บทบรรณาธิการ : 31 ตุลาคม 2569

ซักฟอกสองรอบ ฝ่ายค้าน ต้องตอบให้ได้ประชาชนได้อะไร
การทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลถือเป็นบทบาทสำคัญของฝ่ายค้านในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะ
การอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกลไกตรวจสอบฝ่ายบริหารที่มีความเข้มข้นสูง เพราะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลและต้องลงมติในท้ายที่สุด ดังนั้นการเตรียมข้อมูล หลักฐาน และข้อกล่าวหาที่มีน้ำหนัก จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากฝ่ายค้าน
หลังฝ่ายค้านยื่นญัตติขออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล และเสนอขอเวลา 5 วัน ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเสนอให้ 3 วัน ก่อนที่การประชุมวิป 3 ฝ่าย จะพยายามหาข้อยุติ โดยรัฐบาลยอมเพิ่มเวลาให้เป็น 4 วัน แต่ฝ่ายค้านยังยืนกรานต้องการ 5 วัน จนการเจรจาไม่เป็นผลและฝ่ายค้านวอล์กเอาท์ออกจากที่ประชุม
อย่างไรก็ตาม ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็กลับมาเจรจากันอีกครั้งและได้ข้อสรุปที่ 4 วันเต็มสำหรับการอภิปราย และอีก 1 วันสำหรับลงมติ กำหนดวันที่ 7-10 ธันวาคมและลงมติวันที่ 11 ธันวาคม 2569 รวมเวลา 72 ชั่วโมงแบ่งเป็นฝ่ายค้าน 51 ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาล 17 ชั่วโมงและประธานในที่ประชุม 4 ชั่วโมง ถือเป็นการหาจุดกึ่งกลางระหว่างข้อเสนอของทั้งสองฝ่าย
ทว่า ขณะที่ทุกฝ่ายเข้าใจว่าการกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ข้อยุติแล้ว กลับมีกระแสข่าวว่าฝ่ายค้านอาจยื่นญัตติขออภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 แบบไม่มีการลงมติ ก่อนที่จะถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 อีกครั้งในเดือนธันวาคม ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า เหตุใดจึงต้องมีการอภิปรายถึงสองรอบ และมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด
แน่นอนว่า มาตรา 151 กับมาตรา 152 มีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน มาตรา 151 เป็นการอภิปรายเพื่อขอลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ส่วนมาตรา 152 เป็นการอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อรัฐบาล โดยไม่มีการลงมติ ดังนั้น การใช้สิทธิตามมาตรา 152 จึงไม่ใช่เรื่องที่ผิดกติกา และฝ่ายค้านย่อมมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะใช้กลไกดังกล่าวได้
แต่คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าทำได้หรือทำไม่ได้ หากอยู่ที่ว่าจำเป็นต้องทำหรือไม่ และประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรจากการอภิปรายเพิ่มเติมอีกหนึ่งรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากการอภิปรายเกิดขึ้นในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน
ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 ที่ตกลงกันไว้แล้วนั้น ฝ่ายค้านได้รับเวลาอภิปรายถึง 51 ชั่วโมง หรือมากกว่า 2 วันเต็ม โดยมีเป้าหมายตรวจสอบรัฐมนตรีถึง 18 คน ก็ถือว่ามีเวลาเพียงพอที่จะนำเสนอข้อมูลและหลักฐานต่อสาธารณชน หากมีข้อกล่าวหาที่หนักแน่นจริง ก็ควรใช้เวทีดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด มากกว่าจะสร้างเวทีอภิปรายเพิ่มขึ้นมาอีกโดยที่ยังไม่ปรากฏความชัดเจนว่าจะมีเนื้อหาแตกต่างกันอย่างไร
อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ การประชุมสภาแต่ละครั้งมีต้นทุน ทั้งเวลา ภารกิจของฝ่ายบริหารและการทำงานของหน่วยงานราชการที่ต้องเตรียมข้อมูลมาชี้แจง รวมถึงเวลาของประชาชนที่ต้องติดตามรับฟังการอภิปรายทางการเมือง ซึ่งหากเป็นการอภิปรายที่มีสาระ มีข้อมูลใหม่ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้ประเทศ ก็ย่อมคุ้มค่า แต่ถ้าเป็นเพียงการเพิ่มเวทีเพื่อโจมตีทางการเมือง โดยมีเนื้อหาซ้ำซ้อนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำหนดไว้แล้ว ก็ยากที่จะอธิบายได้ว่าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างไร
ฝ่ายค้านต้องไม่ลืมว่า การตรวจสอบรัฐบาลไม่ใช่เพียงการใช้เวทีสภาเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามให้มากที่สุด หรือการวัดความสำเร็จจากจำนวนชั่วโมงที่ได้อภิปราย แต่ต้องวัดจากคุณภาพของข้อมูลข้อเท็จจริง และหลักฐานที่นำเสนอต่อประชาชน รวมถึงความสามารถในการทำให้รัฐบาลต้องตอบคำถามและรับผิดชอบต่อสิ่งที่ถูกตรวจสอบ
เพราะประชาชนไม่ได้ต้องการเห็นนักการเมืองแข่งขันกันว่าใครจะได้เวลาอภิปรายมากกว่ากัน แต่ต้องการเห็นการตรวจสอบที่มีคุณภาพ ได้ข้อเท็จจริง และนำไปสู่การแก้ปัญหาของประเทศ ไม่ใช่ต้องมานั่งติดตามการเมืองที่ยืดเยื้อหลายรอบ โดยสุดท้ายแล้วอาจไม่ได้อะไรนอกจากวาทกรรมและการกล่าวโจมตีกันไปมา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

