กดปุ่มจ่าย2ล. ประกันภัยรายแรก

กดปุ่มจ่าย2ล.
ประกันภัยรายแรก
นายกฯ คิกออฟกดปุ่มจ่ายประกันภัยพิบัติฯเสียชีวิตจากน้ำป่า ที่ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ รายแรก 2 ล้าน ให้ทายาท ด้านกทม.เคลียร์ชัดเหตุเงินเยียวยาน้ำท่วมได้ต่างกัน-เงินเข้าช้า ล่าสุดอนุมัติแล้ว 1.6 แสนราย ส่ง“เขตบัดดี้”เสริมทัพรับเรื่องประชาชนจบปัญหาคิวแน่น “อุตฯ”อัดทุนกู้ธุรกิจน้ำท่วม! 59จังหวัด 4,635 แห่ง เสียหายกว่า 1.82 หมื่นล้าน ผู้ประกอบการจี้ช่วยด่วน
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จากนั้นเวลา 10.45 น. นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธี kick off โครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ มีครอบครัวของนางเกศริน ต่าสินิ อายุ 54 ปี ผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำป่าไหลหลากกะทันหันในอ.กัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยบุตรทั้ง 2 คนของนางเกศริน คือ น.ส.ไพรินทร์ มณีวรรณ อายุ 25 ปีและด.ญ.กุลดา ต่าสินิ อายุ 10 ปี วิดีโอคอนเฟอเรนซ์มาจากจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับนายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
นายกฯคิกออฟจ่ายประกันภัยพิบัติฯ
โดยนายกฯกล่าวว่า ตนและครม.ในนามของตัวแทนทุกคน ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งที่ครอบครัวของน้อง โดยนางเกศริน ต่าสินิ อายุ 54 ปี เสียชีวิตจากเหตุน้ำป่าไหลหลากกะทันหันในอ.กัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา รัฐบาลจัดให้มีการคุ้มครองเรื่องการประสบภัยภายใต้โครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติผ่านกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยธรรมชาติทั้ง 3 ประเภทคือ อุทกภัย วาตภัยและแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งมาตรการนำระบบประกันภัยมาเป็นกลไกรับรองความเสี่ยงและบรรเทาภัยพิบัติ เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหายได้รับการเยียวยาดูแลช่วยเหลืออย่างเหมาะสมและทันท่วงที
รายแรกเสียชีวิตรับ2ล้าน
“การจ่ายสินไหมทดแทนวันนี้ ถือเป็นรายแรกของระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าสิ่งที่รัฐบาลเตรียมไว้ด้วยความเป็นห่วง ด้วยความตั้งใจที่จะให้เกิดการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว เป็นเรื่องจริงและเป็นเรื่องที่ทำได้และเป็นเรื่องที่ต้องทำ กรณีของนางเกศริน ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากอยู่ภายใต้การคุ้มครองประเภทอุทกภัยครอบครัวจะได้รับการเยียวยา 2 ล้านบาท ตามกรมธรรม์ประกันภัยทุกประการ”นายกฯกล่าว และว่า หวังว่าเงินเยียวยานี้จะทำให้ครอบครัวก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ ต้องขอบคุณทุกหน่วยงานที่ได้ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลด้วยความรวดเร็ว ทั้งกระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย (ปภ.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ศูนย์กลางให้ผู้รับประกัน และผู้ออกกรมธรรม์ได้โอนเงินให้ถึงมือผู้สูญเสีย หรือผู้เสียหายจากเหตุการณ์ทั้ง 3 เหตุการณ์นี้ต้องขอบคุณที่ได้เร่งดำเนินการด้วยความรวดเร็ว
ฝากผวจ.เชียงใหม่ดูแลการใช้เงิน
นายกฯยังฝากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ว่า เรายังอยู่ช่วงฤดูฝน อาจมีเหตุการณ์ที่เป็นภัย ขอให้เตรียมการทุกอย่างให้เรียบร้อย ถ้ามีเหตุที่เข้าเกณฑ์ ที่ได้รับเงินประกันภัยตามที่รัฐบาลจัดสรรขึ้นมา ก็ขอให้เร่งสำรวจประสานกับ คปภ. เพื่อให้การสำรวจการอนุมัติการจ่ายสินไหมทดแทนเกิดขึ้นได้เร็วที่สุด และยังย้ำกับลูกของนางเกศรินด้วยว่า ให้ใช้เงินจำนวนนี้อย่างระมัดระวัง ให้เกิดประโยชน์กับครอบครัวมากที่สุด
“ถ้ามีคนมาขอยืมไม่ให้ เงินก้อนนี้เป็นเงินที่มาจากการสูญเสียของคนในครอบครัวของเรา คุณแม่อาจประกอบอาชีพเลี้ยงดูพวกเรา เลี้ยงดูลูกทั้ง 2 คนให้ได้รับการศึกษา ให้มีชีวิตที่ดี ดังนั้น เมื่อท่านไม่อยู่แล้ว นี่คือเงินที่น้องๆต้องเก็บเอาไว้ดูแลตัวเอง เพื่ออนาคตของตัวเอง แต่ว่าเราต้องใส่ใจ ผวจ.ปล่อยเงินขนาดนี้ให้บริหารจัดการเอง มันเป็นความเสี่ยงและต้องคอยปกป้องดูแลครอบครัวให้ไร้ความกดดัน ถ้ามีอะไรก็มาบอกคุณลุงผู้ว่าฯ ไม่ต้องเกรงใจ เราจะช่วยดูแลกันไป ไม่ให้มีเหตุภัยใดๆอีก ดูแลตัวเองให้ดี มีอะไรมาปรึกษาคุณลุงผวจ.เดี๋ยวมีอะไรลุงจะคอยติดตาม ถามจากคุณลุงผวจ.อยู่เรื่อยๆขอให้โชคดี” นายกฯกล่าว
อู้คำเมือง“ใช้สอยฮือระวังเน้อ”
ด้านน.ส.ไพรินทร์ กล่าวขอบคุณรัฐบาล ท้องถิ่น ที่เป็นห่วงประชาชน และได้ทำประกันซึ่งช่วยเหลือพวกหนูได้มากและมีประโยชน์กับประชาชนในอนาคตเยอะมาก
จากนั้นนายกฯกดปุ่มโอนเงินผ่านระบบออนไลน์ พร้อมสอบถามน.ส.ไพรินทร์ว่าเงินเข้าหรือยัง โดยน.ส.ไพรินทร์ชูโทรศัพท์ขึ้น พร้อมบอกว่า เงินเข้าแล้ว ก่อนที่นายกฯจะกล่าวเป็นภาษาเหนือว่า เงินเข้าแล้วใช่ไหม จะใช้จะสอยฮือระวังเน่อ และขอบคุณผวจ. ฝากให้ดูแลเด็กทั้ง 2 คน ปกป้องคุ้มครองดูแลให้ดี โดยเฉพาะภัยจากการยืมเงิน ขอให้เด็กทั้งสองโชคดีแล้วเจอกัน
ปภ.โอนแล้วกว่า3แสนครัว39จว.
ด้านนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)เผยว่า ปภ.และธนาคารออมสิน ส่งข้อมูลและโอนเงินเยียวยาอุทกภัยให้ประชาชนต่อเนื่อง โดยข้อมูลถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2569 เวลา 22.00 น. ธนาคารออมสินโอนเงินให้ผู้ประสบภัยสำเร็จแล้ว 306,384 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 2,409.836 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 39 จังหวัด และวันนี้ (14 ตุลาคม 2569) ปภ. ส่งข้อมูลให้ธนาคารออมสิน เพื่อจะทำการโอนเงินให้ประชาชน 86,303 ครัวเรือน เป็นเงิน 644.995 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ได้แก่ อ่างทอง สิงห์บุรี สระบุรี ฉะเชิงเทรา ชัยภูมิ สุพรรณบุรี รวมถึงกรุงเทพมหานคร เฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร จะโอนเงินเยียวยาให้ผู้ประสบภัย 74,962 ครัวเรือน โดยธนาคารออมสินจะทยอยโอนเงินเข้าบัญชีประชาชนที่ข้อมูลครบถ้วนและผูกเลขบัตรประจำตัวประชาชนกับบัญชีธนาคารพร้อมเพย์ (PromptPay) ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป
กทม.โอนเข้าบช.แล้ว9.2หมื่นครัว
นางสาวทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงความคืบหน้ากระบวนการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่า กทม.อนุมัติและส่งข้อมูลให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)แล้ว 169,625 ราย ข้อมูล ณ วันที่ 13 ตุลาคม เวลา 18.00 น. ซึ่ง ปภ.อนุมัติและส่งเรื่องต่อไปยังธนาคารออมสิน เพื่อโอนเงินเข้าบัญชีประชาชนสำเร็จแล้ว 92,167 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 676.083 ล้านบาท ข้อมูล ณ วันที่ 13 ตุลาคม เวลา 22.00 น.
สำหรับสาเหตุที่แต่ละบ้านได้รับเงินต่างกันเกิดจากหลายปัจจัย ตามเกณฑ์มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยพิจารณาจากลักษณะความเสียหายและระยะเวลาน้ำท่วมขัง แม้อยู่ในซอยหรือชุมชนเดียวกัน แต่เนื่องจากความสูงต่ำของพื้นที่หรือระดับพื้นบ้านต่างกัน ส่งผลให้ระดับน้ำที่เข้าท่วมไม่เหมือนกัน กรณีรับ 5,000 บาท เป็นกรณีน้ำท่วมขังหรือล้อมรอบบริเวณบ้าน ส่งผลให้การเข้า-ออกลำบาก แต่น้ำไม่ได้ไหลเข้าสู่ภายในตัวบ้าน กรณีรับ 9,000 บาท เป็นกรณีที่น้ำไหลเข้าท่วมในตัวอาคารบ้านเรือน และส่งผลให้ทรัพย์สินในบ้านได้รับความเสียหาย
แจงเหตุเงินเข้าช้า-ได้จำนวนต่างกัน
ส่วนสาเหตุที่เงินเข้าช้าหรือสถานะค้างที่ «กำลังดำเนินการ» จากการทำงานของเจ้าหน้าที่ช่วง 10 วันที่ผ่านมา พบว่า 1.มีประชาชนหลักพันรายผูกพร้อมเพย์กับเบอร์โทรศัพท์ แต่ไม่ได้ผูกกับเลขบัตรประชาชนทำให้โอนเงินไม่ผ่านและถูกตีกลับ จึงต้องแก้ไขโดยผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประชาชนให้ถูกต้องแล้วยื่นขอใหม่
2.การยื่นขอซ้ำซ้อนในครัวเรือนเดียวกัน เงื่อนไขคือ 1 หลัง 1 ครัวเรือน ขอได้ 1 ครั้ง หากมีสมาชิกในบ้านยื่นซ้ำ รายการที่ยื่นตามมาจะถูกระบบปฏิเสธ 3.ขาดหลักฐานหรือรูปภาพความเสียหาย หากเป็นพื้นที่น้ำท่วมชัดเจน 100% ที่เขตมีข้อมูลอยู่แล้ว จะอนุมัติได้เร็ว หากยื่นขอในกรณีทรัพย์สินเสียหาย ต้องส่งรูปภาพหลักฐานเพิ่ม แต่แอป «ทางรัฐ» ไม่ได้เปิดให้ส่งรูปตั้งแต่แรก เรื่องจึงค้างรอเอกสาร ขณะที่ หากประชาชนยื่นผ่านระบบ claim.bangkok.go.th ของ กทม. ร่วมด้วย จะแนบรูปภาพเอกสารได้ ทำให้จับคู่ข้อมูลและอนุมัติได้เร็วขึ้น 4.กรณีบ้านเช่า ต้องมีสัญญาเช่า หรือหนังสือรับรองการเช่าจริง เพื่อยืนยันสิทธิ์
ใช้ระบบเขตบัดดี้แก้คิวแน่น
สำหรับการแก้ปัญหาประชาชนเดินทางมาสำนักงานเขตจำนวนมาก กทม. ใช้ระบบ «เขตบัดดี้” นำเจ้าหน้าที่จากเขตที่ไม่ประสบภัยหรือมีผู้ยื่นขอน้อย มาช่วยงานในเขตที่มีผู้ยื่นขอจำนวนมาก รวมถึงขยายพื้นที่และจุดบริการ ย้ายจุดรับเรื่องไปศาลาประชาคม หรือตั้งเต็นท์อำนวยความสะดวกด้านนอก ขณะเดียวกัน ตั้งโต๊ะคัดกรองและช่วยกรอกเอกสาร มีเจ้าหน้าที่ช่วยตรวจเอกสารและตอบคำถามก่อนเข้าคิว เพื่อลดเวลาการรอคอย
นอกจากนี้ กทม. จะเปิดศูนย์บริการเพิ่มเติมนอกเขต กระจายจุดบริการไปยังพื้นที่ที่มีผู้เดือดร้อนจำนวนมาก เช่น เขตสะพานสูง และ ร่มเกล้า เขตลาดกระบัง เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชน ทั้งนี้ กทม. ขอย้ำว่า ประชาชนที่ยื่นผ่านแอป «ทางรัฐ» แล้ว หากมีเอกสารและข้อมูลความเสียหายที่ชัดเจน ไม่จำเป็นต้องมายื่นซ้ำที่สำนักงานเขต หากจำเป็นต้องใช้เอกสารหรือหลักฐานเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตจะเป็นฝ่ายติดต่อขอเอกสารเพิ่มเอง ส่วนการติดตามสถานะ ให้ติดตามผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐหรือเว็บไซต์ https://relief.disaster.go.th
อุตฯเร่งกู้ธุรกิจ4.6พันรายจมน้ำ59จว.
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรมเผยว่า ข้อมูลศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤต กระทรวงอุตสาหกรรมถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2569 เวลา 15.00 น. พบสถานประกอบการได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 4,635 ราย ใน 59 จังหวัด ประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 18,205.63 ล้านบาท แบ่งเป็นสถานประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม 17,845.69 ล้านบาท และนอกนิคมอุตสาหกรรม 359.94 ล้านบาท โดยจังหวัดชลบุรีมีมูลค่าความเสียหายสูงสุด 17,896.67 ล้านบาท จังหวัดที่มีสถานประกอบการได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ระยอง ปราจีนบุรี และชลบุรี ในจำนวนนี้เป็นเอสเอ็มอี โรงงานอุตสาหกรรม และวิสาหกิจชุมชน ทั้งในพื้นที่อุตสาหกรรมและผู้ประกอบการรายย่อย ต้องเร่งฟื้นฟูทั้งการผลิตและสภาพคล่องเพื่อให้กลับมาดำเนินกิจการได้ จากการประเมินความเร่งด่วน พบผู้ประกอบการ 77.6% ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน อันดับแรกคือ เงินทุนฟื้นฟูกิจการ รองมา เป็นการแก้ไขความเสียหายของธุรกิจโดยรวมและการซ่อมแซมเครื่องจักร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

