วันแรกพุ่งทะลุ3แสนคน ไชยชนกลุยไฟ เปิดลงทะเบียน‘TH-AI’ ไม่สนเสียงต้านฝ่ายค้าน
20 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.
“ไชยชนก”ปลื้ม ลงทะเบียนTH-AI Passport วันแรกพุ่ง 3แสนราย ยันระบบปลอดภัย ชวนลงผ่าน“ทางรัฐ1”หลัง“ThaID”สะดุด ข้อมูลส่วนบุคคล ปลอดภัยแน่นอน โครงการอาจไม่ถูกใจบางกลุ่ม แต่ถูกกฎหมายชัวร์ เปิดใช้งานจริง 31 ส.ค.นี้ ด้าน“วรศิษฎ์”ไม่กังวล ฝ่ายค้านตั้งธงซักฟอก โกงสอบท้องถิ่น เป็นสิทธิ์ ตั้งคำถาม รมต.พร้อมชี้แจง ขณะที่ 3 กลุ่มรวมพลังรุก กกต. จี้ยึดมติอนุฯชุด 26 ฟันคดีฮั้วสว. 229 คน
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงความคืบหน้ายอดลงทะเบียนวันแรกTH-AI Passport ว่า ขณะนี้ยอดลงทะเบียนครึ่งวันเช้าอยู่ที่ 307,425 คน ภาพรวมเป็นนิมิตหมายที่ดี โดยกระทรวงดีอี ตั้งเป้าให้มีผู้ลงทะเบียนหลายล้านคนก่อนวันเปิดใช้งานจริงในวันที่ 31 ส.ค.นี้
สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวว่าระบบล่มในช่วงเช้า นายไชยชนก ชี้แจงว่า ระบบหลักของ “ทางรัฐ” หรือ TH-AI Passport มีความพร้อมและสามารถทำงานได้อย่างราบรื่น แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเล็กน้อยอยู่ในฝั่งของระบบ ThaID ซึ่งมีปริมาณผู้เข้าใช้งานพร้อมกันจำนวนมาก จึงแนะนำให้ประชาชนเลี่ยงไปลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน“ทางรัฐ”จะได้รับความสะดวกมากกว่า
ลงทะเบียนAI PASSPORTพุ่ง3แสน
สำหรับประเด็นข้อสงสัยเรื่องการใช้โดเมนเนมเว็บไซต์ที่ไม่ใช่ .go.th แต่เป็นรูปแบบ .net นั้น ยืนยันว่าไม่ใช่ประเด็นปัญหาและไม่ต้องแก้ไข เนื่องจากเป็นการเช่าใช้อย่างถูกต้องตามข้อกำหนดในทีโออาร์ ส่วนความกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลนั้น ข้อมูลทั้งหมดจะถูกจัดเก็บไว้ภายในประเทศไทยอย่างปลอดภัย แม้การประมวลผลเอไอ จะต้องส่งไปประมวลผลนอกประเทศตามปกติของเทคโนโลยีก็ตาม แต่ในสัญญามีข้อตกลงชัดเจนว่า ห้ามนำข้อมูลของผู้ใช้งานไปเก็บหรือประมวลผลเพื่อต่อยอดต่อ ซึ่งต่างจากการใช้ เอไอ ฟรีทั่วไปในปัจจุบัน ที่ข้อมูลมักถูกนำไปจัดเก็บต่างประเทศเพื่อฝึกฝนโมเดล จึงมั่นใจได้ว่าข้อมูลการใช้งานและการยืนยันตัวตนผ่านระบบของหน่วยงานรัฐมีความปลอดภัยสูง
ลดความเหลื่อมล้ำ-สร้างเสริมรายได้
นายไชยชนกกล่าวต่อว่า สำหรับเป้าหมายสำคัญของโครงการนี้ คือการลดความเหลื่อมล้ำเพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่ม รวมถึงนักเรียน บุคลากรและผู้ประกอบการที่มีงบประมาณจำกัด ได้มีโอกาสเข้าถึงและทดลองใช้เอไอ โมเดล ระดับโปร ที่มีความหลากหลาย เพื่อนำไปสร้างประโยชน์ ต่อสู้กับข้อจำกัด และสร้างรายได้ให้กับตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคต โดยโครงการมีการกำหนดจำกัดสิทธิไว้ที่ 5 ล้านสิทธิเท่านั้น หากลงทะเบียนเกินจากนี้ จะต้องเข้าคิวสำรองไว้ และหากผู้ได้รับสิทธิไม่เข้าใช้งานตามระยะเวลาที่กำหนด ระบบจะทำการดึงสิทธิคืนเพื่อเปิดทางให้คิวสำรองต่อไป
ทุกกระบวนการทำถูกต้องตามก.ม.
สำหรับกำหนดการจัดงานเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการยังคงยึดไทม์ไลน์เดิมคือ วันที่ 28 ส.ค. นี้ ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมรณรงค์ และเชิญภาคเอกชนมาร่วมให้ข้อมูล ก่อนจะเปิดระบบให้ประชาชนเข้าใช้งานจริงอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ส.ค.ต่อไป จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงทะเบียนเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ ส่วนประเด็นทางการเมืองและการชี้แจงต่อ กมธ.นั้นยืนยันว่า ปฏิบัติหน้าที่ตลอดเวลา และได้สั่งการให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องโดยตรงเข้าให้ข้อมูลตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างครบถ้วนแล้ว
“ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านระบุว่า หากดำเนินโครงการแล้วจะฟ้องมาตรา 157 นั้นตอนนี้ยอดลงทะเบียน 3 แสนรายแล้วขอยืนยันว่าเจตนาในการทำโครงการนี้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน โดยได้ผ่านการตรวจสอบ กำชับ และให้ความร่วมมือในการตรวจสอบอย่างถูกต้องตามกระบวนการทางกฎหมายทุกประการแม้โครงการนี้อาจจะไม่ถูกใจคนบางกลุ่ม แต่ยืนยันว่าทำถูกต้องตามกฎหมายอย่างแน่นอน รวมถึงประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องมาตรา 157 ยืนยันว่าไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด เพราะมีการปฏิบัติหน้าที่อยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังให้ความร่วมมือด้วยการสั่งการให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องโดยตรง เข้าชี้แจงและให้ข้อมูลมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง”นายไชยชนก กล่าว
‘หนู’โวถ้าไม่ดี-ทำไมแห่ลงทะเบียน
ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการ TH-AI Passport ที่เปิดให้ลงทะเบียนวันแรกว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของคนไทยให้เท่าทันโลกเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI ที่เป็นทคโนโลยีที่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมากเมื่อเทียบกับในอดีตและไม่ใช่โครงการใหม่ของรัฐบาลนี้ที่ทำมาแต่ขั้นตอนแรก แต่เป็นการต่อยอดและปรับปรุงจากโครงการของรัฐบาลชุดก่อนหน้า โดยรัฐบาลชุดนี้นำมาปัดฝุ่นและยกระดับให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้นรวมทั้งมีการเพิ่มแพลตฟอร์มและช่องทางแอปพลิเคชัน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้โดยไม่มีข้อจำกัด
นายอนุทินยังตอบโต้กระแสวิจารณ์ที่มองว่า โครงการนี้อาจไร้ประโยชน์ โดยชี้ให้เห็นถึงจำนวนผู้สนใจลงทะเบียนในวันแรก ซึ่งเพียงวันเดียวก็จะรู้ว่าโครงการได้รับความสนใจจากประชาชนมากแค่ไหน ซึ่งหากโครงการนี้ไม่ดี ก็คงไม่ลงทะเบียนกันมากขนาดนี้ โดยเป้าหมายหลักของโครงการ TH-AI Passport คือกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบการ Startup และ SME เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชัน และแพลตฟอร์มที่มีความเสถียร ต่างจากแอปพลิเคชันฟรีทั่วไปที่มีข้อจำกัดและโฆษณา ทั้งนี้เชื่อว่าหากคนไทยเข้าถึง AI ได้มากขึ้น โอกาสในการสร้างรายได้และอนาคตของประเทศก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
‘วรศิษฎ์’ไม่กังวลซักฟอกโกงสอบ
ด้าน นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่นจะเป็นอีกเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปราย ว่า เป็นสิทธิและหน้าที่ ที่ฝ่ายค้านทำได้อยู่แล้ว ส่วนของตนไม่มีอะไรที่กังวลเพราะทำเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา จนถึงขณะนี้ดำเนินการมาได้มากแล้ว ส่วนนอกเหนือจากที่ตนรับผิดชอบให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และตำรวจดำเนินการต่อไป
เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านจะตั้งธงการทุจริตสอบท้องถิ่นเป็นประเด็นใหญ่ในการอภิปราย นายวรศิษฎ์กล่าวว่า ไม่เป็นไร เพราะสิ่งที่ต้องยอมรับคือมีปัญหาเกิดขึ้นจริงก่อนหน้านี้ และเราก็เข้าไปดำเนินการ ซึ่งเป็นสิทธิของฝ่ายค้านที่จะตั้งคำถาม ตนในฐานะที่กำกับดูแลก็มีหน้าที่ชี้แจง
รุกกกต.ยึดมติอนุฯ26ฟันฮั้วสว.
วันเดียวกัน เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.)นำโดยนายพิชิต ไชยมงคล และนายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ เข้ายื่นหนังสือต่อกกต.ขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีฮั้วสว. อย่างโปร่งใส โดยนายพิชิต ระบุว่ากกต.ใช้เวลานานกว่า 2 ปี ถึงจะพิสูจน์เรื่องนี้ได้ การตั้งอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ขึ้นมาซึ่งมีองค์ประกอบชัดเจน มีการประชุมหลายครั้ง มีรายงานจำนวนหลายร้อยหน้า และมีมติให้ส่งฟ้องศาล 200 กว่าคน แต่วันนี้ กกต.กลับตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมาใช้คนไม่กี่คน มาเปลี่ยนมติของอนุฯชุดที่ 26 วันนี้ได้ข่าวว่าจะส่งสำนวนบางคน ซึ่งไม่ใช่สว.ชุดปัจจุบัน แต่เป็นผู้เกี่ยวข้องแบบปลายแถวด้วยซ้ำ ดังนั้น ฮั้วครั้งนี้ไม่ใช่แค่การฮั้วการเลือกตั้ง สว.แต่ยังกลายเป็นกกต.ฮั้วกันเองด้วย คือใช้อนุฯวินิจฉัย ชุด 36 ลบล้างอนุฯไต่สวน ชุด 26 มันไม่เคยเกิดขึ้นแบบนี้ นี่คือมหกรรมของการฮั้วๆเท่ากับโกง ซึ่งไม่ต่างจากโกงเลือกตั้งหรือโกงสอบท้องถิ่น วันนี้จึงต้องการให้ กกต.ใช้ดุลพินิจพิจารณายืนตามความเห็นของอนุฯชุดที่ 26 ที่มีรายงานชัดเจนและเป็นที่ยอมรับของสังคม
ระวังซ้ำรอยกกต.3หนาติดคุก
“อยากเตือนไปยังกกต.ให้คำนึงถึงกรณีของ พลตำรวจเอกวาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธานกกต.ที่เคยต้องจำคุก ดังนั้น กกต.อย่าไปรับใช้ฝ่ายการเมืองมาก เพราะไม่เช่นนั้นปลายทางจะอยู่ที่เรือนจำแบบ พลตำรวจเอกวาสนา วันนี้ กกต.จึงต้องตอบปัญหาสังคมให้ได้ว่าทำไมเปลี่ยน แปลงความเห็นจากที่ยึดอนุฯชุด 26 มาเป็นอนุฯชุดที่ 36 ทั้งที่การที่ก่อนหน้านี้มีคำแถลงของตัวเองชัดเจน เพราะถ้าดำเนินการแบบนี้พวกเรา คปท.ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ด้าน นายแพทย์ตุลย์ เรียกร้องให้กกต.ยึดมติอนุฯชุดที่ 26 เท่านั้น ซึ่งการตั้งอนุฯที่ 36 ซึ่งเป็นคณะพิเศษ ถือว่ามีพิรุธ และถ้ากกต.ใช้วิธีการที่จะยื่นส่งฟ้องต่อศาลน้อยกว่า 229 คนก็ถือว่ามีพิรุธเช่นกัน
ถ้ากกต.ชุดนี้ไม่อยากเดินตามรอยชุดของ พลตำรวจเอกวาสนา เพิ่มลาภที่ต้องคำพิพากษาจำคุกก็ขอให้เร่งพิจารณาและใช้มติของอนุฯชุดที่ 26 เป็นหลัก นี่คือสิ่งที่พวกเรามานำเสนอวันนี้และถ้าเกิดมีคำวินิจฉัยใดๆ ขอให้พิจารณาว่าองค์กรอิสระที่ถูกตั้งโดยสว.ชุดนี้ ซึ่งน่าจะเป็นโมฆะเกินกว่าครึ่งหนึ่งของสภา จึงอยากให้พิจารณาว่าองค์กรอิสระที่ถูกตั้งในช่วงนี้ควรจะเป็นโมฆะไปด้วยหรือไม่”
สว.สำรองกระทุ้งเร่งส่งศาลฎีกาฯ
ขณะที่กลุ่มสว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว อดีตผู้ช่วย ผบ.ตร.พร้อมคณะ ก็ได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ กกต. เร่งรัดการดำเนินคดีทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 และส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณาวินิจฉัยตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยเห็นว่ากระบวนการพิจารณาของ กกต.มีความยืดเยื้อล่าช้ากว่า 2 ปี 2 เดือนนับแต่การเลือกสว.ปัจจุบันสำนวนยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของศาล ทั้งที่มีข้อร้องเรียนและพยานหลักฐานปรากฏอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้ กกต.ชี้แจงความคืบหน้าให้ชัดเจน
นอกจากนี้ คดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหารวม 229 คน พร้อมเรียกร้องให้ กกต.เร่งส่งสำนวนให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยตามกระบวนการยุติธรรม โดยยืนยันว่าการออกมาเรียกร้องไม่ได้เป็นการตัดสินความผิดของบุคคลใดล่วงหน้า แต่ต้องการให้พยานหลักฐานเข้าสู่การตรวจสอบอย่างเต็มรูปแบบ
‘เจ๊แมว’บี้พิจารณาให้เสร็จโดยเร็ว
ขณะที่ นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท หรือเจ๊แมว เดินทางมายังสำนักงาน กกต.พร้อมโชว์หมายศาล เพื่อยื่นเรื่องขอรับเอกสารสำนวนคำวินิจฉัยสำคัญจากนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.โดยยืนยันว่า ตนเองและทีมทนายความ ขอรับหมายศาลมาดำเนินการส่งด้วยตนเอง เพื่อความรวดเร็วในการประกอบการพิจารณาคดี โดยเอกสารที่มาขอวันนี้คือ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการชุดที่ 26 ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่เคยชี้มูลความผิดบุคคลจำนวน 229 คน ในคดีที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินและคดียุบพรรคภูมิใจไทย รวมถึงกรณีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และบุคลากรภายในพรรคภูมิใจไทย ทั้งนี้ ศาลนัดขึ้นศาลอีกครั้ง ในวันที่ 9 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ จึงต้องรีบนำเอกสารหลักฐานชุดดังกล่าวไปประกอบการพิจารณาคดี โดยขั้นตอนในวันนี้เป็นการนำหมายศาลมาลงรับและยื่นส่งแก่ กกต.อย่างเป็นทางการ
จ่อเชิญDSIแจงสอบสส.ส้มเอี่ยวนอมินี
นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เตรียมเชิญ นายสมชาติเตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน มาสอบปากคำ หลังพบความเกี่ยวข้องเส้นทางการเงินในบริษัทนิติบุคคลที่ถูกอ้างว่าเป็นนอมินี โดยมีการเข้าไปถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในบริษัทมากกว่า 30 แห่ง ซึ่งไม่มีการประกอบธุรกิจจริง แต่มุ่งเน้นการถือครองที่ดินและอาคารชุดมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ร่วมกับชาวต่างชาติเป็นความจริงหรือไม่ว่า กมธ.ตำรวจฯเตรียมเชิญอธิบดีดีเอสไอ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูลเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่ จะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่รวมถึงมีความผิดตามกฎหมายและเข้าข่ายเป็นนอมินีให้ต่างชาติหรือไม่ เนื่องจากขัดต่อนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการกวาดล้างขบวนการดังกล่าวอย่างจริงจัง เพราะถือเป็นภัยความมั่นคงและอธิปไตย
นายวัชรพงศ์กล่าวต่อว่า ตนขอเรียกร้องให้พรรค ปชน.ออกมาชี้แจงและตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับการตรวจสอบฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ไม่ควรปล่อยหรือผลักให้ผู้ต้องสงสัยต้องไปเผชิญชะตากรรมนอกพรรค โดยไม่แสดงความรับผิดชอบเช่นเดียวกับ คนในพรรคอื่นๆ ที่เคยมีคดี เหมือนถูกตัดหางปลอยวัด หลังส่อจะมีความผิดกฎหมาย

