ปธ.สภาวอนถอยคนละก้าว ไล่คุยกันให้จบ ยังไม่รีบบรรจุญัตติ

ปธ.สภาวอนถอยคนละก้าว
ไล่คุยกันให้จบ
ยังไม่รีบบรรจุญัตติ
ศึกซักฟอกรอไปก่อน
พ่นน้ำลายเป็นหมัน
‘อนุทิน’เปิดใจเสาร์นี้
ศึกพ่นน้ำลายซักฟอกรัฐบาล อนุทิน สัปดาห์หน้ารอไปก่อนประธานโสภณ ไล่ 2 ฝ่ายไปคุยกันให้จบ ยังไม่บรรจุญัตติคาดต้องไปลุ้นพฤศจิกายนหรือธันวาคม ฝ่ายค้านทำได้แค่ชกลมฟรี เสียงอ่อนถ้าเลื่อนไปอีก 4 วันก็ได้ด้านนายกฯ แจงทุกประเด็นร้อน! รายการ “คุยกับครม.อนุทิน” เสาร์นี้ลั่นเป็นนายกฯคิดถึงบ้านเมืองก่อนการเมือง
เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 23 ต.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยเป็นภาพตนเองขณะนั่งบนโต๊ะ พูดคุยกับบิดา นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ในโมเมนต์เรียบง่าย ซึ่งภาพดังกล่าวเผยให้เห็นว่านายอนุทินตั้งใจฟังบิดา กำลังยกนิ้วโป้งเล่าเรื่องราวด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นกันเอง
โดยนายอนุทิน เขียนแคปชันสั้นๆว่า “เสี่ยฮ่อ !!และคำภาษาจีน “很好” อ่านว่า “เหินห่าว” ในภาษาจีน หมายถึง “ดีมาก” หรือ “ยอดเยี่ยมมาก”
นายกฯแจงทุกประเด็นร้อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ“คุยกับครม.อนุทิน”ซึ่งเตรียมออกอากาศเป็นเทปที่ 8 ในวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2569 นี้ เวลา 09.05น.หลังประเดิมเทปแรกตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมาโดยมีนางสาวอุบลรัตน์ เถาว์น้อย อดีตผู้ประกาศข่าว เป็นผู้ดำเนินรายการ
ทั้งนี้จากการเปิดเผยตัวอย่างรายการผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของผู้ดำเนินรายการ นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงในหลากหลายประเด็นสำคัญทางการเมือง ทั้งเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ กระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย การเดินทางเยือนต่างประเทศ รวมถึงกระแสข่าวเรื่องการควบรวมกับพรรคกล้าธรรม รวมถึงประเด็นเรื่องเศรษฐกิจ และ ยุทธศาสตร์ด้านต่างประเทศของรัฐบาล
ขณะเดียวกันทางรายการได้เผยแพร่ไฮต์ไลท์โปรโมตรายการระบุว่า เปิดใจตอบทุกคำถามกับนายกรัฐมนตรีตอบทุกประเด็นทั้งบ้านเมืองและการเมือง
“วันนี้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมคิดการเมืองก่อนไม่ได้ ผมต้องคิดถึงบ้านเมืองก่อน”
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า นางสาวอุบลรัตน์ กำลังจะเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะทำงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอีกด้วย.
ศุภจีขอบคุณเสี่ยหนู
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ กล่าวขอบคุณนายอนุทิน ที่ให้สัมภาษณ์สยบกระแสการปรับพ้นคณะรัฐมนตรี (ครม.) และกระทรวงพาณิชย์ว่า “หากเอาศุภจีออก ต้องเอาอนุทินออกด้วย” โดยนางศุภจี ระบุ ว่า “ได้ยินแล้ว”
เมื่อถามว่า รู้สึกสบายใจขึ้นหรือไม่นั้น นางศุภจี กล่าวว่า รู้สึกขอบคุณท่านนายกฯ ที่พูดแบบนั้น เพราะส่วนตัวยังไม่ได้คุยกับนายกฯ เลยตั้งแต่มีข่าว
เมื่อถามว่ากำลังใจยังดีอยู่และพร้อมทำงานใช่หรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า มีกำลังใจตลอดเวลาพร้อมทำงานทุกวัน ส่วนมั่นใจหรือไม่ว่าจะไม่ถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรีตามกระแสข่าว นางศุภจี ตอบสั้นๆ ว่า “ตามที่นายกฯ บอกเลยค่ะ”
ปธ.ให้วิปถอยกันคนละก้าว
นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร (วิป) 3 ฝ่าย ยังหาข้อสรุปกำหนดวันประชุมและการจัดสรรเวลาในการพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ไม่ได้ ว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ตนได้มอบหมายให้น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ไปเจรจาหารือ
“แต่จากที่ได้รับทราบนั้นการหารือทั้ง 2 ครั้งล่มไม่เป็นผล ซึ่งฝ่ายค้านต้องการอภิปราย 5 วัน ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลแจ้งความพร้อม 3 วัน และผลการเจรจาให้มา 4 วัน ทำให้ฝ่ายค้านวอล์กเอาต์ไม่สามารถตกลงกันได้ หลังจากนั้นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคได้ขึ้นไปพบตนที่ห้องทำงาน”
นายโสภณ กล่าวต่อว่าตนอยากให้การเจรจาพูดคุยเป็นไปอย่างเรียบร้อย จึงได้ขอว่าทั้งสองฝ่ายพบกันครึ่งทางคือ 4 วันได้หรือไม่ ฝ่ายค้านก็บอกว่ามีปัญหาเรื่องการปรับลดจำนวนผู้อภิปรายลง ตนจึงถามกลับว่ามันยากขนาดนั้นเลยหรือ ฝ่ายค้านบอกว่ายาก เนื่องจากมีการเตรียมข้อมูลไว้แล้ว ซึ่งตนได้ถามอีกว่าแล้วสรุปจะเอาวันไหน ฝ่ายค้านก็บอกว่าหากให้ 4 วันจริง จะเป็นวันไหนก็ได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนและเดือนธันวาคม
อาจเลื่อนพ่นน้ำลายไปพย.-ธค.
นายโสภณ กล่าวต่อว่า ตนอยากให้อภิปรายให้จบ จะได้ไม่เป็นภาระของแต่ละฝ่าย เราจะได้ไปทำงานอย่างอื่น แต่เมื่อฝ่ายค้านยืนยันว่าหากให้ 4 วันจริง จะขอเป็นในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม
“หากผมจะใช้ดุลพินิจและมีการบรรจุญัตติก็จะยิ่งมีปัญหา เพราะผมอยากให้สภาจบที่การพูดคุยกัน จึงได้ให้แต่ละฝ่ายไปพูดคุยกันอีกครั้งให้จบ ซึ่งตนจะมีหน้าที่ในการบรรจุญัตติ เพราะการประชุมต้องพร้อมทั้งฝ่ายที่จะตอบและฝ่ายที่จะถาม รวมถึงองค์ประชุมที่ต้องช่วยกันทุกฝ่าย”ประธานสภาฯย้ำ
เมื่อถามว่า หากเป็นช่วงเดือนธันวาคมรัฐบาลจะพร้อมหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบ ทราบเพียงแค่ฝ่ายค้านยืนยันว่าหากเป็น 4 วันขอเป็นวันอื่นในช่วงเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม
เมื่อถามถึง กรณีที่ฝ่ายค้านอยากให้ประธานสภาทำหนังสือแจ้งกลับไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าจะสะดวกให้อภิปรายได้ในวันใด เช่น วันที่ 7-11 พฤศจิกายน นายโสภณ กล่าวว่า ตนสามารถทำหนังสือได้ ไม่มีปัญหา แต่ความเรียบร้อยไม่ได้อยู่ที่หนังสือ แต่คือการเจรจาถอยคนละก้าว 2 ก้าว เรื่องก็จะจบ หากเรายืนแบบไม่ถอยให้กัน ประชาธิปไตยต้องจบที่การพูดคุย หากพูดคุยกันไม่ได้ก็ต้องใช้มติ ซึ่งเป็นหลักของประชาธิปไตย หากไม่พอใจในมติที่เกิดขึ้น ก็ไปดูในข้อกฎหมายว่ามติที่เกิดขึ้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
สัปดาห์หน้าไม่มีซักฟอก
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า สัปดาห์หน้าไม่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน เพราะประธานสภาได้บรรจุระเบียบวาระการประชุมปกติไปเรียบร้อยแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่รัฐบาลยอมให้ฝ่ายค้านอภิปราย 4 วันนั้น นายภราดร กล่าวว่า หลังจากที่เจรจากัน น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาคนที่ 1 ในฐานะประธานการประชุม ให้ตนไปสอบถามกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าสามารถขยับเพิ่มขึ้นอีก 1 วันได้หรือไม่ โดยหลังประชุม ครม. ในวันที่ 26 ต.ค.จบแล้ว สามารถให้เปิดประชุมต่อเพิ่มขึ้นอีก 1 วันได้หรือไม่ ซึ่งนายกฯ และ ครม.บอกว่าได้ และจะรีบมาประชุมให้ โดยนัดประชุม ครม. ที่สภาฯ และกำหนดเฉพาะระเบียบวาระที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยล่าสุดคือได้ 4 วัน แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับจากฝ่ายค้าน
“จะมาบอกว่านายกฯ และรัฐบาลปิดกั้นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านก็ขอบอก ว่า ตามปกติที่ผ่านมาก็ 4 วัน ที่ฝ่ายค้านบอกว่าจำนวนชั่วโมงในการอภิปรายสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ ที่สูงที่สุดคือ 40-42 ชั่วโมง แต่เราเสนอว่า ถ้าฝ่ายค้านต้องการเท่าไหร่ เช่น 45 หรือ 48 ชั่วโมง ก็สามารถให้ฝ่ายค้านได้ ส่วนของรัฐบาลก็ลดหลั่นลงมา และเราจะใช้เวลาอย่างกระชับ แต่ไม่ได้รับสัญญาณตอบรับจนเป็นที่มาของประธานสภาฯออกระเบียบวาระการประชุม เพราะไม่สามารถตกลงกันได้”นายภราดร กล่าว
ขอดูตารางงานนายกฯ
เมื่อถามว่า โอกาสที่จะเป็นเดือน พ.ย.และ ธ.ค.ยังได้อยู่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ก็คงต้องเจรจาพูดคุยกัน ซึ่งตนได้ชี้แจงกับที่ประชุมไปแล้วว่าเดือน พ.ย. ตารางของ ครม. จะแน่นมาก โดยเฉพาะช่วงสัปดาห์แรกหลังจากนายกฯกลับจากต่างประเทศ และมีการประชุมครม.สัญจรที่จ.อุดรธานี รวมถึงงานพืชสวนโลก สัปดาห์ถัดไปเข้าใจว่ามีรัฐมนตรีหลายคนที่อยู่ในกลุ่ม 18 คนที่ถูกกล่าวหา อาจมีภารกิจต้องเดินทางไปประชุมต่างประเทศ เช่น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ที่ต้องเดินทางไปประชุมเอเปคล่วงหน้า และอาจมีหลายคนที่ไม่สะดวก
ส่วนสัปดาห์ที่ 3 ก็เป็นไปไม่ได้เพราะนายกฯ เดินทางไปประชุมเอเปค สัปดาห์ที่ 4 จริงๆก็ไม่อยากให้ล่วงเลยไปถึงขนาดนั้น เพราะฝ่ายค้านจะต่อว่ารัฐบาลได้ว่ารัฐบาลพยายามยื้อเวลา และทำให้ช้าไปอีก ซึ่งรัฐบาลไม่ได้มีความประสงค์แบบนั้นจึงได้กำหนดให้เป็นสัปดาห์หน้า เพราะฉะนั้นก็ต้องมาเจรจากันอีกครั้งในช่วงเดือน พ.ย.ว่ามีความเป็นไปได้ในช่วงไหน
เมื่อถามว่า หากเป็นเดือนพ.ย. โอกาสที่จะได้อภิปราย 5 วัน มีน้อยใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ข้อเสนอล่าสุดของฝ่ายค้าน ถ้าเป็นสัปดาห์หน้าเขาขอ 5 วัน แต่ถ้าเป็นเดือนพ.ย. ขอ 4 วัน เพราะฉะนั้นเราก็ดูเวลา 4 วัน รวมลงมติอีก 1 วัน เป็น 5 วัน
“อัครเดช” สวนฝ่ายค้าน
นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะวิปรัฐบาล กล่าวถึงกรณีพรรคร่วมฝ่ายค้านวอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุมคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิป 3 ฝ่าย) และกรณีที่ นายพริษฐ์วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน รวมถึง นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลจัดสรรเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่เหมาะสมว่า รัฐบาลได้เพิ่มเวลาให้ฝ่ายค้านแล้ว จากเดิม 3 วัน เป็น 4 วัน แม้ฝ่ายค้านต้องการ 5 วัน แต่ก็ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมด้วย
นายอัครเดชกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างมีภารกิจในการบริหารราชการแผ่นดิน ขณะที่นายกรัฐมนตรีมีภารกิจต้องเดินทางไปต่างประเทศ ดังนั้นงานของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารล้วนมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ฝ่ายค้านจึงควรลดทิฐิและพิจารณาถึงความสมดุล ไม่ใช่ยึดความต้องการของตัวเองเป็นหลักเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ดึงดัน แต่พยายามหาจุดสมดุลและพบกันครึ่งทางที่ 4 วัน
นายอัครเดชยังชี้แจงถึงข้อกล่าวอ้างของนายรังสิมันต์ที่ระบุว่า ฝ่ายค้านได้รับเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจน้อยกว่าสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า ข้อเท็จจริงเรื่องเวลาที่รัฐบาลจัดสรรให้ในครั้งนี้ กลับมากกว่าสมัย พล.อ.ประยุทธ์ด้วยซ้ำ โดยรัฐบาลเสนอเวลาอภิปรายไว้ประมาณ 45-48 ชั่วโมง ขณะที่ในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ ส่วนใหญ่ฝ่ายค้านได้รับเวลาเพียง 30 กว่าชั่วโมง
นายอัครเดชระบุว่า การเพิ่มเวลาให้ฝ่ายค้านเป็น 4 วัน ถือเป็นการจัดสรรเวลาที่เหมาะสมแล้ว และฝ่ายค้านควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ เพราะหากยังยืนยันเฉพาะความต้องการของตัวเองโดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสม ผู้ที่เสียโอกาสก็คือประชาชนและประเทศชาติ
นายอัครเดชกล่าวต่อว่า การวอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุมไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น และอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจเป็นความพยายามทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องเลื่อนออกไป จากเดิมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม ไปเป็นเดือนพฤศจิกายน เพราะฝ่ายค้านไม่พร้อม
“ถ้าฝ่ายค้านมีความพร้อมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็สามารถอภิปรายได้เลย การที่พยายามดึงเวลาออกไป จึงทำให้เกิดคำถามว่าฝ่ายค้านไม่มีความพร้อม ไม่มีหลักฐานหรือข้อมูลเพียงพอที่จะอภิปรายรัฐมนตรีที่ยื่นญัตติไว้แล้วหรือไม่” นายอัครเดชกล่าว
คืนศักดิ์ศรีฝ่ายนิติบัญญัติ
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงปัญหาการหารือเพื่อจัดสรรเวลาในการพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ใจความสรุปว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นช่องทางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ให้ฝ่ายนิติบัญญัติ คือฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลได้ปีละ 1 ครั้ง ถือเป็นการตรวจสอบถ่วงดุล ตามหลักประชาธิปไตย
โดยฝ่ายค้านต้องรวบรวมข้อมูล เตรียมผู้อภิปราย จนสรุปว่าครบถ้วน จะอภิปรายรัฐมนตรีจำนวน 18 คน ถือว่า เยอะกว่ายุคพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ที่ถูกยื่นอภิปราย 9-10 คน ดังนั้นรอบนี้จึงต้องการใช้เวลาที่มีการประมาณกันไว้คือ 5 วัน หรือราว 60 ชั่วโมง (ชม.) จึงได้ยื่นญัตติให้ประธานสภา ซึ่งปกติ ประธานฯ ก็ต้องถามรัฐบาลว่า ฝ่ายค้านยื่นญัตติมาแล้ว ให้รัฐบาลจัดเวลาหน่อย อีกทั้งเมื่อก่อนจะมีการหารือกันอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อหาเวลาจนลงตัวแล้วจึงกำหนดวันอภิปราย
ส่วนที่มาของการอภิปรายรอบนี้ 3 วัน คือการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทำหนังสือมาว่าว่าง แค่ 3 วัน คือวันที่ 27-28-29 ต.ค. หาก 3 วัน ฝ่ายค้านต้องตัดข้อมูลทิ้ง ลดเวลาลงมหาศาล ซึ่งทำไม่ได้ เลยมีวงหารือกันของตัวแทนรัฐบาล ฝ่ายค้าน มีรองประธานฯ มาเป็นประธาน โดยในวงคุย รัฐบาล ยันวันมีแค่นี้ ถามว่า ถ้าเลื่อนวันไปอีก หาเวลา ที่ ครม. ว่างๆ ตัวแทนเขาตอบ พ.ย. – ธ.ค. ไม่ว่างเลย? ฝ่ายค้านบอกเป็นไปได้หรือไม่ เป็นวัน เสาร์ อาทิตย์ ก็ได้ แต่รัฐบาลบอกไม่ว่างเลย
บอกข้อมูลพูดได้5วัน
ส่วนที่มาของ 4 วัน ฝ่ายค้านบอก ถ้าลดมาเหลือ 4 วัน พอบริหารได้ แต่ต้องเลื่อนวัน เพราะต้องไปหารือผู้อภิปราย ซึ่งมีจำนวนมากก่อน ใครจะลดใครจะอย่างไร ถ้ากะทันหันคุยกันไม่ทัน และที่มาของ 5 วัน ฝ่ายค้านบอกที่เตรียมข้อมมูลมาอภิปรายต้อง 5 วัน 60 ชั่วโมง ยุคลุงตู่อภิปราย รัฐมนตรี 9 -10 คน ได้ตั้ง 40 ชั่วโมง สุดท้าย ตัวแทนรัฐบาลบอก ต้อง 27-28-29 เพิ่มให้วันที่ 26 ช่วงบ่าย แต่ต้องเลิก ตี สองครึ่ง ไม่นับประท้วง! โอ้ว!
เลยเป็นที่มาของคำว่า อ้าว นี่ ฝ่ายนิติบัญญัติจะตรวจสอบรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญนะ จะไม่มีเวลากันเลยหรือ จบที่วงคุยล่ม ! ที่ต้องขอบคุณ ท่านที่จัดการแก้ปัญหานี้ คือ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา ซึ่งท่านทราบเรื่องทั้งหมด รวมถึงฝ่ายค้านที่ยกกันไปให้ข้อมูลท่าน ทั้งผู้นำฝ่ายค้าน, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, ประธานวิปค้าน คนประสานข้อมูลฝ่ายค้าน คือ ตน กับ นายรังสิมันต์ โรม เมื่อช่วงเย็นวันพฤหัสบดีที่ 22 ต.ค. ท่านออกระเบียบวาระประชุม ไม่บรรจุ วาระไม่ไว้วางใจในสัปดาห์หน้า ให้รัฐบาลหาเวลาว่างมาให้สภา ให้เหมาะกับญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ! ตนถือว่า เป็นการรักษาศักดิ์ศรีฝ่ายนิติบัญญัติไว้ได้อย่างน่าชื่นชม ในกรณีนี้
ฝ่ายค้านถูกขู่อย่างอแง
นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทน (วิปฝ่ายค้าน) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กNattapongSumanotham – ณัฐพงษ์ สุมโนธรรม ระบุว่า ในฐานะที่ตนนั่งอยู่ในวงประสานงาน เป็นกรรมการวิปสามฝ่าย และได้นั่งอยู่ในวงเจรจาทั้งสองวัน ไม่ใช่ฝ่ายค้านไม่ยอมเลย แต่ต้องบอกว่า ข้อเท็จจริงคือ ฝ่ายค้านบอกว่า หากจะเป็นสัปดาห์หน้าเราขอ 5 วัน 60 ชั่วโมง ไม่เช่นนั้น เราไปลดคน ตัดเวลา ตัดคนอภิปรายไม่ทัน เพราะเราเตรียมมาแบบนั้น ต้องมีเวลากลับไปเจรจากับคนในพรรค เอาข้อมูลมากางใหม่ แล้วไปเกลี่ยกันใหม่ รวมไปถึงต้องไปคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วย
ส่งสัญญาณขอ4วัน
นายณัฐพงษ์ ระบุต่อว่า แต่หากเป็นสัปดาห์อื่นที่ไม่ใช่สัปดาห์หน้า เรายอมถอยเหลือ 4 วันได้ เพราะเราจะได้มีเวลาไปคุยกันในพรรค รวมถึงไปคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคอื่นด้วย เวลาที่เราใช้บริหารจัดการก็จะใช้ประมาณ 1 สัปดาห์ฉะนั้น เป็นต้นเดือนพฤศจิกายนหรือสัปดาห์ที่สองของเดือนพฤศจิกายน แต่ฝ่ายคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ยืนยันว่าไม่มีช่วงไหนว่างเลย พวกเราก็ถาม ถ้าเดือนพฤศจิกายนไม่ได้ ไปเดือนธันวาคมก็ได้ ก็ยังบอกว่าไม่ได้
นายณัฐพงษ์ ระบุด้วยว่า วันแรกที่เจรจา ตนก็ถามว่าถ้า 5 วันสัปดาห์หน้าไม่ได้ เพราะครม.ไม่ว่าง แล้วมี 5 วันสัปดาห์ไหนพอจะได้บ้าง เพื่อจะไปสู่คำถามต่อไป ที่ถ้าไม่ได้ก็จะได้ลดเหลือ 4 วันก็ได้ แต่ไม่ใช่สัปดาห์หน้า ตามเหตุผลที่กล่าวไปตอนแรก เพราะเราต้องมีเวลาไปบริหารจัดการใหม่ แต่ยังไม่ทันได้พูดต่อ เท่านั้นแหละ
“ประธานในที่ประชุมก็พูดขึ้นว่า อย่างอแง ผมก็ไม่อยากให้บรรยากาศการเจรจาเสีย ก็ยังไม่ตอบโต้อะไร แต่ชัดเจนว่า ประธานวางตัวไม่เป็นกลาง อีกทั้งยังขู่ว่า ถ้าคุยไม่ได้ก็ไม่ต้องคุย ขู่จะปิดประชุมท่าเดียว ซึ่งแข็งมาก ไม่คิดว่าจะเป็นสิ่งที่การมาทำหน้าที่ประธานวงประสานงาน จะมาทำเช่นนี้ กับตัวแทนพรรคการเมือง และตัวแทนฝ่ายต่างๆ ทั้งที่นี่คือวงเจรจา เราควรมาหาทางออก ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน และพวกเราก็เป็นสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี” นายณัฐพงษ์ ระบุ
ชกกันให้สมศักดิ์ศรี
นายนิพิฏฐ์อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ชกกันให้สมศักดิ์ศรี ช่วงนี้ ผมพยายามไม่แสดงความเห็นทางการเมือง เพราะไม่อยากให้นักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านเสียสมาธิในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่อยากจะบอกไว้ 2 เรื่องสั้นๆ คือ1.เรื่องฮั้วสว. ได้ทำตามข้อเสนอของผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายทุกข้อแล้ว ทั้งยื่นศาลฎีกา และผู้ตรวจการแผ่นดิน ยกเว้นการดำเนินคดีอาญากับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องรอคำวินิจฉัยกลางของ กกต. เสียก่อน
2.เรื่องการพนันออนไลน์ ที่นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เคยพูดว่า มีผู้เสนอสินบนให้ท่านเดือนละ 40 ล้านบาท เพื่อไม่ให้ตรวจสอบเว็บการพนัน แต่ท่านบอกว่า ท่านปฏิเสธ
เรื่องนี้ ผมเป็นคนยื่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบท่านรัฐมนตรีเป็นคนแรก เมื่อ 2 ต.ค. 2568 จนบัดนี้ปีกว่า ป.ป.ช. ไม่เรียกผมไปสอบ เพราะในฐานะนักกฎหมาย ผมสามารถตั้งประเด็นให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบได้ ว่าควรตรวจสอบเรื่องนี้ ในประเด็นอะไรบ้าง แต่น่าเสียดาย ป.ป.ช. น่าจะทำเรื่องนี้ให้ “เสียของ” ไปแล้ว
ผมเพิ่งทราบความจริงว่า ตอนที่ท่านรัฐมนตรีพูดเรื่องนี้ ตอนนั้น มีนางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ (สส.ไอเดียร์) เป็นเลขานุการรัฐมนตรี ซึ่งสามีของท่านเลขาฯ มีหุ้นในเว็บการพนัน ทั้งฝ่ายค้าน และรัฐบาล โหมโรงกันเต็มที่แล้ว ชกกันให้สมศักดิ์ศรีนะครับ.
โต้ใครกันแน่ไม่ยอมถอย
น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีการประชุมวิป 3 ฝ่าย เพื่อหาข้อสรุปวันและกรอบเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามมาตรา 151 ซึ่งยังไม่สามารถตกลงกันได้หลังการประชุมเมื่อวันที่ 21-22 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่า นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (ประธานวิปรัฐบาล) ควรพูดข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการกำหนดกรอบเวลาการอภิปรายตามความสะดวกของตัวเอง และบีบให้ฝ่ายค้านต้องยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว
น.ส.ภคมน กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่เคยปรากฏกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีหนังสือแจ้งมติ ครม. มายังสภาผู้แทนราษฎร เพื่อกำหนดช่วงเวลาที่รัฐบาลพร้อมรับการอภิปราย ก่อนที่จะมีการหารือร่วมกันของวิปทั้ง 3 ฝ่าย แต่ครั้งนี้รัฐบาลกลับกำหนดกรอบเวลาที่ ครม. สะดวก แล้วพยายามให้สภาฯ โดยเฉพาะฝ่ายค้านซึ่งเป็นผู้เสนอญัตติ ต้องดำเนินการอยู่ภายใต้กรอบเวลาดังกล่าว
“หากเรามองกันให้ดี จะเห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ที่เข้ามาแทรกแซงและบั่นทอนกลไกตรวจสอบถ่วงดุลของสภาฯ มาโดยตลอด เรื่องนี้ไม่ใช่เกมเด็กดื้อ หรือฝ่ายค้านใจแคบอย่างที่รัฐบาลพยายามสื่อสาร แต่ต้องตั้งคำถามว่าคนที่มีอำนาจตัดสินใจจริง ๆ อาจไม่ใช่คนที่นั่งอยู่ในห้องเจรจาก็ได้”
ยันฝ่ายค้านมีข้อมูลเยอะ
น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า ข้อเท็จจริงในการเจรจาคือ ฝ่ายค้านยืนยันว่าหากต้องอภิปรายในสัปดาห์หน้า จำเป็นต้องใช้เวลา 5 วัน รวม 60 ชั่วโมง เพราะเตรียมข้อมูลและวางแผนการอภิปรายไว้ตามกรอบเวลาดังกล่าวแล้ว หากต้องลดจำนวนวัน ลดเวลา หรือลดจำนวนผู้อภิปราย ย่อมต้องกลับไปหารือกันภายในพรรค นำข้อมูลมาจัดสรรใหม่ และประสานกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการบริหารจัดการ
ฝ่ายค้านจึงเสนอทางออกว่า หากรัฐบาลต้องการลดเวลาการอภิปรายเหลือ 4 วัน ก็ควรเลื่อนไปเป็นช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนหรือสัปดาห์ที่สองของเดือนพฤศจิกายน เพื่อให้มีเวลาปรับแผนและพูดคุยกับทุกฝ่าย แต่ฝ่าย ครม. ยืนยันว่าไม่มีช่วงเวลาอื่นที่สะดวก และต้องเป็นสัปดาห์หน้าเท่านั้น
“ถ้าฝ่ายค้านเสนอว่า สัปดาห์หน้าต้องได้ 5 วัน แต่ถ้าจะเหลือ 4 วัน ก็ขอเป็นสัปดาห์อื่น นี่คือการเสนอทางเลือกเพื่อหาทางออก แต่ฝ่าย ครม. ยืนยันว่าไม่มีช่วงไหนว่างเลย ต้องเป็นสัปดาห์หน้าเท่านั้น แล้วใครกันแน่ที่ไม่ยอมถอย”
น.ส.ภคมน ยังตั้งข้อสังเกตถึงการทำหน้าที่ของประธานในที่ประชุมว่า แทนที่จะวางตัวเป็นกลางและช่วยประสานให้ทุกฝ่ายหาข้อสรุปร่วมกัน กลับมีท่าทีใช้อำนาจกดดันคู่เจรจา ทั้งการขู่ว่าหากตกลงกันไม่ได้ก็ไม่ต้องหารือ และการแสดงท่าทีพร้อมปิดการประชุม โดยเฉพาะการทำหน้าที่ของรองประธานสภาฯ มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ซึ่งควรให้ความสำคัญกับการรักษาบรรยากาศการเจรจาและเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายหาทางออก มากกว่าการแสดงบทบาทเสมือนเป็นตัวแทนของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
“ตัวแทนที่มาประชุมในฐานะวิป ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ควรจะมาหาทางออกร่วมกันด้วยความถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่ใช่ทำให้วงเจรจากลายเป็นเวทีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้อำนาจกดดันอีกฝ่าย เพราะนี่คือการหารือเพื่อให้กลไกของสภาฯ เดินหน้าต่อไปได้ ไม่ใช่การเอาชนะกันทางการเมือง”
น.ส.ภคมน กล่าวอีกว่า ในการหารือวันที่ 22 ตุลาคม แม้จะมีข้อเสนอจากฝ่ายรัฐบาลให้เพิ่มวันอภิปราย โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคมในช่วงบ่าย ไปจนถึงวันที่ 29 ตุลาคม แต่เมื่อเริ่มประชุมในช่วงบ่ายวันแรก กรอบเวลาดังกล่าวก็ไม่ใช่การอภิปรายเต็ม 4 วันตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง ฝ่ายค้านจึงยังเห็นว่ากรอบเวลาที่เสนอยังไม่เพียงพอกับเนื้อหาและจำนวนรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายรวม 18 คน
แจงเหตุต้องวอล์คเอาท์
เมื่อการหารือไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ และประธานที่ประชุมยังคงใช้ท่าทีกดดัน ฝ่ายค้านจึงตัดสินใจเดินออกจากห้องประชุม อย่างไรก็ตาม ภคมนยืนยันว่า ก่อนตัดสินใจเดินออกจากที่ประชุม ฝ่ายค้านได้พยายามเสนอทางเลือกและหาทางออกร่วมกันมาโดยตลอด
“การวอล์กเอาต์ไม่ได้แปลว่าฝ่ายค้านไม่ต้องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เป็นการยืนยันว่าเราไม่ควรถูกบีบให้ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลภายใต้เงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนดฝ่ายเดียว การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกลไกสำคัญที่ประชาชนใช้ตรวจสอบผู้มีอำนาจ รัฐบาลจึงควรเปิดโอกาสให้การตรวจสอบเกิดขึ้นอย่างเต็มที่ ไม่ใช่พยายามจำกัดเวลาเพียงเพราะตารางเวลาของตัวเองไม่เอื้ออำนวย” น.ส.ภคมน กล่าว


