภาพและองค์ความรู้ด้านการเงินแก่เยาวชนและคนรุ่นใหม่
ประโยชน์และผลกระทบ
ร่างแถลงการณ์ฯ ถือเป็นเอกสารผลลัพธ์สำคัญของการประชุม ซึ่งสรุปการดำเนินการตามแนวทางของกรอบการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค ปี 2569 ที่ได้ผลักดันความร่วมมืออันดีระหว่าง 21 เขตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการเงินดิจิทัลและนโยบายทางการคลัง เพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างครอบคลุมและยั่งยืน
- เรื่อง การจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์โดยหากมีการปรับเปลี่ยนถ้อยคำของบันทึกความเข้าใจฯ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสาระสำคัญหรือที่ไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้กระทรวงวัฒนธรรมสามารถดำเนินการได้ โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก รวมทั้งอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทยในบันทึกความเข้าใจฯ ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
- กระทรวงการต่างประเทศให้ความเห็นต่อร่างบันทึกความเข้าใจฯ (สถานะเดือนตุลาคม 2569) โดยเสนอให้พิจารณาปรับลดระดับการจัดทำร่างข้อตกลงฯ จากระดับรัฐบาลเป็นระดับกระทรวงเพื่อให้สอดคล้องกับขอบเขตของร่างบันทึกความเข้าใจฯ และหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้เข้าร่วมทั้งสองฝ่ายรวมทั้งขอให้ปรับแก้ถ้อยคำในร่างบันทึกความเข้าใจฯ
- กระทรวงวัฒนธรรมได้ปรับแก้ร่างบันทึกความเข้าใจฯ ตามความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศและได้นำส่งร่างบันทึกความเข้าใจฯ ผ่านช่องทางการทูตให้ฝ่ายอียิปต์พิจารณา โดยฝ่ายอียิปต์ไม่ขัดข้องต่อการปรับลดระดับการจัดทำบันทึกความเข้าใจฯ จากระดับรัฐบาลเป็นระดับกระทรวง ฝ่ายไทยและฝ่ายอียิปต์จึงได้เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจฯ ร่วมกันแล้ว เมื่อเดือนตุลาคม 2569
- สาระสำคัญครอบคลุมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างไทยและอียิปต์ที่หลากหลาย อาทิ การแลกเปลี่ยนด้านศิลปะการแสดง ดนตรี ภาพยนตร์ วรรณกรรม และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ตลอดจนกำหนดแนวปฏิบัติและเงื่อนไขในการดำเนินกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของไทยไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในระดับนานาชาติ มีกรอบระยะเวลา 3 ปี และถือเป็นการต่อยอดจากความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม การศึกษา และวิทยาศาสตร์ ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ซึ่งลงนามเมื่อ ค.ศ. 1976 โดยมุ่งหวังที่จะกระชับความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระดับทวิภาคีไทย - อียิปต์ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
- กระทรวงวัฒนธรรมพิจารณาแล้วเห็นว่า การจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์มีความเหมาะสม สอดคล้องกับนโยบายและผลประโยชน์ของไทย หากการลงนามบันทึกความเข้าใจฯ สำเร็จลุล่วง
จะส่งผลให้การบูรณาการความร่วมมือด้านวัฒนธรรมกับฝ่ายอียิปต์มีการผลักดันให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
ประโยชน์และผลกระทบ
บันทึกความเข้าใจฯ จะเสริมสร้างและพัฒนาความร่วมมือในด้านศิลปวัฒนธรรม ระหว่างไทยและอียิปต์บนพื้นฐานของการต่างตอบแทนและผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชนให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อเป็นพื้นฐานที่เข้มแข็งในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอียิปต์ต่อไปในอนาคต
- เรื่อง การประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 17 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและรับทราบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้
- เห็นชอบต่อกรอบท่าทีเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 17 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงกรอบท่าทีเจรจาของประเทศไทยที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยขอให้อยู่ในดุลยพินิจของหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเป็นผู้พิจารณา โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง
- รับทราบองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 17 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงเยเรวาน สาธารณรัฐอาร์เมเนีย
สาระสำคัญของเรื่อง
- ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2547 และพิธีสารคาร์ตาเฮนาว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 รวมถึงลงนามเห็นชอบในหลักการต่อพิธีสารนาโงยาว่าด้วยการเข้าถึงและการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้จากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างยุติธรรมและเท่าเทียม เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2555 โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานกลางแห่งชาติ (National Focal Point)
- สำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพร่วมกับสาธารณรัฐอาร์เมเนียในฐานะประเทศเจ้าภาพ กำหนดจัดการประชุม CBD COP 17 การประชุมสมัชชาภาคีพิธีสารคาร์ตาเฮนาฯ สมัยที่ 12 และการประชุมสมัชชาภาคีพิธีสารนาโงยาฯ สมัยที่ 6 ระหว่างวันที่ 19-30 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเยเรวาน สาธารณรัฐอาร์เมเนีย ซึ่งประกอบด้วย 1) การประชุมระดับสูง (High - Level Segment) เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 27-28 ตุลาคม 2569 และ 2) การประชุมระดับเจ้าหน้าที่ระหว่างวันที่ 19-30 ตุลาคม 2569 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบผลการประเมินการดำเนินงานตามกรอบงานคุนหมิง-มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework KM-GBF) เพื่อสะท้อนบทบาทที่สำคัญของทุกภาคส่วนในการปกป้องธรรมชาติและเพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่การฟื้นฟูธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรมและส่งต่อความสมบูรณ์ไปสู่คนรุ่นต่อไป
- กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำกรอบท่าทีเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุม CBD COP 17 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นไปตามหลักการ ดังนี้
1) ประเทศไทยในฐานะภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพจะเข้าร่วมการเจรจาในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาฯ สมัยที่ 17 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง โดยยึดมั่นในกระบวนการพหุภาคีและการตัดสินใจโดยฉันทามติ เพื่อให้การเจรจานำไปสู่ผลลัพธ์ที่ส่งเสริมการบรรลุวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาฯ และพิธีสารภายใต้อนุสัญญาฯ รวมทั้งเป้าหมายของกรอบงานคุนหมิง-มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก (KM-GBF) ควบคู่กับการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศไทย
2) ประเทศไทยจะดำเนินการเจรจาภายใต้อนุสัญญาฯ โดยยึดหลักการและบทบัญญัติของอนุสัญญาและพิธีสารภายใต้อนุสัญญาฯ บนพื้นฐานของความเป็นธรรม (Equity) การพัฒนายั่งยืน การเคารพสิทธิอธิปไตยของรัฐเหนือทรัพยากรชีวภาพและทรัพยากรพันธุกรรม และการคำนึงถึงความต้องการ ลำดับความสำคัญ และบริบทของประเทศกำลังพัฒนา
- องค์ประกอบคณะผู้แทนไทยสำหรับการประชุม CBD COP 17 ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมทรัพยากรน้ำ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมองค์การระหว่างประเทศ กรมประมง สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน)
ประโยชน์และผลกระทบ
การเข้าร่วมประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 17 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงเยเรวาน สาธารณรัฐอาร์เมเนีย ทำให้ประเทศไทยสามารถมีส่วนร่วมในการพิจารณาและกำหนดข้อตัดสินใจ (Decisions) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้อนุสัญญาฯ และนำข้อตัดสินใจดังกล่าวมากำหนดนโยบาย แผน และแนวทางการดำเนินงาน ด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย นอกจากนี้การเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวยังเป็นการเสริมสร้างบทบาทและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือกับนานาประเทศด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งจะสนับสนุนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศให้บรรลุวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาฯ รวมทั้งเป้าหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในระดับโลกและระดับประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพต่อไป
แต่งตั้ง
- เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้ง
นายอิทธิพล กุลนรัตน์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม
สาขาศัลยกรรม) โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาศัลยกรรม) โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569
ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์และรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
- เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงศึกษาธิการ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสนอแต่งตั้ง นางสาวสุณิสา คำสองสี ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดอบรมและการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไปเผยแพร่ (นักวิชาการศึกษาเชี่ยวชาญ) สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
- เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพิ่มเติม
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ มอบหมายผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพิ่มเติมอีก 1 ราย คือ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
- เรื่อง การรับโอนข้าราชการมาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรี เสนอรับโอน นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง
รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ มาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
- เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้ง
นายทรงยศินทร์ ชนปทาธิป ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงคมนาคม เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง และรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
- เรื่อง ขออนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง นายนัฐวุฒิ แดนดี ตำแหน่งรองอธิบดี
(นักบริหาร ระดับต้น) กรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี
(นักบริหาร ระดับสูง) กรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อทดแทนตำแหน่งว่าง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
- เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง กระทรวงมหาดไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงมหาดไทย จำนวน 1 ราย ดังนี้ ให้ร้อยตำรวจเอก เขตรัฐ ชาญศิลป์ พ้นจากตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคง (นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ระดับทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

