หึ่งกดดันคกก.สันติสุข แม้วออกฤทธิ์ จี้รับคำร้องขอนิรโทษ แลกเสียงโหวตอุ้มครม. ‘อนุทิน’ท้ารบฝ่ายค้าน ซักฟอกเจอกันธ.ค.นี้

หึ่งกดดันคกก.สันติสุข
แม้วออกฤทธิ์
จี้รับคำร้องขอนิรโทษ
แลกเสียงโหวตอุ้มครม.
‘อนุทิน’ท้ารบฝ่ายค้าน
ซักฟอกเจอกันธ.ค.นี้
นายกฯอนุทิน ลั่นไม่หนีซักฟอก เจอกันเดือนธันวาคม ยันรัฐบาลเสถียรภาพแน่น ชูบ้านเมืองมาก่อนการเมือง กระซิบฝ่ายค้านวิจารณ์ผลงานได้ แต่กล่าวหาไร้หลักฐานไม่ได้ รับไม่ได้ ยอมรับการเมืองแรงเอาความขัดแย้งส่วนตัวมาปะปน ข่าวลือสะพัด!!“ทักษิณ”แผลงฤทธิ์ กดดัน คกก.สันติสุข รับคำร้องขอนิรโทษกรรม แลกเสียง พท.โหวตศึกซักฟอกครม.อนุทิน ด้าน “ร.อ.ธรรมนัส” ยังไม่เล่นด้วย
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” ถึงสถานการณ์การเมืองและศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า รัฐบาลไม่ได้หลีกเลี่ยงการตรวจสอบและพร้อมเข้าสภาในเดือนธันวาคม หลังการหารือกำหนดเวลาในช่วงที่ผ่านมา ไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้
นายอนุทินกล่าวว่าเดิมรัฐบาลเตรียมพร้อมรับการอภิปรายไว้แล้ว ถึงขั้นกำชับรัฐมนตรีทุกคนไม่ให้เดินทางในช่วงสัปดาห์ที่คาดว่าจะมีการอภิปรายเพราะต้องการให้ทุกคนอยู่ตอบข้อซักถามในสภา แต่เมื่อการกำหนดเวลาไม่ลงตัวกลับมีข้อกล่าวหาว่า รัฐบาลหนีสภา ซึ่งยืนยันว่าไม่เป็นความจริง
“ไม่เคยหนีครับ จริงๆ ณ ขณะนี้เราควรจะอยู่บนบัลลังก์ที่สภาเพื่อรับฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีทุกคนผมสั่งไว้แล้วว่า ห้ามเดินทางในช่วงสัปดาห์นี้” นายอนุทิน กล่าว
ชูบ้านเมืองมาก่อนการเมือง
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าการเดินทางไปต่างประเทศของตนเองมีเหตุผลจากภารกิจประเทศ เพราะการพบผู้นำและนักลงทุนด้วยตัวเองมีน้ำหนักต่างจากการมอบหมายบุคคลอื่น พร้อมยกผลจากการดำเนินงานที่ผ่านมา ทั้งการลงทุน การส่งออก และการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ว่ารัฐบาลต้องพิจารณาผลประโยชน์ของประเทศควบคู่กับการเมืองในสภา
พร้อมย้ำจุดยืนว่าไม่ว่ารัฐบาลกับฝ่ายค้านจะเห็นต่างกันเพียงใด การบริหารประเทศต้องมาก่อนเกมการเมือง โดยมองว่าการเมืองสำหรับตนไม่ใช่แม้แต่ลำดับสอง แต่เป็นเรื่องท้ายๆ หากต้องเลือกระหว่างการตอบโต้ทางการเมืองกับภารกิจที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศจะเลือกอย่างหลัง
“อย่างไรก็ตามความเป็นรัฐบาล ชอบหรือไม่ชอบ บ้านเมืองต้องมาก่อน การเมืองนี้ไม่ใช่เรื่องลำดับสองด้วยนะสำหรับผมลำดับท้ายๆ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
ยันรัฐบาลเสถียรภาพแน่น
สำหรับกรณีฝ่ายค้านอาจเลือกอภิปรายรัฐมนตรีบางพรรคและมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีเป้าหมายกระทบความสัมพันธ์ภายในรัฐบาล นายกฯกล่าวว่า จะคิดอย่างไรก็ได้ แต่รัฐบาลยังมีเสถียรภาพ และตนไม่กังวลว่าจะเลือกอภิปรายใคร หรือเว้นใคร หากฝ่ายค้านจะอภิปรายตนเพียงคนเดียวก็ถือว่าครอบคลุมความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรีทั้งหมดแล้ว
นายกรัฐมนตรีกล่าวเน้นย้ำว่ารัฐบาลจะเดินหน้าทำงานตามทิศทางที่วางไว้ ไม่เปลี่ยนนโยบายเพราะแรงกดดันทางการเมืองเพียงอย่างเดียว พร้อมยืนยันว่าการตรวจสอบเป็นเรื่องปกติของระบบรัฐสภา แต่ทุกฝ่ายควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและไม่ทำให้เกมการเมืองอยู่เหนือประโยชน์ของประเทศ
ย้ำฟ้องแชร์ค่าน้ำชา7ล้าน
นายอนุทินยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับผู้เผยแพร่หรือแชร์ข้อมูลที่กล่าวหาว่ามีเงิน7ล้านบาทเข้าบัญชีธนาคารในลักษณะค่าน้ำชา โดยแยกชัดระหว่างการวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลกับการกล่าวหาเรื่องทุจริตหรือผลประโยชน์ที่ไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ
“หากถูกวิจารณ์ว่าบริหารประเทศไม่มีประสิทธิภาพ ทำตามนโยบายไม่ได้ หรือทำงานผิดพลาด ตนพร้อมรับการตรวจสอบและจะไม่ใช้สิทธิฟ้องร้องแต่กรณีกล่าวหาว่ารับเงิน 7 ล้านบาท เป็นคนละเรื่อง เพราะไม่ใช่การตรวจสอบการบริหาร แต่เป็นข้อกล่าวหาที่สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและทำให้สังคมเข้าใจผิด ถ้ามาหาว่า อยู่ดีๆ ผมมีเงิน 7 ล้านไปในบัญชีธนาคารกสิกรไทยเพื่อเป็นค่าน้ำชา อย่างนี้ผมฟ้องเพราะอย่างนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องการตรวจสอบการทำงานของผม นี่เป็นเรื่องของการกล่าวหาให้ร้าย หมิ่นประมาท”นายกฯ กล่าว
นายอนุทินยังกล่าวถึงมาตรฐานการทำงานของฝ่ายค้านโดยยกนายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ อดีตนายกฯเป็นตัวอย่างว่า แม้ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน และวิจารณ์รัฐบาลอย่างเต็มที่ แต่ยังให้เกียรติกันและไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย พร้อมมองว่าการตรวจสอบรัฐบาลสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้วาทกรรมด้อยค่าหรือบูลลี่บุคคล
ยืนกรานยังไม่เปิดด่านเขมร
สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นายกฯระบุว่าขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเปิดด่านเมื่อใด และยังไม่มีแนวโน้มฟื้นความสัมพันธ์กลับสู่ระดับเดิม จนกว่าประเด็นที่ไทยเห็นว่าจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขจะมีความชัดเจน ทั้งเรื่องพื้นที่ทางบก พื้นที่ทางทะเล ปัญหาสแกมเมอร์ และความปลอดภัยของคนไทย
นายอนุทินกล่าวว่า การปิดด่านดำเนินมาระยะหนึ่งแล้ว และรัฐบาลยังต้องพิจารณาผลประโยชน์ของไทยเป็นหลัก โดยเฉพาะการป้องกันสินค้าหรือผลผลิตเกษตรผิดกฎหมาย การสกัดเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงเงื่อนไขด้านความมั่นคง ก่อนจะเดินหน้าไปสู่การฟื้นความสัมพันธ์ในระดับเดิม
ธนกรเย้ยเท้งอย่าทำให้ผิดหวัง
นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรระบุว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในช่วงวันที่ 7-11 ธันวาคมจะทำให้ข้อมูลของฝ่ายค้านแน่นหนามากขึ้นเพราะยิ่งทอดเวลาออกไปยิ่งมีเวลามากขึ้นว่า เป็นเรื่องดีที่นายณัฐพงษ์ยอมรับเองว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจในเดือนธันวาคม จะทำให้ฝ่ายค้านมีข้อมูลมากขึ้นเพราะแสดงว่าหากมีการอภิปรายในช่วงนี้ฝ่ายค้านจะไม่มีข้อเท็จจริงที่เป็นเนื้อหาสาระเพียงพออะไรเลย นอกจากวาทกรรมเสียดสีทางการเมือง หากดันทุรังไปฝ่ายค้านจะเสียภาพลักษณ์ในสายตาประชาชนเปล่าๆ ดังนั้นหวังว่าเวลาที่เหลือจากนี้ก่อนจะถึงวันอภิปราย ฝ่ายค้านจะพูดโหมโรงให้น้อยลง แล้วลงมือหาข้อมูลให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้พี่น้องประชาชนที่รอฟังการอภิปรายต้องผิดหวัง
พร้อมชี้แจงทุกประเด็น
ส่วนกรณีที่นายณัฐพงษ์ระบุว่า การที่รัฐบาลจะเคารพกลไกสภาฯไม่จำเป็นต้องรอในเวทีซักฟอกการตอบกระทู้ถามสดหรือการชี้แจงกรรมาธิการถือเป็นเวทีที่สำคัญนั้น นายธนกรกล่าวว่านายณัฐพงษ์ย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจว่าที่ผ่านมาพรรคประชาชนใช้การประชุมกรรมาธิการฯเป็นไปตามกลไกสภาฯหรือไม่ การตั้งกระทู้ถาม จริงใจหาข้อเท็จจริง หรือแค่ใช้เสียดสีทางการเมือง รัฐบาลพร้อมชี้แจงทุกนโยบาย หากเกิดประโยชน์กับประชาชนแต่หากเป็นไปเพื่อตอบสนองเกมการเมืองของคนบางกลุ่ม รัฐบาลไม่อยากเสียเวลาไปเปล่าประโยชน์ สู้เอาเวลาไปแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนยังดีเสียกว่า
“รัฐบาลพร้อมชี้แจงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้าน เพราะการบริหารงานของรัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกฯอนุทิน ยึดประชาชนเป็นที่ตั้งจึงไม่มีอะไรต้องกังวล ถือเป็นโอกาสดีด้วยซ้ำ ที่รัฐบาลจะได้ใช้เวทีนี้ชี้แจงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบถึงข้อมูลที่แท้จริงหวังว่าฝ่ายค้านจะทำหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรี ทำงานแบบฝ่ายค้านไม่ใช่ฝ่ายแค้น ข้อเสนอแนะใดที่เป็นประโยชน์รัฐบาลก็พร้อมจะนำไปพิจารณาอยู่แล้ว ประชาชนจะได้ประโยชน์สูงสุด ที่สำคัญรัฐบาลจะใช้เวทีนี้ในการชี้แจงผลงานต่างๆของรัฐบาล ซึ่งมีโครงการดีๆหลายโครงการออกมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน”นายธนกร กล่าว
โต้‘เท้ง’บอกนายกฯฟ้องปิดปาก
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่าเมื่อการแชร์เฟคนิวส์โดยสส.และส่งผลต่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่แค่ความผิดต่อตัวบุคคล เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่…คดีหมิ่นประมาททั่วไป แต่เป็นการกระทำที่ส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของรัฐสภาและต่อรัฐบาลในสายตาชาวโลกได้หากวันนั้นไม่มีคนช่วยตรวจสอบเปิดเผยความจริงออกมาได้อย่างรวดเร็ว เท้งจะใช้คำว่า“ปิดปาก”มาใช้ในกรณีนี้ไม่ได้ !!!
สรุปว่า จุดยืนของพรรคประชาชนเห็นว่าการปล่อยเฟคนิวส์ไม่มีความผิด ? แสดงว่าพรรคประชาชนไม่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อความเสียหายของประเทศที่เกิดจากเฟคนิวส์ ? มาตรฐานของพรรคประชาชนในความหมายที่เท้งบอกมา หมายถึง การปล่อยเฟคนิวส์โดย สส. ในสังกัดพรรคประชาชนเป็นสิทธิที่ทำได้ไม่มีความผิด และการฟ้องคนปล่อยเฟคนิวส์ ถือว่าเป็นการปิดปากงั้นหรือ ?
หึ่ง‘แม้ว’บีบคกก.สันติสุข
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเพื่อส่งต่อไปยังนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯประธานคณะกรรมการฯขอให้พิจารณาวินิจฉัยสิทธิได้รับการนิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 เพื่อล้างมลทินในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมืองนั้น
ขณะนี้ขั้นตอนเรื่องดังกล่าว อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องที่มีนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานจะต้องเรียกประชุมเพื่อพิจารณากลั่นกรองก่อนเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขชุดใหญ่
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา มีรายงานว่า นายทักษิณ พยายามกดดันบุคคลในรัฐบาลและคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขให้รับคำร้องดังกล่าว โดยใช้เสียงของ สส.พรรคเพื่อไทย จำนวน 74 เสียง ในการลงมติไว้วางใจนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย รวม 18 คน ที่จะมีขึ้นในวันที่ 7-11 ธันวาคมนี้ เป็นข้อแลกเปลี่ยน
นอกจากนี้ ยังมีรายงานด้วยว่า มีความพยายามกดดันไปทางร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรมซึ่งมีเสียง สส.อยู่ 58 เสียง เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการเข้าร่วมรัฐบาล แต่ในเบื้องต้น ร.อ.ธรรมนัส ยังไม่ได้ให้ความสนใจต่อข้อเสนอดังกล่าวนี้ของนายทักษิณ แต่อย่างใด
สะกิด2ฝ่ายอย่ามัวเอาชนะกัน
ด้าน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านหารือแนวทางอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 และการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามมาตรา 152 ว่า ตนสนับสนุนการตรวจสอบรัฐบาล แต่ไม่อยากเห็นรัฐบาลและฝ่ายค้าน มัวแข่งขันกันเอาชนะทางการเมือง จนลืมปัญหาปากท้อง ที่ประชาชนต้องแบกค่าครองชีพทุกวัน รัฐบาลลดราคาดีเซล B7 เหลือ 42.54 บาทต่อลิตร ลดแก๊สโซฮอล์ 91-95 ลิตรละ 50 สตางค์ เมื่อ 29 ต.ค. แต่ราคาน้ำมันยังสูง กระทบต้นทุนการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะเกษตรกร ผู้ประกอบการขนส่ง พ่อค้าแม่ค้าที่ต้องแบกทั้งค่าน้ำมันและค่าขนส่ง ล่าสุดมีรายงานจาก จ.มหาสารคาม ผู้รับจ้างเกี่ยวข้าวบางรายปรับค่าบริการจากไร่ละ 700 บาท เป็น 800 บาท เพราะต้นทุนน้ำมันเพิ่ม ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายกังวลเรื่องการใช้ดีเซล B20 กับเครื่องยนต์ ทำให้ชาวนายังต้องแบกรับภาระค่าเก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้น
“ภาวะเศรษฐกิจ ปัญหาค่าครองชีพพลังงานยังเป็นปัญหาใหญ่ น้ำมันลดบาทเดียว แต่ภาระชาวบ้านไม่ได้หายไปรถขนส่งต้องเติมน้ำมัน ชาวนาต้องจ่ายค่ารถเกี่ยวข้าว พ่อค้าแม่ค้าต้องจ่ายค่าขนสินค้า รายได้ไม่เพิ่ม ต้นทุนยังสูง รัฐบาลต้องมองให้ถึงประชาชน หาวิถีทางช่วยเหลือ บรรเทา เพิ่มเงินในกระเป๋าประชาชนให้ได้ ไม่ใช่มองแค่ตัวเลขราคาน้ำมันหน้าปั๊ม”
ชง3มาตรการช่วยเหลือปชช.
นายพร้อมพงศ์ยังได้ขอเสนอ3 มาตรการ เร่งด่วน 1.ลดต้นทุนน้ำมัน ทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมัน ภาษี ต้นทุนและค่าการกลั่น โดยคำนึงถึงฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและวินัยการคลัง เปิดเผยให้ประชาชนตรวจสอบได้ 2.ช่วยชาวนาและภาคขนส่งที่เดือดร้อน สำรวจต้นทุนค่ารถเกี่ยวข้าว ค่าขนส่งผลผลิต พิจารณาช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มใช้วงเงินที่มีอยู่ตามกฎหมาย 3.กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ติดตามต้นทุนค่าขนส่งและราคาสินค้าจำเป็น หากพบพฤติการณ์ที่อาจฝ่าฝืนกฎหมาย ให้ตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ และเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) พิจารณาในเรื่องที่อยู่ในอำนาจ พร้อมรายงานผลให้ประชาชนทราบ
อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวอีกว่าฝ่ายค้านต้องตรวจสอบด้วยข้อมูลและหลักฐาน รัฐบาลต้องตอบด้วยผลงาน ไม่ใช่เพียงบอกว่าลดราคาน้ำมันแล้ว แต่ต้องพิสูจน์ว่าชาวบ้านมีภาระลดลงจริงหรือไม่ แก้ปัญหาให้ถึงกระเป๋าชาวบ้าน อย่ามัวแข่งกันว่าใครจะชนะในสภา ต้องแข่งกันว่าใครทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้นได้จริง
“การเมืองจะชนะกันกี่ยกก็ได้ แต่อย่าให้ประชาชนต้องแพ้ทุกยกเพราะคนเดือดร้อนไม่ได้รอฟังว่าใครชนะเกมการเมือง เขารอว่าชีวิตจะดีขึ้นเมื่อไหร่”
นายพร้อมพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย
เปิดเมนูครม.สัญจรอุดรธานี
น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) วันที่ 3 พ.ย.นี้ที่ “มลฑาทิพย์ ฮอลล์ ศูนย์ประชุมและจัดแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดอุดรธานี” เป็นสถานที่จัดประชุมหลัก เพื่อรองรับภารกิจสำคัญของรัฐบาลในการตรวจติดตาม ปรับปรุง แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ตลอดจนสร้างการรับรู้นโยบายและโครงการพัฒนาพื้นที่ในระดับภูมิภาค
ต่อยอดอาหารภาคอีสาน
ทาง จ.อุดรธานีได้เตรียมเมนูอาหารท้องถิ่น เสิร์ฟบนโต๊ะอาหารครม.และผู้เข้าร่วมประชุมได้สัมผัสความอร่อยของดีภาคอีสาน เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่น และต่อยอดสู่ Soft Power ด้านอาหารของภาคอีสาน โดยคัดเลือกอาหารหลากหลายเมนู ดังนี้ เมนูอาหารเช้า ประกอบด้วย ข้าวเปียก ขนมปังญวณ น้ำเต้าหู้ เมนูอาหารว่าง ประกอบด้วย ข้าวต้มมัดกลีบบัวแดง ข้าวเม่า ขนมปังสามสหาย สับปะรดภูแล แตงโม เมนูอาหารกลางวัน ประกอบด้วย พิคานย่าวัวบ้านย่างเตาถ่าน ซั่วบัวแดง ไข่เจียวผำและไข่มดแดง ปลาส้มทอดทรงเครื่องแหนมเนือง ต้มแซ่บกระดูดหมู ไก่ย่าง ก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย หมี่กะทิ ข้าวหมูแดง ข้าวหมูกรอบ ส่วนเมนูของหวาน ประกอบด้วย ไอศกรีมกะทิ หมาน้อยลอยกะทิ ข้าวเหนียวมะม่วงน้ำดอกไม้
“จ.อุดรธานีพร้อมต้อนรับคณะรัฐมนตรี ตลอดจนระบบอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อรองรับเป้าหมายหลักของ ครม. สัญจร ในการลงพื้นที่รับฟังปัญหาของประชาชน และขับเคลื่อนแผนงานโครงการของรัฐบาลให้บรรลุผลสัมฤทธิ์”รองโฆษกประจำสำนักนายกฯกล่าว
กสิกรไทยแจ้งจับมือบอน
รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่สถานีตำรวจนครบาล บางซื่อ นายธานินทร์ ได้รับมอบอำนาจจาก ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โดยนายศิริพงษ์ ให้มาพบพนักงานสอบสวน สืบเนื่องจาก ทีมศูนย์รับเรื่องร้องเรียนลูกค้าของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับแจ้งเหตุ ตรวจสอบ และให้ข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่ลูกค้าของ ธนาคารกสิกรไทยได้พบว่าคนร้ายซึ่งไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดและมีจำนวนเท่าใด คาดว่าเป็นการกระทำการปลอม แอบอ้างชื่อ, Logo, Product ของธนาคาร ปรากฏลงในภาพถ่ายสลิปการโอนเงิน ซึ่งปรากฏข้อมูลโลโก้ The Wisdom และชื่อ ธ.กสิกรไทยระบุเป็นการทำรายการโอนเงินวันที่ 31
ต.ค. 2566 เวลา 15.03 น. จำนวนเงิน7,000,000 บาท (เจ็ดล้านบาท) ปรากฏตามภาพถ่ายที่แนบมาพร้อมนี้ซึ่งทีมศูนย์รับเรื่องร้องเรียนลูกค้าของธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) ตรวจสอบแล้วพบว่า สลิปการโอนเงินดังกล่าว ไม่ได้ออกโดยระบบของธนาคารกสิกรไทย
จึงเชื่อได้ว่าเป็นการปลอมที่ทำขึ้นเพื่อแอบอ้างชื่อ, Logo, Product ของธนาคาร เพื่อหลอกลวงบุคคลทั่วไป ธนาคารไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้น หากมีบุคคลใดหลงเชื่ออาจสามารถเป็นช่องทางในการกระทำทุจริตอันเป็นความผิดทางอาญาและความผิดตาม พ.ร.บ.ด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
ทำธนาคารเสื่อมเสีย
ซึ่งทำให้ธนาคารได้รับความเสียหายและขาดความน่าเชื่อถือ จึงมาแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิด และดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป และหากปรากฏว่ามีการกระทำความผิดตามกฎหมายก็ประสงค์แจ้งความดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจนกว่าคดีจะถึงที่สุด
ทั้งนี้ เหตุเกิดหลายท้องที่เกี่ยวเนื่องกันมี ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 400/22 ถ.พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร และธนาคารกสิกรไทย อาคารแจ้งวัฒนะ 47/7 หมู่ 3 ถ.ป๊อปปูล่า ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จึงมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

