คนปราจีนยื่นคำขาด จี้ปิดรง.ขยะ ต้องเอาออกจากพื้นที่ ‘วราวุธ’ลุยเร่งเคลียร์ รบ.หางบช่วยน้ำท่วม

“ภราดร” ยอมรับงบเยียวยาน้ำท่วมกลางปี’69 หมดแล้ว แต่มีงบกลางปี’70 จำนวน 9.9 หมื่นล้าน เพียงพอสำหรับผู้ประสบภัย น้ำท่วมแน่ คาด ใช้ประมาณหมื่นล้าน ระบุปัญหาจ่ายเยียวยาน้ำท่วมพบเยอะใน กทม. ยกต่างจังหวัดทำได้เร็ว เหตุเพราะมีกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน-ท้องถิ่นเข้มแข็ง ย้ำพร้อมเยียวยาอย่างเท่าเทียมกันทุกคน ด้าน“วราวุธ” ลงพื้นที่ปราจีนบุรี ตรวจโรงงานอุตสาหกรรมที่ถูกร้องเรียนปล่อยน้ำเสีย-สารเคมีรั่วไหล ชาวบ้านยื่นรายชื่อจี้สั่งปิดโรงงาน-ขนขยะเคมีออกจากพื้นที่ทันที “สุชาติ” เผยมีเจ้าของโรงงานโทร.เคลียร์ปมปล่อยสารพิษแต่ปฏิเสธ เหตุยอมไม่ได้ จ่อหารือ“ปกรณ์”แก้กฎหมายให้อำนาจกรมควบคุมมลพิษ ตรวจสอบเป็นระบบ-เพิ่มยาแรง เอาผิด-ยึดทรัพย์ ปภ.เผยยังมีน้ำท่วม22จังหวัด
เมื่อเวลา 08.50 น. วันที่ 19 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านออกมาระบุว่า งบเยียวยาน้ำท่วมหมดแล้วว่า สำหรับงบเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม ส่วนแรกเมื่อปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลได้กันเงินไว้ส่วนหนึ่ง ประมาณ 4.7 พันล้านบาท ไว้เยียวยาประชาชนที่ประสบภัย ขณะนี้ได้ใช้ไปหมดแล้ว ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา จะใช้งบกลางของปี 2570 ซึ่งงบกลางของปี 2570 มีอยู่ประมาณ 9.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะใช้ทั้งปีในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น และไม่ได้ตั้งงบประมาณเอาไว้
“ยืนยันสำหรับประชาชนที่ประสบภัยและยังไม่ได้รับเงินเยียวยา รัฐบาลพร้อมที่จะดูแลทุกคนที่ได้รับผลกระทบอย่างเสมอภาค นี่จึงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลได้คิดโครงการ โดยนายกรัฐมนตรีเห็นว่า ปีๆ หนึ่งเราจ่ายเงินเฉพาะค่าเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยหลายหมื่นล้านบาท จึงมีโครงการเร่งด่วนขึ้นมาเมื่อปลายปี 2568 คือ การทำประกันภัยพิบัติครัวเรือนให้กับทุกบ้าน ขอย้ำว่าสำหรับผู้ประสบอุทกภัยที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา คาดว่าสัปดาห์นี้ทางอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จะสรุปตัวเลขที่เหลือเสนอมาที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะตามหลักการแล้วนายกฯและครม.ไม่ได้มีปัญหากับการเยียวยาผู้ประสบภัยทุกคน”นายภราดร ย้ำ
ไม่ชัดชงครม.20ต.ค.หรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเสนอที่ประชุม ครม.ได้ทันในวันที่ 20 ต.ค.นี้หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า อยู่ที่ ปภ. เมื่อถามย้ำว่า คาดว่าจะเสนองบประมาณเพิ่มเติมอีกจำนวนเท่าไหร่ นายภราดร กล่าวว่า ตามขั้นตอนแล้วอยู่ที่ทางท้องถิ่นหรือจังหวัดไปสำรวจ แล้วเสนอมาที่ ปภ. และปภ.จึงมาสรุปตัวเลขก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่าในพื้นที่ต่างจังหวัดการเยียวยาน่าจะครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว อย่างที่ จ.อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี ตนได้สอบถามเรื่องดังกล่าว พบว่าได้รับการเยียวยาแล้วกว่า 90%
เมื่อถามว่า คาดว่าตัวเลขจะถึง 1 หมื่นล้านบาทหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตัวเลขที่ตนได้ยินตามข่าวมีล้านกว่าครัวเรือน คงจะเป็นหมื่นล้านบาทเหมือนกัน เมื่อถามอีกว่า โครงการประกันภัยพิบัติเพิ่งจะเริ่ม งบประมาณจะเพียงพอหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตนถึงได้บอกว่ากรณีนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของนายกฯและรัฐบาลที่ออกนโยบายซื้อประกันภัย 30 ล้านครัวเรือนให้กับคนไทยทั้งประเทศ
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข่าวว่านายกฯจะดึงงบกลางมาเร่งในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการระบายน้ำหรือเรื่องอื่น วงเงินที่เหลือจะสามารถทำได้หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของการใช้งบกลาง ซึ่งหลักเกณฑ์ของการใช้งบกลางคือ จำเป็น ฉุกเฉิน และเร่งด่วน รวมถึงเป็นโครงการที่ไม่ได้ตั้งเอาไว้ในงบปกติ ถ้าต่ำกว่าร้อยล้านบาท นายกฯเห็นชอบก็สามารถใช้งบกลางได้ แต่ทั้งหมดนี้อยู่ที่หลักเกณฑ์ว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่
เยียวยาแล้ว6แสนหลังคาเรือน
ต่อมา นายภราดร ให้สัมภาษณ์ถึงตัวเลขงบเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยว่าได้หารือกับปภ.บ้างแล้วในเบื้องต้นปรากฏว่าตัวเลขของทาง ปภ.ที่สรุปขึ้นมาประมาณ 2.3 ล้านครัวเรือน แต่รัฐบาลจ่ายไปแล้วประมาณ 6 แสนครัวเรือน ส่วนที่เหลือที่จะต้องดำเนินการก็จะต้องใช้งบกลางในปี 70 ยืนยันอีกครั้งว่า ทุกคนที่ได้รับความเดือดร้อนจะต้องได้รับการเยียวยาจากรัฐบาล ตรงนี้เป็นกรณีที่เหตุก่อนวันที่ 1ต.ค. ส่วนเหตุที่เกิดหลังวันที่ 1 ต.ค.ยืนยันรัฐบาลจะดูแล โดยเป็นความรับผิดชอบของบริษัทประกันภัยเพราะรัฐบาลได้ไปทำประกันภัยครัวเรือนให้ประชาชนเรียบร้อยแล้วจะดูแลเท่าเทียมกันทุกคน ไม่ต้องกังวล รัฐบาลมีงบเพียงพอในการเยียวยาให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบ
ต่างจังหวัดฉลุย 80-90%
นายภราดร กล่าวว่าส่วนตัวเลขนั้น ได้มีการคุยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)หรือ สพร.ได้รับข้อมูลว่าแอปทางรัฐมีหน้าที่ในการลงทะเบียนสำหรับผู้ที่ประสงค์จะเช็กสิทธิของตัวเองว่ามีสิทธิจะได้รับเงินเยียวยาหรือไม่ ส่วนการตรวจสอบสิทธิ เป็นเรื่องของท้องถิ่นที่จะต้องไปตรวจสอบสิทธิ วันนี้ปัญหาที่เกิดเยอะที่สุดคือ ผู้ที่ได้รับผลกระทบที่อยู่ในเขต กทม. ไม่เหมือนกับในต่างจังหวัดที่วันนี้เรื่องการเยียวยาเป็นไปได้อย่างราบรื่น หลายจังหวัดการเยียวยาไปถึง 80-90% แล้ว ซึ่งในต่างจังหวัดมีระบบที่รวดเร็ว เพราะมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล มีท้องถิ่นที่เข้มแข็ง ในการที่ไม่ลงไปตรวจสอบให้กับลูกบ้านของเขา ซึ่งแตกต่างกับทาง กทม. ที่เป็นหน้าที่ของผู้อำนวยการเขตที่จะต้องลงไปตรวจสอบ เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ต่างๆ กรรมการชุมชนต่างๆ ที่จะต้องลงไปตรวจสอบ ไม่แน่ใจว่าจะต้องมี สส. สก. ลงไปช่วยดูด้วยหรือไม่ เพื่อช่วยเร่งให้กระบวนการรวดเร็วขึ้น ตรงนี้คือ กระบวนการที่แตกต่างกันระหว่าง กทม.กับต่างจังหวัด
ย้ำครม.ยินดีและพร้อมเยียวยา
ผู้สื่อข่าวถามว่าในพื้นที่กทม.มีเจ้าหน้าที่จำนวนน้อย ขณะที่มีผู้ประสบภัยจำนวนมาก จึงอาจทำให้เกิดความล่าช้าในการจ่ายเงินเยียวยาหรือไม่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ความจริงตนไม่ทราบกระบวนการในกทม. จึงไม่อยากแสดงความคิดเห็นเพราะเดี๋ยวจะ ผิดพลาดไป ไม่เหมือนกับในต่างจังหวัดที่ตนคุ้นเคย ตนรู้ว่าเขาดำเนินการขั้นตอนกันอย่างไร ก็สามารถจะเล่าได้ แต่ในกทมตนไม่รู้วิธีการดำเนินการของเขา ว่าเป็นอย่างไร เขาอาจจะมีคณะกรรมการชุมชนเข้าไปตรวจสอบความถูกต้องหรือไม่ อย่างไร ก็เป็นเรื่องของท้องถิ่น จะไปสรุปตัวเลขมา ให้กับทาง ปภ.และปภ.ก็จะเสนอเข้า ครม. ขอย้ำอีกครั้งว่าทาง ครม.ยินดีและพร้อมที่จะเยียวยา ให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน อย่างเท่าเทียมกันทุกคน
กทม.-ปภ.ขยายยื่นเยียวยาถึง30พ.ย.
นางสาวทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่ากทม.เปิดเผยถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่ากทม.ตระหนักดีว่าในสถานการณ์ปัจจุบันหลายพื้นที่ระดับน้ำเพิ่งแห้งประชาชนยังเดินทางลำบาก หรืออยู่ระหว่างทำความสะอาดบ้านเรือนรวมถึงยังมีบางชุมชนและหมู่บ้านยังมีระดับน้ำท่วมขังอยู่บ้างทำให้ประชาชนอาจไม่สามารถรวบรวมหลักฐานและนำเอกสารยื่นผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐหรือที่สำนักงานเขตได้ทันท่วงที กทม.จึงร่วมกับ ปภ.ทำการขยายเวลาในการยื่นคำร้องขอรับความช่วยเหลือและเยียวยาทั้งที่สำนักงานเขต ผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ หรือผ่านเว็บไซต์ claim.bangkok.go.thออกไปจนถึงวันที่ 30 พ.ย.2569เพื่อจะช่วยให้ประชาชนมีเวลาในการรวบรวมและตรวจสอบเอกสารหลักฐานให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยสามารถส่งเอกสารเข้ามาได้ทั้งการเดินทางมาด้วยตนเอง ที่สำนักงานเขต หรือส่งผ่านช่องทางออนไลน์ อาทิอีเมล หรือLine OAของสำนักงานเขต เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไม่ต้องเดินทางมาที่เขตด้วยตนเอง
เพิ่มจุดบริการ5เขตหลักลดคิวแน่น
ในส่วนการแก้ปัญหาคิวหนาแน่น กทม.ได้ดำเนินการแก้ปัญหาในพื้นที่ที่มีประชาชนมายื่นคำร้องเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะใน 5 ลำดับแรกได้แก่ เขตสายไหม คลองสามวา ลาดกระบัง มีนบุรีและบางกะปิ ด้วยการเพิ่มจุดบริการทางกายภาพ เพื่อขยายพื้นที่รับคำร้อง ช่วยให้ประชาชนเดินทางใกล้ขึ้นและช่วยกระจายจำนวนคิวไม่ให้หนาแน่นจนเกินไป
‘วราวุธ’ตรวจ รง.อุตฯปราจีน
เมื่อเวลา 10.00น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจติดตามการแก้ไขปัญหาการรั่วไหลของคราบน้ำมันที่ จ.ปราจีนบุรี โดยมี นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีพร้อมอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่บริษัทแห่งหนึ่งใน อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี เพื่อฟังการชี้แจงจากบริษัทว่ามีน้ำท่วมเข้ามาที่โรงงานรีไซเคิลและหลุมฝังกลบก่อให้เกิดปัญหาคือถังน้ำมันที่อยู่บริเวณด้านหน้าและที่ด้านท้ายถังน้ำมันและมีน้ำมันไหลออกมา
ขณะเดียวกัน มีตัวแทนประชาชนจาก 3อำเภอทั้งศรีมหาโพธิ, ศรีมโหสถ และบ้านสร้าง รวมเกือบ 100 คน เดินทางมาถือป้ายประท้วง พร้อมเตรียมยื่นหนังสือ และรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบกว่า 1,300รายชื่อเพื่อขอให้สั่งปิดโรงงานและขนย้ายกองขยะกากอุตสาหกรรมออกจากพื้นที่โดยเร็ว
ชาวบ้านกังวล-ขอให้ปิดทันที
พ.ต.อ.ธนกฤต ตัวแทนชาวบ้าน ระบุว่า ประชาชนกังวลอย่างมากเรื่องมลพิษปนเปื้อนลงแหล่งน้ำและพื้นที่การเกษตร ซึ่งกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต จึงต้องการให้กระทรวงอุตสาหกรรมตรวจสอบข้อเท็จจริง และหากพบความผิดจริง ขอให้สั่งยุติการประกอบกิจการทันที พร้อมทั้ง ยังสะท้อนปัญหาคราบน้ำมันและน้ำเสียที่ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงและเกิดขึ้นต่อเนื่อง เรียกร้องให้รัฐตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างจริงจัง ทั้งการเก็บตัวอย่างน้ำและตรวจสอบโรงงานที่อาจเกี่ยวข้อง พร้อมติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงลงพื้นที่ตรวจสอบแล้วเรื่องเงียบหาย โดยประชาชนควรได้รับทราบความคืบหน้าและผลการดำเนินงานอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ชาวบ้านต้องการให้ภาครัฐรับฟังเสียงของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง หากตรวจพบผู้ประกอบการกระทำผิดกฎหมายหรือสร้างผลกระทบต่อชุมชน ควรนำข้อเท็จจริงมาประกอบการพิจารณาออกหรือต่ออายุใบอนุญาต พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น หากปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ชาวบ้านระบุว่าอาจต้องเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของชุมชนด้วยตนเองและของหิดโรงงานขยะทีทีปัญหาไม่สั่งปิด ชาวบ้านจะปิดเอง
รมว.อุตฯยันรับฟังเสียง ปชช.ก่อน
ด้าน นายวราวุธเผยว่าได้รับข้อเรียกร้องไปพิจารณาโดยยืนยันว่าการดำเนินการต้องเป็นไปตามกรอบกฎหมายและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย พร้อมมอบหมายสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานและเก็บตัวอย่างน้ำ เพื่อรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วนการพิจารณาใบอนุญาต นั้น หากผู้ประกอบการปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายและมีความเหมาะสม ก็สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ แต่หากตรวจพบการกระทำผิด หรือไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ จะนำข้อเท็จจริงมาพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ พร้อมยืนยันว่าจะไม่ละเลยข้อร้องเรียนและผลกระทบที่ประชาชนกำลังเผชิญ พร้อมรับฟังเสียงประชาชนก่อน
ฝากเตรียมหาวิธีแก้ไขไว้ในอนาคต
จากนั้น นายวราวุธและคณะได้เดินทางไปยังบริษัทกรีน เอนไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี เพื่อรับฟังบรรยายสรุปจากทางโรงงานและกรมโรงงานกระทรวงอุตสาหกรรมโดยนายวราวุธ กล่าวตอนหนึ่งว่า กรณีคราบน้ำมันจากนี้ต้องคิดให้ดีว่าจะหาวิธีแก้ไขและเยียวยาสถานการณ์อย่างไร และเมื่อถึงเวลาดำเนินการจริงๆ จะมีปัญหาอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาอีกหรือไม่ ต้องเตรียมการไว้ในอนาคต เพราะบางครั้งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ได้เห็นในทันที บางครั้งจะค่อยๆ เห็นผลกระทบที่ตามมามากขึ้นเรื่อยๆ จึงอยากให้มีมาตรการตรงนี้ด้วย และอยากฝากทางบริษัท เวลาตั้งโรงานอยู่แห่งไหนและมีชุมชนอยู่โดยรอบ หากท่านอยู่แล้วดีขึ้น ประชาชนได้ประโยชน์ มีการทำ Corporate Social Responsibility (CSR) ยามเกิดปัญหาชุมชนจะปกป้องท่าน เวลาทำงานกับประชาชนโดยรอบ หากเป็นเรื่องหนักก็จะกลายเป็นเบา มีความเข้าใจกันมากขึ้น เมื่อผ่านเหตุการณ์นี้ไปแล้ว จะมีการทำกิจกรรม CSR เพิ่มขึ้นได้อย่างไร แน่นอนว่าการเยียวยาความเสียหายต้องทำแน่นอน ซึ่งทางบริษัทจะต้องหาแนวทางเยียวยาต่อไป แต่ทำการ CSR จะเป็นเหมือนการเยียวยาทางความรู้สึก ทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นมิตรกับโรงงานมากขึ้น
กำชับให้ดูแลประชาชน
นายวราวุธ กล่าวอีกว่า เรื่องความรู้สึกเป็นเรื่องสำคัญ ขอฝากให้ดูแลประชาชน เพราะเหตุการณ์แบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด เมื่อเกิดแล้วจะร่วมแก้ปัญหากันอย่างไร คนที่เดือดร้อนต้องได้รับการแก้ไขปัญหา ในส่วนหน่วยราชการ ตนกำชับกระทรวงอุตสาหกรรมไปแล้ว เวลาทำงานอย่าทำคนเดียว ให้มีท้องถิ่นและหน่วยงานอื่นเข้ามาร่วมทำงานด้วย อย่างเช่น กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจว่าการตรวจสอบที่เกิดขึ้นมีการถ่วงดุลกัน ไม่มีการกลั่นแกล้งกัน
นายวราวุธ ระบุว่า ส่วนที่บอกว่าไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ จากนี้จะเจอแบบนี้มากขึ้น อะไรที่ไม่เคยเป็นปัญหาจะเริ่มเป็นปัญหา อย่างกรณีนี้หากน้ำไม่ท่วมมันก็ไม่เจอ แต่จากนี้ไปใครจะรู้ว่าอาจจะเจอมากกว่านี้ ตนขอฝากผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ต่อไปจะต้องมีมาตรการป้องกันการรั่วไหลในกรณีฝนตกหนัก จะต้องทำคันรอบโรงงานหรือไม่ และจะต้องทำสูงขนาดไหนจึงจะเหมาะ
สว.ตั้งกระทู้สดปมรง.อุตฯปราจีน
วันเดียวกัน ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ช่วงกระทู้ถามสด น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. ตั้งถาม ถึงปัญหามลพิษในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ผสมโรงกับวิกฤติน้ำท่วม ทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบนอกจากน้ำท่วมแล้วยังเผชิญกับปัญหาสารพิษปนเปื้อนในพื้นที่ พร้อมขอให้รัฐบาลเร่งจัดการโรงงานอุตสาหกรรมที่ทิ้งสารพิษลงสู่ธรรมชาติ
“หากรองผู้ว่าราชการจังหวัดบอกว่าน้ำไม่มีมลพิษ ขอกรุณาให้ดื่มให้ดูด้วย ผมว่ารัฐมนตรีทราบว่ามีมลพิษหรือไม่ และรู้แล้วเพราะส่งคนไปตรวจ ทั้งนี้ ชาวบ้านหวังการแก้ปัญหาของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอให้ดำเนินการเฉียบขาดกับบริษัท หรือ โรงงานที่นำขยะมีพิษทิ้งในพื้นที่ด้วย หากให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปทำ แต่องค์กรไม่มีธรรมาภิบาล เกิดปัญหาแจ้งความเป็นญาติพี่น้องผู้บริหารท้องถิ่น สส.ในพื้นที่ ผมว่าต้องแก้ปัญหาและทำให้เด็ดขาด” น.ต.วุฒิพงศ์ ตั้งกระทู้ถาม
‘สุชาติ’ชี้ต้องเพิ่มยาแรงเอาผิด
นายชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้แจงว่าสิ่งที่ตั้งกระทู้ถาม ตนอึดอัดใจมาประมาณ 1 ปีที่ตนรับตำแหน่ง เพราะตนศึกษาอำนาจหน้าที่ของกรมควบคุมมลพิษ ช่วงแรกได้ถามว่าเข้าไปตรวจโรงงานได้หรือไม่ ทีแรกแรกบอกไม่ได้ ตนต้องรื้อกฎหมายดูทุกข้อ พบระเบียบว่าต้นกำเนิดสิ่งมีพิษอยู่ตรงไหนทำไมเข้าไม่ได้ ดังนั้นต้องหาระเบียบไปหักล้าง กับความคิดเดิมๆ ว่าต้องเป็นโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น ตรวจได้เฉพาะนอกโรงงาน ตนถามกลับว่าหน่วยงานว่าบริษัทที่ก่อเกิดสารพิษทำไมกรมควบคุมมลพิษถึงตรวจไม่
“ผมเห็นใจข้าราชการกรมควบคุมมลพิษ เพราะการตรวจจับทำได้ยาก และเมื่อจับกุมบริษัทที่ลักลอบทิ้งกากสารพิษได้โทษแค่ปรับ ไม่มีโทษอาญาติดคุกชัดเจน ดังนั้นต้องแก้กฎหมายเพิ่มอำนาจให้กับกรมควบคุมมลพิษ ตรวจสอบให้เป็นระบบ และบูรณาการกับท้องถิ่น หรือ จังหวัดถึงการแจ้งข้อมูลในพื้นที่ นอกจากนั้นยังให้รองปลัดเข้าพบเลขา ปปง. เพื่อเอาเรื่องการทำลาย ฝังกลบ นำเข้าสารพิษ เป็นมูลฐานความผิดยึดทรัพย์ให้ได้ เพราะหากยาไม่แรง ไม่มีทางหมดไปจากประเทศไทย” นายสุชาติ ชี้แจง
กำชับทุกคดีที่จับอย่าให้มีสั่งไม่ฟ้อง
นายสุชาติ ชี้แจงต่อว่าตนหารือปลัดกระทรวง ให้อำนาจกรมควบคุมมลพิษ ตรวจคนนำเข้าเศษโลหะให้ขออนุญาตผ่านกรมควบคุมมลพิษ จะได้รู้ว่าจะนำเข้าผ่านท่าเรือ หรือ กรมศุลกากรวันใด เพื่อให้หน่วยงานของกระทรวงตามกำกับถึงโรงงาน ว่าถูกต้องหรือมีสิ่งเจือปนเกินกฎหมาย ต้องทำลายในโรงงานที่ได้รับอนุญาตให้กำจัดขยะมีพิษ สำหรับพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ตนเห็นข่าวตั้งแต่ 29 ก.ย. และลงพื้นที่ 1 ต.ค. ตรวจสอบ ก่อนที่จะแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี และตนได้สั่งว่า ทุกคดีที่ให้จับดำเนินคดีให้รายงานผลคดี พร้อมกับกำชับว่าอย่าให้มีสั่งไม่ฟ้อง ถ้าจะสั่งฟ้องต้องนำข้อมูลจากกระทรวงไปประกอบสั่งฟ้อง ส่วนคราบน้ำมันได้ส่งผู้เชี่ยวชาญไปแก้ปัญหา
“การแจ้งจับที่ ศรีมหาโพธิ โรงงานที่ตนแจ้ง เจ้าของโรงงานก็รู้ว่าลูกใคร บ่งบอกว่าเป็นของใคร มีโทรศัพท์มา แต่ผมบอกไม่ได้ ใครผิดจับหมด ผมกล้าพูดได้ในที่นี้ว่า ผมและครอบครัวผมไม่มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ใครที่ทำร้ายประเทศ ประชาชนและสิ่งต่างๆ ผมจับหมดทุกคนไม่ปล่อยไว้ ผมจะหารือกับรองนายกฯปกรณ์ นิลประพันธ์ เพื่อหารือแก้กฎหมาย ให้มีบทลงโทษสูงสุด อย่าให้ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นแดนสนธยาของคนทิ้งขยะ ผมรับไม่ได้ หากจะแก้ปัญหาสิ่งที่ง่ายคือ ห้ามนำเข้า แต่สินค้าที่มีส่วนผสมโลหะเหล่านี้จะแพงขึ้น ทั้งนี้ ผมเป็นสส. อยู่ทีละสมัยๆ หากทำแล้วครบสมัยแล้วทำอะไรไม่ได้ ไม่ควรจะเป็นอีก” นายสุชาติ ชี้แจง
กระบี่เร่งระดมกำลังช่วยชาวบ้าน
ส่วนที่ จ.กระบี่ ได้มีการเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน หลังเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำหลากและน้ำท่วมขังบ้านเรือนประชาชนรวมถึงเส้นทางคมนาคมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 5 ตำบลปกาสัย อำเภอเหนือคลอง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เร่งเข้าอพยพเคลื่อนย้ายประชาชนกลุ่มเสี่ยงไปยังพื้นที่ปลอดภัย พร้อมประสานให้พักอาศัยกับญาติเป็นการชั่วคราว โดยย้ำความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก ปฏิบัติการช่วยเหลือในครั้งนี้ ได้บูรณาการกำลังพลนำโดยนายอำเภอเหนือคลอง, นายกองค์การบริหารส่วนตำบลปกาสัย สนับสนุนร่วมกับชุดเฉพาะกิจมูลนิธิประชาสันติสุข, หน่วยกู้ภัย อบต.ปกาสัย, มูลนิธิประชาแสนสุข เขตอำเภอเหนือคลอง, ชุดกู้ภัย อบต.คลองขนาน และกำลังพลทหารจากกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 15 (ร.15 พัน 1) พร้อมนำรถยนต์ยกสูงเข้าสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือและอพยพผู้ประสบภัยในพื้นที่เสี่ยงอย่างเต็มกำลัง
5อำเภอได้รับผลกระทบหนัก
ด้านสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จังหวัดกระบี่ รายงานสถานการณ์ภาพรวมว่า เหตุฝนตกหนักและลมกระโชกแรงส่งผลกระทบครอบคลุมพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองกระบี่, อำเภออ่าวลึก, อำเภอคลองท่อม, อำเภอเขาพนม และอำเภอเหนือคลอง รวมเบื้องต้น 13 ตำบล 22 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับผลกระทบ 80 ครัวเรือน เส้นทางคมนาคมเสียหาย 5 สาย ฟาร์มสุกรได้รับผลกระทบ 1 แห่ง นอกจากนี้ ในพื้นที่อำเภอเขาพนมยังพบรายงานสายไฟฟ้าแรงสูงขาด 1 จุด และเสาไฟฟ้าหักโค่นล้มอีก 5 ต้น ในเบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยสถานการณ์ส่วนใหญ่ระดับน้ำเริ่มลดลงเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ยังมีพื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่งที่มีน้ำท่วมขัง ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเร่งสำรวจความเสียหายพร้อมให้ความช่วยเหลือ พร้อมกันนี้ยังคงเตรียมความพร้อมกำลังพลและยานพาหนะเพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินและการอพยพเพิ่มเติม
ทั้งนี้ จากการคาดการณ์สภาพอากาศพบว่าจังหวัดกระบี่ยังคงมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนักต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 25 ต.ค. 2569 โดยเฉพาะช่วงบ่ายถึงค่ำ จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด งดเว้นการขับขี่รถหรือเดินลุยกระแสน้ำหลาก และหลีกเลี่ยงจุดเสี่ยงสายไฟฟ้าชำรุดเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
ปภ.เผยยังมีน้ำท่วม22จังหวัด
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ประกอบกับการระบายน้ำที่ไหลมาจากภาคเหนือ มาสมทบกับมวลน้ำในภาคกลาง ทำให้ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 22 จังหวัด ได้แก่ จ.พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี กระบี่ และสตูล รวมถึงกรุงเทพมหานคร รวม 88 อำเภอ 715 ตำบล 5,435 หมู่บ้าน 604,265 ครัวเรือน 1,830,946 คน
ทั้งนี้ ปภ.ยังคงติดตามและเฝ้าระวังสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ซึ่งอธิบดี ปภ.ได้กำชับสำนักงาน ปภ.จังหวัด ศูนย์ ปภ.เขตในพื้นที่ประสบภัยให้ความช่วยเหลือประชาชน พื้นที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้ว ให้เร่งสำรวจความเสียหายและฟื้นฟูพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจัดทำข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบ และดำเนินการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว
อุตุฯเตือนฝนตกกระหน่ำถึง25ต.ค.
นายนัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา รักษาราชการแทน อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย(มีผลกระทบในช่วงวันที่ 19-25 ตุลาคม 2569) ฉบับที่ 5 (264/2569)โดยมีใจความว่าในช่วงวันที่ 19-20 ต.ค. 69 ภาคใต้และภาคตะวันออกจะมีฝนตกต่อเนื่องและฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 21-25 ต.ค. 69 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากลมกระโชกแรง ฝนตกหนักถึงหนักมาก และฝนตกสะสมที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก รวมทั้งดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังได้
ขอให้ประชาชนระมัดระวัง
ทั้งนี้ เนื่องจากในช่วงแรกร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนล่าง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันตอนล่าง หลังจากนั้นแนวร่องมรสุมจะเลื่อนขึ้นมาพาดผ่านภาคใต้ตอนกลาง ในขณะที่บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนจะแผ่ปกคลุมภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และทะเลจีนใต้ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ขอให้ประชาชนวางแผนการใช้ชีวิตและการเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างระมัดระวัง จึงขอให้ติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

