คอลัมน์ : อ่านระหว่างบรรทัด

‘กะเพรา’ เขย่า ‘กะลา’
กรณีปั่นข่าวกะเพราถูกนายทุนผูกขาด ปลูกกิน-ปลูกขายไม่ได้นั้น สะท้อนภาพชัดเจนว่า ใครจริง-ใครปลอม ใครหาแสง-หากินกับเอนเกจฯ แบบไม่สนใจผลกระทบต่อสังคม อย่างไรบ้าง?
บ้างนำภาพ AI ข่าวปลอม คนปลูกกะเพราถูกจับบ้างคนกินกะเพราถูกขูดรีดบ้าง บ้างถึงขนาดนำภาพเบื้องสูงมาประกอบการปั่นข่าวปลอม เพื่อหลอกลวงคนให้เกิดความเกลียดชัง
พอจำนนด้วยข้อมูลจริง ก็ยังพยายามแถไถ ไปเอาเรื่องอื่นๆ ที่ยังไม่มีสภาพบังคับมาปน เพื่อปั่น เพื่อกระพือต่อ
ความจริง... พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช 2542 มีมากว่า27 ปีแล้ว โดยที่ผ่านมา มีการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ ทั้งพืชผักผลไม้นานาชนิด ซึ่งก็ปรับปรุงจากพันธุ์พื้นเมืองเดิมที่มีอยู่จนมีความหลากหลาย ตอบโจทย์การตลาด เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
โดยผู้ที่จดทะเบียนพันธุ์พืช มีทั้งชุมชน อปท. ชาวบ้าน เกษตรรายย่อย สถาบันวิจัย บริษัทเอกชน ฯลฯ
และเมื่อจดกันมาสารพัดพืช-สารพัดพันธุ์ ปรากฏว่า ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปก็ยังปลูกกิน ปลูกขาย ไม่มีปัญหา (ไม่เหมือนในภาพ AI ปั่นให้คนประสาทเสีย)
ไม่เหมือนที่สำนักข่าวบางสำนัก ทั้งหมอผี ทั้งอินฟลูฯ ไม่นับเพจการเมืองพวกส้ม และเพจที่มีวาระแอบแฝงกับซีพี (แม้บางส่วนจะยูเทิร์นแหกโค้ง) นำมาปั่นเอาสะใจ หาแสง เล่นบทนักสู้หน้าจอโซเชียล สร้างความตื่นตระหนก หลอกให้ชาวบ้านเครียด ด่าเอกชน ด่ารัฐบาล ฯลฯ
1. พูดตรงๆ ใครปั่นหัวผู้ติดตามให้สับสนอลหม่าน สะท้อนว่า ไม่ได้จริงใจกับผู้ที่หลงไว้ใจติดตาม
ผมติดตามรายงานข่าวนี้ ตั้งแต่เห็นการปั่นในโซเชียล ในเพจ โดยอินฟลูฯ จนถึงสำนักข่าวหลายสำนัก
คนเหล่านี้ เห็นความเข้าใจผิดของประชาชนเป็นอาหารอันโอชะ
เห็นความสับสนอลหม่าน ความเกลียดชังจากข้อมูลเท็จ ความโกรธจากข้อมูลที่ถูกบิดเบือน เป็นช่องทาหาผลประโยชน์ อย่างไม่รู้สึกละอายแก่ใจเอาเสียเลย
เรา ประชาชน พลเมืองคนไทย ควรเลิกถูกเขาปั่นง่ายๆ
ด้วยการเลิกติดตาม และเรียกร้องความรับผิดชอบจากคนที่มันปั่น
2. “กะเพรา” เขย่า “กะลา”
ที่ผ่านมา เพจการเมืองสีส้มที่ชอบด้อยค่าประเทศไทย มักใช้ว่า “ไทยแลนด์แดนกะลา” เพื่อบูลลี่คนไทยในทำนองว่า โลกแคบ อยู่กับข้อมูลเก่าๆ ไม่อัปเดต ไม่รับการเปลี่ยนแปลง ฯลฯ
น่าคิดว่า โลกโซเชียลปัจจุบัน คำว่า “กะลา” และ “เอคโคแชมเบอร์” (Echo Chamber) อาจนำมาเปรียบเทียบได้ ในฐานะ “กับดักทางความคิด” สร้างพื้นที่จำกัดทางข้อมูลความคิด ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เฟคนิวส์แพร่กระจายด้วยอารมณ์รุนแรงมากกว่าปกติ
Echo Chamber คือ ระบบอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดีย ที่คัดเลือกเนื้อหามาเสิร์ฟตามความชอบเดิมของผู้ใช้งาน เช่น เสพแต่ข่าวจากสำนักข่าวเชียร์สีส้ม กลุ่มสามนิ้ว อินฟลูส้ม หมอผี เพจการเมืองสายปั่น เพจเอ็นจีโอบางสาย ฯลฯ
ดังนั้น เมื่อมีคนปั่นข่าวปลอมเรื่องกะเพรา ข่าวนี้จะถูกส่งไปหาคนที่มีแนวโน้มจะเชื่อเรื่อง “การสูญเสียทรัพยากรชาติ” หรือ “นายทุนผูกขาด” “จับกุมชาวบ้าน” ฯลฯ กระทั่งเกิดการสะท้อนกลับของเสียง (Echo) และการยืนยันความเชื่อเดิม โดยเมื่อข่าวปลอมเรื่องกะเพราเข้าไปใน “กะลา” หรือ “เอคโคแชมเบอร์”คนในนั้นจะส่งต่อ ตอกย้ำ และเออออตามกัน โดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากผู้เกี่ยวข้อง เพราะมีขบวนการด้อยค่าดิสเครดิต บูลลี่ผู้ที่ให้ข้อมูลความจริงที่แตกต่างจากความเชื่อดังกล่าว (เช่น Top News โดนบูลลี่) ว่าเป็น “เดอะแบก”“ฝ่ายนายทุน” “ฝ่ายรัฐบาล” ฯลฯ
เสียงสะท้อนแบบนี้เอง ดูเหมือนเห็นพ้องต้องกันทั้งกลุ่มยิ่งทำให้คนใน “กะลา” รู้สึกว่า “เป็นเรื่องจริง” สร้างอารมณ์ความรู้สึกความกลัว ความเกลียด และความโกรธร่วมกัน จนละเลยการไตร่ตรองข้อมูลอย่างรอบคอบรอบด้านไปอย่างน่าเสียดาย
3. ปั่นเฟกนิวส์ เพราะมีผลประโยชน์ส่วนตัว
ปัจจุบัน การปั่นเฟคนิวส์ (Fake News) ไม่ใช่เรื่องของความคึกคะนองเท่านั้น แต่ขับเคลื่อนด้วยกลไกทางจิตวิทยาและการแสวงหาผลประโยชน์ เช่น
แสวงหาอำนาจและการยอมรับ อยากให้ตนดูเหมือนคนที่ข้อมูลวงใน รู้แผนการลับ รู้ลึก และหวังสร้างอำนาจเหนือผู้รับข้อมูลต่อจากตนเอง เรียกร้องความสนใจ ยอดไลค์ ยอดแชร์ และคอมเมนต์จงใจเล่นข่าวโดยกระตุ้นดราม่า ปลุกเร้าความกลัว ดึงความสนใจของคนมากที่สุด
แสวงหาผลประโยชน์ทางการเงิน นักปั่นข่าวปลอมจำนวนมาก อยู่ในคราบอินฟลู นักข่าว แอดมินเพจ คนดังสารพัดวงการ ฯลฯ อาศัยว่ามีคนติดตามเป็นทุนเดิม แต่ร่วมกระพือข่าวปลอมพวกนี้ให้ดูน่ากลัวที่สุด เพื่อล่อให้คนคลิกเข้ามาดู แชร์ออกไปเพิ่ม จะมีรายได้จากโฆษณา หลั่งไหลเข้ากระเป๋าของพวกเขามากขึ้น
แสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง เจตนาด้อยค่าฝั่งตรงข้าม อาศัยการสร้างเรื่องลวงเพื่อโจมตีกลุ่มที่อยู่ตรงข้ามทางการเมืองกับตนเอง เล่นกับอคติความเชื่อเดิมของกลุ่มเป้าหมาย ถึงไม่จริง แต่ถ้าถูกใจ สะใจ ก็จะมีคนในเอคโคแชมเบอร์พร้อมเชื่อและช่วยแชร์ต่อทันที


4. ปัจจุบัน มีชาวบ้านเกษตรกร จดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ ตามกฎหมายปี 2542 มากมาย
การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืช คือ กลไกขับเคลื่อนการวิจัย พัฒนา สร้างขีดความสามารถให้อาหารไทยแข่งขันได้ในระดับโลก โดยปัจจุบัน ประเทศไทยมีพันธุ์พืชพื้นเมืองที่ชาวบ้าน เกษตรกร ได้ทำการวิจัยพัฒนาเป็นสายพันธุ์ใหม่ จนสามารถจดทะเบียนโดยชุมชนและเกษตรกรรายย่อยแล้ว เช่น
ส้มเขียวหวานเทพรส : จดทะเบียนโดยกลุ่มเกษตรกรทำสวนส้มเทพรสคุ้งบางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ ชุมชนชาวบ้านเป็นผู้ทรงสิทธิในพันธุ์พืชอย่างเป็นทางการ
ลั่นทมชมพูปราจีน : พันธุ์ไม้ดอก ได้รับการจดทะเบียนเมื่อเดือนตุลาคม 2567 โดยเทศบาลตำบลโคกมะกอก จังหวัดปราจีนบุรี ได้รับความคุ้มครอง 12 ปีตามกฎหมาย หากบุคคลภายนอกจะใช้ประโยชน์ต้องทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์กับชุมชน
ฟักทองไข่เน่าน่าน : เป็นพืชอาหาร จดทะเบียนเมื่อปี 2569 โดย อบต.บัวใหญ่ จังหวัดน่าน
นอกจากนี้ เมื่อสอบถาม AI ประมวลข้อมูลที่น่าสนใจให้เพิ่มเติมอีกมากมาย ไม่ใช่ข้อมูลลับอะไรเลย ปรากฏว่าผู้จดทะเบียนพันธุ์พืชนั้น มีทั้งชาวบ้าน เกษตรกร ชุมชน อปท.หน่วยงานวิจัย บริษัทเอกชน หน่วยงานที่รัฐ เช่น
ทุเรียนพันธุ์ทองลุงศักดิ์ จากชุมชนตำบลบ้านนา จังหวัดพัทลุง
ทุเรียนพันธุ์พิกุลกลิ่นเขาพระ และ พันธุ์ทองรำพันเขาพระ จากชุมชนรัตภูมิ จังหวัดสงขลา
ข้าวเหนียวหอมพันธุ์ “หอม มพ.1” โดยมหาวิทยาลัยพะเยา ใช้เวลาพัฒนานาน 12 ปี เป็นข้าวเหนียวหอมและไม่ไวต่อช่วงแสง
ส่วนที่หน่วยงานรัฐวิจัยพัฒนาและจดทะเบียน เพื่อให้เกษตรไรทั่วไปได้ใช้ก็มีมากมาย เช่น ดาหลาพันธุ์ กวก. ตรัง 7 และ 8, กล้วยไม้ดินใบหมาก พันธุ์ กวก. เชียงราย 1 และ 2, อ้อยพันธุ์ กวก. ขอนแก่น 5, มันสำปะหลังพันธุ์ กวก. ระยอง 17, ข้าวฟ่างหวานพันธุ์ กวก. สวร. 1, มะขามป้อม พันธุ์ กวก. ตรัง 1, ชา พันธุ์ กวก. เชียงใหม่ 1, โกโก้ พันธุ์ กวก. ชุมพร 2 และ 3 ฯลฯ
ดังนั้น ภาพรวมการจดทะเบียนพันธุ์พืชในไทยมีความหลากหลาย
ชุมชน มุ่งเน้นการอนุรักษ์และสร้างอัตลักษณ์ท้องถิ่น
ภาคเอกชนและมหาวิทยาลัย เน้นการพัฒนาพันธุ์เพื่อการพาณิชย์หรือการวิจัยเฉพาะทาง
หน่วยงานรัฐ อย่างกรมวิชาการเกษตร ทำหน้าที่วิจัยและรับรองพันธุ์พืชใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับภาคเกษตรกรรมของประเทศ
5. กรณีกะเพราแก้วจุรี 01–04 ข้อมูล ความจริงข้อกฎหมาย และคำชี้แจงทางวิทยาศาสตร์
สรุปว่า “กะเพราทุกสายพันธุ์” ยังสามารถปลูกกินใบ ปลูกขายใบ เก็บเมล็ดที่ตนปลูกเพื่อปลูกต่อไปได้หมด
แต่ “เฉพาะ 4 พันธุ์” ที่เขาลงทุนพัฒนาขึ้นมาเท่านั้น (แก้วจุรี 01–04) ที่ห้ามขายเมล็ดพันธุ์ เพาะพันธุ์ขาย

5.1 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยืนยันว่า
“1. ประชาชนและเกษตรกรยังปลูก-ขายกะเพราได้ตามปกติ
- การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชดังกล่าว คุ้มครองเฉพาะพันธุ์พืชใหม่ (แก้วจุรี 01–04) ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเท่านั้น
- ไม่ได้ครอบคลุมกะเพราสายพันธุ์พื้นเมืองหรือพันธุ์ทั่วไป ในประเทศไทย
- เกษตรกรและประชาชนทั่วไปยังคงสามารถปลูกกะเพราพันธุ์เดิมที่มีอยู่ เก็บใบขาย นำไปทำอาหาร หรือเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้ตามปกติ โดยไม่ต้องเปลี่ยนมาซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทแต่อย่างใด
2. ทำไมต้องพัฒนากะเพรา “แก้วจุรี”?
การวิจัยนี้จัดทำขึ้นระหว่างปี 2563–2566 โดยมุ่งเน้นแก้โจทย์การผลิตจริงในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น การพัฒนาขนาดใบ กลิ่นหอม และคุณลักษณะเฉพาะที่เหมาะกับการนำไปเป็นวัตถุดิบแปรรูปอาหาร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ร่วมดำเนินการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์กะเพรากับ CPRAM โดยใช้กระบวนการปรับปรุงพันธุ์ร่วมกับเทคนิคการเพิ่มจำนวนชุดโครโมโซม เพื่อคัดเลือกกะเพราที่มีลักษณะเหมาะสมกับการนำไปใช้งาน
จากการวิจัยสามารถพัฒนากะเพราพันธุ์ใหม่ได้จำนวน 4 พันธุ์ ได้แก่ แก้วจุรี 01, 02, 03 และ 04 ซึ่งต่อมา CPRAM ได้นำไปจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่กับกรมวิชาการเกษตร
อย่างไรก็ตาม จากข้อกังวลที่ว่า ถ้าเกสรปลิวไปผสมกับกะเพราบ้าน จะโดนจับหรือโดนฟ้องหรือไม่นั้น ขอยืนยันว่า เป็นไปไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์ เพราะกะเพราเป็นพืชผสมตัวเอง และสายพันธุ์ใหม่ของ CP เป็นพืช 4n โครโมโซมต่างจากกะเพราทั่วไป โอกาสผสมข้ามพันธุ์ตามธรรมชาติมีเพียง 0.001% หากผสมติด
ลูกที่ออกมาก็จะมีหน้าตาเปลี่ยนไป ไม่เหมือนพันธุ์ที่ขอคุ้มครองไว้ จึงไม่สามารถฟ้องร้องละเมิดสิทธิ์ได้
3. ประโยชน์ที่สังคมและเกษตรกรได้รับจากงานวิจัย
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้พัฒนาองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการปรับปรุงพันธุ์พืช รวมถึงมีโอกาสสร้างรายได้เพื่อสนับสนุนงานวิจัย
- ด้านเกษตรกร & ชุมชน ได้รับการส่งเสริมองค์ความรู้ในการเพาะปลูก และมีโอกาสเชื่อมโยงกับตลาดรับซื้อวัตถุดิบที่แน่นอนผ่านเครือข่ายเกษตรกร
- ด้านผู้บริโภค ได้รับประทานอาหารที่มีวัตถุดิบคุณภาพ กลิ่นและรสชาติดีเยี่ยม ขณะเดียวกันก็ยังมีตัวเลือกซื้อกะเพราพันธุ์ทั่วไปในท้องตลาดได้เหมือนเดิม
- ด้านเศรษฐกิจและการเกษตรไทย ช่วยยกระดับศักยภาพนักวิจัยไทย สร้างนวัตกรรมเพิ่มมูลค่าให้พืชเศรษฐกิจ และศึกษาวิจัยทรัพยากรพันธุกรรมพืชควบคู่ไปกับการรักษาสิทธิของชุมชนตามกฎหมาย
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยืนยันมุ่งมั่นสร้างสรรค์งานวิจัยเพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร ประชาชน และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน”


5.2 นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ยืนยันว่า
“กะเพราไทย 300 พันธุ์ ปลูก-กิน-ขายได้ตามปกติ การคุ้มครองสิทธิมีผลเฉพาะ “พันธุ์ใหม่” ที่บริษัทวิจัยขึ้นเท่านั้น ไม่ได้แปลว่าเป็นเจ้าของกะเพราทุกใบในประเทศ
ประชาชน แม่ค้า และร้านอาหารทั่วไป ยังคงมีสิทธิเพาะปลูกกะเพราทั่วไป นำมาประกอบอาหาร และซื้อขายได้อย่างอิสระ 100% โดยไม่ต้องกลัวว่าจะละเมิดสิทธิใดๆ
จดสิทธิเฉพาะ 4 พันธุ์ตระกูล “แก้วจุรี” เพื่อทำข้าวกล่อง - ซีพีแรมใช้เวลากว่า 10 ปี ร่วมกับม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน พัฒนากะเพรา 4 สายพันธุ์ (แก้วจุรี 01-04) เพื่อแก้ปัญหาใบกะเพราหดตัวเวลาผัด และรักษากลิ่นรสให้คงที่สำหรับทำ “อาหารพร้อมรับประทาน” ของบริษัท โดยย้ำชัดเจนว่า “ไม่มีการทำธุรกิจขายเมล็ดพันธุ์กะเพรา” ไม่มีการวางขายตามแผงทั่วไป แต่ใช้ปลูกเฉพาะในเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานของโรงงานเท่านั้น
สบายใจได้ เกสรปลิวข้ามแปลง ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย - หากเกสรจากแปลงของบริษัทปลิวไปผสมกับกะเพราพันธุ์อื่นของชาวบ้านจนเกิดการกลายพันธุ์ หากนำผลผลิตนั้นไปปลูกต่อ “ไม่ถือว่าละเมิดสิทธิและไม่มีความผิด”
ยกระดับผู้ปลูก ตัดขายได้ 20 ครั้ง - การวิจัยครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อบริษัทฝ่ายเดียว แต่ยังสร้างประโยชน์ให้กลุ่มเครือข่าย “เกษตรกรคู่ชีวิต” เพราะสายพันธุ์ที่พัฒนาขึ้น บวกกับเทคนิคการจัดการแปลงปลูกที่ถูกต้อง ช่วยให้เกษตรกรสามารถตัดเก็บผลผลิตได้ถึง 20 ครั้งต่อรอบปลูก (จากเดิมสายพันธุ์ทั่วไปเก็บได้ 8-9 ครั้ง) ช่วยสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม..”
สรุป กรณีปั่นข่าวกะเพราถูกนายทุนผูกขาด ชาวบ้านปลูกกิน-ปลูกขายไม่ได้นั้น เป็นบทเรียนอุทาหรณ์ว่าด้วยเรื่อง “กะเพรา” เขย่า “กะลา” ปั่นข่าวเท็จ หวังผลทางการเมือง สร้างความสับสนให้แก่สังคม ควรออกจาก “กะลา -เอคโคแชมเบอร์” (Echo Chamber) ที่สร้างความเข้าใจผิดเช่นนี้เสียเถิด
สันติสุข มะโรงศรี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

