ประชุม3ฝ่ายวงแตก ซักฟอกเดือด วิปยังตกลงกันไม่ได้ ถกใหม่อีกรอบ22ต.ค. ฝ่ายค้านยืนกราน5วัน รัฐบาลไม่ยอมขอ3+1

ประชุม3ฝ่ายวงแตก
ซักฟอกเดือด
วิปยังตกลงกันไม่ได้
ถกใหม่อีกรอบ22ต.ค.
ฝ่ายค้านยืนกราน5วัน
รัฐบาลไม่ยอมขอ3+1
นายกฯย้ำ 27-30 ตุลาคม เหมาะสมอภิปราย มอบ“ภราดร”ถกวิป3 ฝ่าย ยังไม่ชัดควบรวมภท.-กธ.ขอรอทีละขั้นตอน ลงมติค่อยว่ากันด้าน“มาร์ค”อย่าด้อยค่ามองแค่พิธีกรรม สวน“อนุทิน” บริหารจัดการเวลารับมือ “ศึกซักฟอก” ไม่ใช่เรื่องยาก ย้ำธงฝ่ายค้าน ยึดอภิปราย 5 วัน-ครอบคลุมทั้ง 18 รมต.ขอรอวิป 3 ฝ่ายเคาะ เมิน“เขียว” ควบรวม“น้ำเงิน” ลั่นปชป.ทำหน้าที่ตรวจสอบรบ.ขณะที่“ยศชนัน” ยันเพื่อไทยไม่หวั่นกระแสกธ.-ภท.ควบรวม ชี้ไร้สัญญาณปรับ ครม.ขอมุ่งชูผลงานสู้ ประชุมวิป3ฝ่ายล่ม นัดถกใหม่22ต.ค.นี้
เมื่อวันที่ 21ตุลาคม2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกำหนดกรอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา151 ว่า วันที่ 21ตุลาคมนี้ วิป 3ฝ่ายจะหารือกัน โดยรัฐบาลมอบหมายให้ นายภราดร ปริศนานทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไปร่วมหารือ ซึ่งข้อเสนอของรัฐบาล คือต้องอยู่ในวันที่รัฐมนตรีไม่ไม่ติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทั้ง 18คน ซึ่งจะอยู่ในกรอบระหว่างวันที่ 27-30ตุลาคม2569 เพราะหลังจากนั้นตนติดภารกิจที่ต่างประเทศ และมีการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดอุดรธานี รวมถึงมหกรรมพืชสวนโลก นอกจากนี้ ตนยังติดภารกิจเดินทางไปร่วมการประชุมอาเซียน และการประชุมเอเปก รวมถึงยังมีพระราชพิธีต่างๆ ที่จะต้องมีการซักซ้อม เพราะฉะนั้น มีการพิจารณาแล้วว่าช่วงวันที่ 27-30 ตุลาคม รัฐมนตรีทุกคนจะได้มาฟังการอภิปราย และช่วยกันชี้แจงได้ ซึ่งกรอบระยะเวลานี้ทางรัฐบาลจะแจ้งให้รัฐสภารับทราบ และเชื่อว่าทุกคนมีเหตุผล ซึ่งสามารถยืดหยุ่นได้
‘หนู’ย้ำควบรวม2พรรคค่อยว่ากัน
นายกฯ กล่าวอีกว่า นายภราดรจะไปหารืออาจจะมีการเพิ่มสัดส่วนเวลาให้ฝ่ายค้าน เพราะคนชี้แจงไม่ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ ถ้าใช้เวลาเป็นชั่วโมงคงออกแม่น้ำไปกันหมด แต่การชี้แจงต้องเน้นๆเนื้อๆ ถามมาอย่างไรก็ตอบไปให้ชัดเจน พร้อมแสดงหลักฐานต่างๆ ดังนั้น หากเลื่อนวันในการอภิปรายไม่ได้ก็มาปรับเวลาในการอภิปรายให้ลงตัว โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องตึงเครียด ส่วนฝ่ายค้านจะรับข้อเสนอนี้ได้หรือไม่ให้ขึ้นอยู่กับการหารือร่วมกันของทั้ง 3ฝ่าย เมื่อถามว่า หลายคนคาดการณ์ว่าหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทางเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี และดึงพรรคกล้าธรรมเข้ามาร่วมรัฐรัฐบาล นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ยังไม่อภิปรายไม่ไว้วางใจเลย และยังกำหนดวันไม่เสร็จ เมื่อถามย้ำว่า มีความเป็นไปได้ที่พรรคกล้าธรรมจะมาควบรวมกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า เอาทีละขั้นตอน ขอรอให้กำหนดวันมาฟังการอภิปราย และลงมติก่อนค่อยว่ากัน
เมื่อถามย้ำว่า มีรายงานว่าพรรคกล้าทำรวบรวมกับพรรคภูมิใจไทย นายกรัฐมนตรี ถามกลับว่าใครรายงาน ถ้าผู้สื่อข่าวรายงานก็ไปถามกันเอง
‘วรศิษฎ์’ไม่หนักใจซักซักฟอก
ด้าน นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงการเตรียมพร้อมชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า มีการเตรียมพร้อมไว้ทุกอย่าง ซึ่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้เป็นสิทธิของฝ่ายค้านที่พึงกระทำได้ ถือเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่เขาจะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอยู่แล้ว และตนเชื่อว่ารัฐมนตรีทุกคนมีความพร้อมที่จะชี้แจงทุกอย่างที่ฝ่ายค้านสอบถามเข้ามา สำหรับตนไม่มีประเด็นอะไรที่น่าหนักใจ เพราะที่ผ่านมาการทำงานก็ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา พร้อมที่จะชี้แจงทุกอย่างอยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการเก็งข้อสอบของฝ่ายค้านที่จะนำมาอภิปรายหรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ความจริงเตรียมไว้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่ในกระแสสังคม คือ เรื่องการทุจริตสอบเข้าข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งไม่ได้กังวลอะไร เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ หากจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ได้ซีเรียสกับการที่จะเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ได้เป็น เพราะไม่ว่าอยู่ตรงไหนก็สามารถทำงานได้ เป็น สส.ก็ทำงานได้ หรือถ้าไม่ได้เป็น สส.ก็สามารถทำงานในรูปแบบอื่นได้ และถ้าจะเป็นรัฐมนตรีก็สามารถทำงานในอีกบทบาทหนึ่งได้ ไม่ได้ซีเรียสอะไร
‘ธนกร’ชี้เน้นเนื้อหา-ไม่ใช่จำนวนวัน
นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยืนยันว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลต้องใช้เวลา 5วัน เพราะจำนวนรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย และผู้ที่จะอภิปรายค่อนข้างเยอะว่า แค่เริ่มติดกระดุมเม็ดแรกก็ผิดแล้ว แทนที่ฝ่ายค้านจะเอาเนื้อหาป็นตัวตั้ง แล้วอภิปรายในภาพรวมให้ครอบคลุมทุกประเด็น กลับเอาเรื่องจำนวนวันเป็นตัวตั้ง เพื่อหวังจะเรียกคะแนนนิยมโดยไม่สนข้อเท็จจริง มีแต่จะสร้างความเบื่อหน่ายให้กับพี่น้องประชาชนที่รอฟังข้อเท็จจริงจากการอภิปราย ถือว่าเสียของและเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งจนถึงวันนี้ก็มีแต่โหมโรงว่าข้อมูลในมือเป็นเรื่องลับ แต่พอเอาเข้าจริงก็ตกม้าตายทุกที จึงอยากให้นเน้นประสิทธิภาพมากกว่าปริมาณ ประชาชนจะได้ประโยชน์แท้จริง
ยันภท.มีเอกภาพ-ไม่ต้องเป็นห่วง
ส่วนกรณีฝ่ายค้านอ้างว่า มีกระบวนการบางอย่างที่ไม่เป็นความสามัคคี หรือสมานฉันท์ในฝ่ายสีน้ำเงินนั้น นายธนกร กล่าวว่า วันนี้อยากให้ฝ่ายค้านเอาตัวเองให้รอดก่อนดีกว่า เพราะคุยโวเอาไว้เยอะ ถึงเวลาจะได้ไม่เที่ยวอ้างว่าถูกสกัดไม่ให้ส่งข้อมูลให้ฝ่ายค้านเพื่อหวังแก้ผ้าเอาหน้ารอด ร้ฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี วันนี้แน่นแฟ้นกลมเกรียว ยิ่งพรรคภูมิใจไทยยิ่งเป็นเอกภาพ คงไม่ต้องเดือดร้อนถึงฝ่ายค้านให้ต้องมากังวล“ถ้าฝ่ายค้านใช้เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างตรงไปตรงมา การอภิปรายครั้งนี้ก็จะมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์กับประชาชน แต่ถ้าเน้นสร้างวาทกรรม สาดโคลนก็เสียดายเวลาแทนพี่น้องประชาชนที่ต้องมานั่งทนฟัง ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมให้ตรวจสอบ ถ้าคิดว่ามีหลักฐานเด็ดก็ดำเนินการตามช่องทางกฎหมายที่เปิดไว้ให้ได้ ไม่ใช่เอาแต่อ้างว่ามีหลายปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เพราะอย่างน้อยควบคุมพฤติกรรมตัวเองให้ได้ก็ยังถือว่าเกิดประโยชน์กับประชาชน” นายธนกร กล่าว
‘มารค์’ยัน5วัน18รมต.เหมาะสม
ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่ทาง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ออกมาระบุควรเป็นช่วงวันที่ 27 - 30ต.ค.นี้ เพราะหลังจากนั้นติดภารกิจไปต่างประเทศ ว่า ต้องเริ่มต้นจากการพิจารณาสิ่งที่จะทำ คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นญัตติของฝ่ายค้านที่ยื่นต่อประธานสภาฯ ไปแล้ว คือการอภิปรายรัฐมนตรีทั้งหมด 18คน ในส่วนของฝ่ายค้านที่คุยกันต้องใช้เวลาประมาณ 5 วัน ในการอภิปรายทั้ง 18 คน อย่างครบถ้วนตามเนื้อหาสาระ ตรงนี้คือตัวตั้ง แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ การอภิปรายไม่ไว้วางใจคงไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลจะมาบอกว่า สะดวกตอบแค่เท่านี้ วันนั้น วันนี้ ก็อยากให้ทุกอย่างราบรื่น คิดว่าวันนี้ในการประชุมวิป 3 ฝ่าย จะมีทางออกอย่างไร เข้าใจว่าฝ่ายรัฐบาลจะมาสอบถามความจำเป็นในการใช้เวลา ทางฝ่ายค้านที่ไปประชุมก็พร้อมอธิบายอยู่แล้ว ว่าทำไมถึงต้องการเวลา 5วัน ส่วนภารกิจนายกฯ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ว่างตลอด ก็ต้องหาวิธีการ กำหนดบริหารจัดการได้ ไม่ใช่เรื่องที่ยากจนเกินไป
อย่าด้อยค่ามองแค่เป็นพิธีกรรม
เมื่อถามว่า ทางนายกฯระบุจะเพิ่มเวลาให้ฝ่ายค้านแล้วไปลดเวลาฝ่ายรัฐมนตรีที่จะชี้แจง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงไม่ใช่แบบนั้น ตนยังสงสัยว่า ทำไมถึงอยากลดเวลาชี้แจงของตัวเอง ตนอยากให้นายกฯ กลับไปทบทวนว่านายกฯ พูดถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจในลักษณะด้อยค่ากระบวนการมาตั้งแต่ต้น ก็เลยคิดว่าเป็นแค่พิธีกรรม ที่จะปล่อยผ่านไปให้เสร็จๆ แต่มันไม่ใช่ นี่เป็นกระบวนการสำคัญในการตรวจสอบในระบอบประชาธิปไตย ฝ่ายที่พูดก็อยากนำเสนอข้อมูลเต็มที่แล้วก็ประสงค์จะได้คำตอบ แล้วก็อยากให้ สส.ทุกคนไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตาม ได้ฟังทั้งผู้อภิปราย และผู้ชี้แจงอย่างเต็มที่ แล้วตัดสินใจว่าทั้ง 18 ราย สมควรจะได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ต่อไปหรือไม่ ถ้าเราเคารพกระบวนการประชาธิปไตยแบบนี้ มันไม่มีปัญหา สามารถบริหารจัดการเวลาได้ ตนก็เคยเป็นนายกฯ มาแล้ว
ฝ่ายค้านทำตามเจตนารมณ์รธน.
เมื่อถามว่า นายกฯ บอกว่าหลังจากวันที่ 30 ต.ค.เป็นต้นไปไม่ว่างแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็ไม่เป็นไร ถ้าไม่ได้ ก็ไปวันหลังก็ได้ หากมีนัดหมายล่วงหน้าไปต่างประเทศที่จำเป็น เราเข้าใจอยู่แล้ว เราคงไม่ไปคาดคั้น แต่เราไม่เชื่อว่าจะไม่สามารถบริหารจัดการเวลาที่จะให้สภาฯ ใช้เวลาเพียง 1 สัปดาห์ ในการตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ เมื่อถามว่า หากไม่ได้จริงๆ ฝ่ายค้านจะรอหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทำไมจะไม่ได้ มันก็ได้อยู่แล้ว ถ้าจะให้ อย่างไรคงต้องรอวิป 3 ฝ่าย หารือกันด้วยเหตุผล ว่าความจำเป็นของรัฐมนตรี 18 คน มีผู้อภิปรายกี่คน คนละกี่นาที ใช้เวลากี่ชั่วโมง มันคำนวณออกมาได้อยู่แล้วถ้ารัฐบาลบอกไม่ต้องตอบ ยกมือให้อย่างเดียว มันก็ยิ่งเป็นการยืนยันว่าในที่สุดรัฐบาลนี้ไม่ได้เคารพการทำงานของสภาฯ มองแค่ทุกอย่างเป็นเรื่องพิธีกรรม
ควบรวม2พรรคต้องถามภท.-กธ.
เมื่อถามว่า มีการมองกันว่าภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะมีการควบรวมกันระหว่างพรรคกล้าธรรม (กธ.) กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะตนไม่ได้อยู่ทั้ง 2 พรรค ได้ยินข่าว ข่าวก็มีทุกวันว่า คนนั้นจะยุบรวบ คนนี้จะเปลี่ยนขั้ว แต่ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ตอนนี้เป็นฝ่ายค้าน มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์เราไม่ได้จะอภิปรายทั้ง 18 ราย ที่ดูไว้มี 4 - 5 ราย ที่พรรคจะอภิปรายเป็นหลัก แต่พรรคประชาชน (ปชน.) บอกว่ามีข้อมูล 18 ราย ก็ต้องให้เวลาเต็มที่
เมื่อถามว่า การควบรวมเกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะอดีตเคยเกิดขึ้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า โดยเจตนาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ได้ให้ควบรวม แต่ส่วนใหญ่ใช้วิธีขับตัวเองออกจากพรรค แล้วไปสังกัดพรรคใหม่ แต่อย่างไรแล้วมาถามพวกตนไม่ได้ ต้องไปถามพรรคภท.กับพรรค กธ.ว่า มีเหตุผลอย่างไร
‘ยศนันท์’ยันโหวตหนุนรบ.เต็มที่
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกระแสข่าวพรรค กธ.จะควบรวมกับพรรค ภท.และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯไม่ได้มีท่าทีออกมาปฏิเสธในเรื่องนี้อย่างชัดเจน มองได้หรือไม่ว่า เป็นการกดดันให้พรรค พท.ไม่แตกแถวารยกมือโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ต้องกลับมาที่จุดยืนแนวทาง ซึ่งได้มีการพูดคุยกับนายกฯว่า หากมีการอภิปรายนายกฯ แต่เกี่ยวข้องของกระทรวงที่ตนกำกับดูแลอยู่ ก็ต้องมีการเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ โดยมีแนวทางที่จะใช้ 5กระทรวงนี้ แสดงผลงานให้ประชาชนเป็นที่ประจักษ์ว่า เราตั้งใจทำงานจริงๆ ครั้งนี้พรรค พท.ทั้ง 5กระทรวง มีความแนบแน่นเชื่อมโยงกับกระทรวงอื่นๆ และทำงานกันอย่างเป็นเอกภาพ ซึ่งเราต้องสนับสนุนรัฐบาล เพราะสิ่งที่รัฐบาลทำแม้ว่าจะคนละกระทรวง แต่มีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งก็ได้พูดคุยกันว่าให้ทุกคนเตรียมความพร้อมเพื่อให้รัฐบาลนั้นมีเอกภาพ
ไม่มีสัญญาณปรับเปลี่ยนกระทรวง
เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้พรรค กธ.ก็ออกมาแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นที่สนใจของพรรค จะส่งแรงกระเพื่อมและทำให้เกิดการสั่นคลอนกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า เมื่อสักครู่ได้มีการประชุมกับภาคส่วนต่างๆ พยายามใช้ผลงาน และกลไกการขับเคลื่อนต่างๆที่เป็นเอกภาพ เพื่อที่ประชาชนจะมั่นใจได้ว่าเราทำงานอย่างต่อเนื่อง และพูดคุยกันในหลายๆส่วน พร้อมย้ำว่ายังไม่ได้รับสัญญาณว่า จะมีการปรับเปลี่ยนกระทรวงแต่อย่างใด เมื่อถามย้ำว่า จะไม่กลายเป็นเงื่อนไขในการต่อรองสมการทางการเมืองใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะตนยังไม่ได้รับการทาบทามเรื่องนี้ ก่อนที่จะหัวเราะ แล้วกล่าวต่อว่าที่รับทราบมาต้องทำหน้าที่ในกระทรวงที่กำกับดูแลให้ดีที่สุด ซึ่งทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อสักครู่ก็ได้มีการพูดคุยกันในหลากหลายเรื่อง และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จะมีการประชุมเรื่องผู้สูงอายุ ที่ปัจจุบันก็เป็นไปได้ดี และขณะนี้ก็พยายามทำเรื่อง Universal Design เพื่อเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว ในด้านการศึกษากระทรวง อว.ก็ขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี กระทรวงแรงงานเองก็มีกฎหมายหลายอย่างที่ผ่านและเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว ซึ่งตนคิดว่าประชาชนก็อยากให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง
อยู่หรือไปอยู่ที่ปชช.-ผลการทำงาน
ส่วนกรณีที่ รศ.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ออกมาระบุว่า หากมีการรวมตัวระหว่างกธ.และภท.ส่งผลให้พท.ไร้แต้มต่อ มองเรื่องนี้อย่างไร นายยศชนัน กล่าวว่า การทำงานอย่างมีเสถียรภาพ ถือเป็นจุดสำคัญวันนี้เรื่องร่วมรัฐบาลหรือไม่ร่วมรัฐบาล ต้องแยกออกจากกัน เพราะวันนี้เราเป็นรัฐบาลอยู่แล้ว ทำงานอยู่แล้ว เป็นรัฐมนตรีอยู่แล้ว ต้องทำงานให้ดีที่สุด และคนที่จะตัดสินใจว่า ให้เราอยู่หรือไม่ คือประชาชนที่จะดูที่ผลงาน ซึ่งปัจจุบันก็ชวนให้รัฐมนตรีแต่ละคน แสดงผลงานต่างๆ และก่อนหน้านี้พรรค พท.ก็ได้แถลงผลงานของ 5 กระทรวงในรอบ 3 เดือนไปแล้วว่าทำอะไรไปบ้าง ตอนนี้ 6 เดือน รัฐมนตรีแต่ละคนก็แถลงย่อยกันไปแล้วว่าทำอะไรไปบ้าง และคงเห็นได้ว่าเราไม่ได้ทำงานคนเดียวแต่ทำงานร่วมกับประชาชน และหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ อย่างมีเอกภาพ
ถกวิป3ฝ่ายล่ม-นัดใหม่22ต.ค.นี้
เวลา 15.15น.ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนคนที่ 1 เป็นประธานการประชุม วาระ และกำหนดวันประชุมและการจัดสรรเวลาในการพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา151ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย2560 โดยมี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม เข้าร่วมประชุม หลังจาก นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รัฐมนตรี ซึ่งฝ่ายค้านต้องการ 5 วัน แต่ฝ่ายรัฐบาลให้ได้แค่ 3 วัน โดยก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย บอกด้วยว่า ให้ได้ช่วง 27-29ต.ค.เนื่องจากหลังจากนั้นมีภารกิจไปต่างประเทศหลายครั้ง
จากนั้น เวลา 17.40 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่มีการประชุมกว่า 2 ชั่วโมง 30 นาที ได้รับแจ้งว่า ยังไม่สรุป นัดกันใหม่ในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ เวลา 14.00 น. โดยได้ให้แต่ละฝ่ายไปทำการบ้านมา
ขอ’เท้ง’ซักฟอกรบ.ก้กม.ภาษีบาป
ที่รัฐสภา ภาคประชาชน ยื่นหนังสือถึงนายณัฐพงษ์ เรืองปัญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้แสดงจุดยืนคัดค้านและผลักดันให้รัฐบาล และพรรคภูมิใจไทยถอนร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่เกี่ยวข้องกับ 4 องค์กรที่ได้รับงบตรงจากภาษีเฉพาะจากบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบริษัทบุหรี่ (Earmarked Tax) หรือภาษีบาป โดยมีน.ส.ณัฐยา บุญภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นตัวแทนรับมอบ
โดยตัวแทนภาคประชาชน กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลยื่นร่างกฎหมาย ปรับเปลี่ยนการรับงบประมาณของ 4 องค์กร จากที่ได้งบฯ ตรงจากภาษีบาปนั้น จะกระทบกับการทำงานด้านส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค และความเป็นอิสระของสื่อ จึงขอเรียกร้องไปยังพรรคประชาชน 4 เรื่องคือ 1.ขอให้แสดงจุดยืนคัดค้านร่างแก้ไขกฎหมาย และขอให้ผลักดันให้รัฐบาลถอนร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ออกจากการพิจารณา 2.ขอเรียกร้องให้มีการใช้กลไกการปฏิรูปโครงสร้างองค์กร โดยตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วน รวมถึงภาคประชาชนสังคมและเครือข่ายผู้ใช้แรงงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบสร้างความโปร่งใส ไม่ลดทอนความเป็นอิสระ 3.ขอให้พิจารณาโดยเน้นความสำคัญของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับแรงงานที่ต้องการการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคอย่างต่อเนื่องและ4.ขอให้พรรคประชาชนพิจารณาอย่างเร่งด่วนในประเด็นผลกระทบด้านสุขภาพ ความปลอดภัย ความมั่นคงในสถานประกอบการ แรงงานนอกระบบและแรงงานที่มีปัญหาสถานะบุคคล หวังว่าร่างกฎหมายทั้ง 4ฉบับของ นายอนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะถูกถอนออกจากการพิจารณาของสภาฯ
หวั่นระบอบสีน้ำเงินกลืนประเทศ
ด้าน นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและความเป็นธรรม (We Fair) กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนการจัดสรรงบฯเท่านั้น แต่เกี่ยวกับการกระจายอำนาจ การรวมกลุ่มของพี่น้องประชาชนและกลไกสาธารณะต่างๆ ในวันที่สังคมตั้งคำถามเยอะเกี่ยวกับระบอบบสีน้ำเงิน ทำให้เรากังวลว่าการแก้ไขกฎหมายรอบนี้เป็นลักษณะของการกินรวบประเทศนี้หรือไม่ รวมถึงจะมีการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนสุราและบุหรี่หรือไม่ ฉะนั้น จึงขอให้พรรคประชาชนในฐานะแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านใช้กลไกรัฐสภาในการตรวจสอบร่างกฎหมายดังกล่าว โดยเข้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะถึงนี้ด้วย
ขณะที่ น.ส.ณัฐยา กล่าวว่า เราจะรับหนังสือร้องเรียนนี้ไปหารือกันต่อไป ทั้งนี้ยอมรับว่า มีประชาชนแสดงความเห็นต่อร่างกฎหมายทั้ง 4ฉบับทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย สะท้อนให้เห็นว่ามีผลกระทบกับสังคมในวงกว้าง จึงต้องร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบ

