'ศุภชัย' สวน 'ปู จิตกร' วิกฤตต้มยำกุ้งเริ่มต้นจาก ชวน 1 ลั่น หลอกคนอื่นได้ อย่าหลอกตัวเอง จะโง่ยิ่งกว่าโง่

จากรณีก่อนหน้านี้ที่ นาย ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โต้เดือด 3 คำ 'โง่ ห่วย เลว' ของ นาง การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาพูดก่อนหน้านี้ จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างมากและร้อนแรงในสังคม กระทั่งในเวลาต่อมา ปู จิตกร ได้ออกมาโพสต์จวก ศุภชัย ว่าพลาดมากรีบสวน การดี เลียวไพโรจน์ พร้อมย้อนถามเจ็บ จะคมให้เด็กมันดู หรือจะ 'โชว์โง่' กันแน่
ล่าสุดวันนี้ 16 ตุลาคม 2569 ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาโพสต์ตอบโต้ ปู จิตกร โดยระบุว่า "ตอบปูจิตรกร ว่า วิกฤตต้มยำกุ้งเริ่มต้นจากชวน 1 และ ปรส ขายสินทรัพย์มูลค่า 8 แสนล้าน ไปไม่ถึง 2 แสนล้านสมัยชวน 2 ความจริงก็คือความจริง หลอกคนอื่นได้อย่าหลอกตัวเอง จะโง่ยิ่งกว่าโง่"

หลังจากที่โพสต์ของ ศุภชัย ใจสมุทร เผยแพร่ลงมาได้ไม่นาน ชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น
"เต็มกราฟครับบัง เผื่อหลังอภิปรายได้เป็นรองนายก"
"แหลงเรื่องปัจจุบัน บัง ส่าหยับร่วนจังแล้ว ยิ่งแหลงยิ่งเข้าตัวเพ"
"คนไหนที่ลงเลือกตั้งเขต3ทุกทีก็แพ้ทุกทีครับ"
"ปี 35 ไม่ได้เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งนะครับจำสับสนหรือเปล่าครับ หรือเกิดอาการร้อนจากการที่คุณการดีวิจารณ์การทำงานรัฐบาลจนฟั่นเฟือนจำผิดจำถูกครับ"
"เวลาเขาอภิปรายไม่ต้องประท้วงมากนะ จะเป็นความดันตายซะก่อน"
"นิ่งบ้างครับ ดูร้อนรนไปหมด"
"แค่ 1% เอง ไม่ใช่เจ้าของสุกหน่อย"


ซึ่งก่อนหน้านี้ ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาโพสต์ร่ายยาวเกี่ยวกับบทเรียนเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่คนไทยไม่ควรลืม ซึ่งระบุว่า "BIBF – IMF – ปรส. บทเรียนเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่คนไทยไม่ควรลืม!
เมื่อพูดถึงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 ที่ทำให้ประเทศไทยต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF เราต้องย้อนกลับไปดูทั้งต้นเหตุของปัญหาและวิธีจัดการทรัพย์สินหลังเกิดวิกฤต ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะวันที่ประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท
เรื่องแรก BIBF ใครเป็นผู้ริเริ่ม?
ปี 2536 ในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย พรรคประชาธิปัตย์ โดยมีนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประเทศไทยเริ่มดำเนินนโยบาย BIBF หรือกิจการวิเทศธนกิจกรุงเทพฯ เพื่อเปิดเสรีทางการเงิน
นโยบายนี้ทำให้ภาคธุรกิจไทยสามารถกู้เงินจากต่างประเทศได้สะดวกขึ้น แต่การกำกับดูแลความเสี่ยงไม่เพียงพอ ส่งผลให้หนี้ต่างประเทศโดยเฉพาะหนี้ระยะสั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เงินทุนจำนวนมากไหลเข้าสู่ภาคอสังหาริมทรัพย์และการเก็งกำไร
เมื่อเกิดปัญหาเงินทุนไหลออกและค่าเงินบาทอ่อนตัว หนี้ต่างประเทศจึงกลายเป็นภาระมหาศาล ธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็ยอมรับว่า การเปิดเสรีเงินทุนผ่าน BIBF โดยไม่มีระบบรองรับและกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของวิกฤตปี 2540
เรื่องที่สอง วิกฤต IMF ใครต้องรับผิดชอบ?
วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ก่อนต้องเข้าสู่โครงการความช่วยเหลือจาก IMF แต่ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเพียงวันเดียว หากสะสมมาจากนโยบายเศรษฐกิจและความบกพร่องในการกำกับดูแลสถาบันการเงินตลอดหลายปี
ดังนั้น การพิจารณาความรับผิดชอบจึงต้องครอบคลุมทั้งรัฐบาลที่วางนโยบายเปิดเสรีทางการเงิน รัฐบาลที่กำกับดูแลในช่วงก่อนเกิดวิกฤต และรัฐบาลที่ต้องรับมือกับวิกฤต
เรื่องที่สาม ปรส. กับการขายทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล
หลังเกิดวิกฤต มีการจัดตั้งองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือ ปรส. ในปี 2540 เพื่อจัดการทรัพย์สินของบริษัทเงินทุนที่ถูกปิดกิจการ ต่อมาในรัฐบาลชวน 2 ซึ่งมีนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ กลับมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีการดำเนินการขายสินทรัพย์ของบริษัทเงินทุน 56 แห่งผ่านกระบวนการของ ปรส. ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า บริษัทเงินทุนเหล่านี้มีสินทรัพย์รวมประมาณ 860,000 ล้านบาท
การจำหน่ายสินทรัพย์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับราคาขาย ความโปร่งใส การแข่งขันในการประมูล และความสามารถในการรักษามูลค่าทรัพย์สิน
รายงาน IMF ระบุว่า สินทรัพย์บางกลุ่มถูกจำหน่ายในราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีมาก โดยเฉพาะสินเชื่อด้อยคุณภาพ และมีบางส่วนถูกโอนไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ของรัฐ แม้ต้องยอมรับว่าสินทรัพย์ที่เป็นหนี้เสียย่อมไม่สามารถขายได้เต็มมูลค่าทางบัญชี แต่คำถามที่ประชาชนมีสิทธิถามคือ
การขายทรัพย์สินเหล่านั้นได้ราคาที่เหมาะสมที่สุดแล้วหรือไม่? มีการประเมินมูลค่าอย่างรอบคอบเพียงใด? และใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลการดำเนินงาน? ประเด็นนี้ต้องตรวจสอบจากผลการประมูล รายงานการตรวจสอบ และคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่สรุปว่ามูลค่าทางบัญชีทั้งหมดคือความเสียหายของรัฐโดยอัตโนมัติ บทสรุปที่ประวัติศาสตร์ต้องจดจำ
BIBF เริ่มดำเนินการในรัฐบาลชวน 1
วิกฤตต้มยำกุ้งปะทุขึ้นในรัฐบาลพลเอกชวลิต ส่วนการปิดบริษัทเงินทุน 56 แห่งและการขายทรัพย์สินจำนวนมหาศาลผ่าน ปรส. เกิดขึ้นเป็นส่วนใหญ่ในรัฐบาลชวน 2 นี่คือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมกัน
การตรวจสอบความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจต้องตรวจสอบตั้งแต่ผู้กำหนดนโยบาย ผู้กำกับดูแล ไปจนถึงผู้บริหารจัดการทรัพย์สินหลังเกิดวิกฤต เพราะวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนั้นไม่ได้สร้างความเสียหายเพียงตัวเลขในบัญชี แต่กระทบชีวิตประชาชน ธุรกิจ และอนาคตของประเทศอย่างมหาศาลประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยต้องถูกจดจำอย่างครบถ้วน ไม่ใช่เลือกเล่าเฉพาะตอนที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง! #เด็กเอ๋ยเด็กน้อยความรู้เจ้ายังด้อยเร่งศึกษา"


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Suphachai Jaismut
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

