คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

‘มหันตภัย’ของพลเมืองโลก
ข่าวเรื่องการเตือนภัยของรัฐบาลใน 33 ประเทศ ให้ประชาชนเตรียมสำรองอาหารและสิ่งของจำเป็นอย่างน้อย 72 ชั่วโมง หากเกิดกรณีฉุกเฉิน โดยที่ประเทศไทยไม่ได้ประกาศตามนั้น ต้องฟังหูไว้หู อย่าไปบ้าจี้ตาม ดังที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วว่า“เราควรตระหนักตลอดเวลา แต่ก็ต้องไม่ตระหนก”
นั่นก็เพราะเรายังไม่รู้ว่าภัยที่จะเกิดขึ้นนั้นคือภัยอะไร ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วเวลานี้ภัยที่คุกคามชีวิตมนุษย์นั้นมีอยู่รอบตัว นอกจากมนุษย์ต่อมนุษย์ก่อสงครามประหัตประหารกันเอง จนทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจตามมาแล้ว ก็ยังมีภัยธรรมชาติที่กลับมาเล่นงานมนุษย์ถี่ขึ้น หลังจากถูกมนุษย์ทำลายอย่างไม่บันยะบันยัง ทั้งปัญหาน้ำท่วมจากฝนตกไฟไหม้ แผ่นดินไหว และเวลานี้ปัญหาธารน้ำแข็งละลายจาก“ภาวะโลกร้อน” ก็กำลังกลายเป็นวิกฤตที่น่ากลัว ที่จะทำให้เกิดภัยพิบัติรุนแรงหลายรูปแบบตามมาอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้น ในความเจริญด้านเทคโนโลยีของมนุษย์ ก็ยังมี“ภัยคุกคามทางไซเบอร์” จากการถูกแฮกเกอร์ปฏิบัติการโจมตีด้วยการเข้าไปเจาะระบบข้อมูล เพื่อทำลายโครงข่ายดิจิทัลทุกรูปแบบ เช่น โครงข่ายไฟฟ้าและการชำระเงิน ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ก็เพิ่งจะเกิดขึ้นในประเทศยุโรป
เหตุการณ์ที่ว่านี้เกิดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงคืนวันที่ 11 ถึงเช้าวันที่ 12 ตุลาคมเมื่อเดือนที่แล้วโดย “แฮกเกอร์” ได้เจาะเข้าระบบควบคุมความเย็นระยะไกลของซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าปลีกมากกว่า 350-700 แห่งทั่วประเทศฝรั่งเศส ด้วยการบังคับเพิ่มอุณหภูมิตู้แช่เย็นและตู้แช่แข็ง ส่งผลให้อาหารสดและอาหารแช่แข็งเน่าเสีย และบางสาขายังเกิดเพลิงไหม้ขนาดเล็กด้วย ซึ่งมูลค่าความเสียหายคิดเป็นเงินหลายสิบล้านยูโร เทียบเป็นเงินไทยก็หลายพันล้านบาท
พร้อมๆ กับฝรั่งเศส ประเทศในยุโรปอีก 2 ประเทศ คือ เนเธอร์แลนด์และเบลเยียม ก็ถูกโจมตีทางไซเบอร์ด้วยเช่นกัน โดยมีรายงานว่า เครือซูเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่ของ“Ahold Delhaize” ที่เป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติ“ดัทช์-เบลเยียม” ซึ่งดำเนินธุรกิจค้าปลีก ซูเปอร์มาร์เก็ต และอี-คอมเมิร์ซระดับโลกต้องตัดการเชื่อมต่อระบบบางส่วนและปิดระบบออนไลน์ชั่วคราว
ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์นั้น ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ถูกโจมตี คือ“Albert Heijn” (อัลเบิร์ต ไฮน์) หรือที่ชาวดัทช์นิยมเรียกว่า“Appie” ซึ่งเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศเนเธอร์แลนด์ มีส่วนแบ่งทางการตลาดถึง 37.7 เปอร์เซ็นต์ ดำเนินกิจการแบบ“ไฮเปอร์มาร์เก็ต” หรือ ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ที่รวม“ห้างสรรพสินค้า”และ“ซูเปอร์มาร์เก็ต”เข้าไว้ด้วยกันผู้ใช้บริการสามารถซื้อสินค้าได้ทุกชนิดแบบ“ครบวงจร”
ส่วนที่ประเทศเบลเยียม ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ “Delhaize”(เดลไฮซ์) ซึ่งเปิดให้บริการทั้งในประเทศเบลเยียม ประเทศลักเซมเบิร์ก และในประเทศภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก จากการดำเนินธุรกิจค้าปลีกอาหารและอี-คอมเมิร์ซ ภายใต้เครือข่ายของ “อัลเบิร์ต ไฮน์” รวมทั้งยังมีการเข้าไปลงทุนในสหรัฐอเมริกา เช่น เครือ “Food Lion” และ “Hannaford” ถูกโจมตีในลักษณะเดียวกันกับที่เนเธอร์แลนด์
ทั้ง“อัลเบิร์ต ไฮน์” และ“เดลไฮซ์” เมื่อถูกโจมตี จึงต้องตัดการเชื่อมต่อระบบบางส่วนและปิดระบบออนไลน์ชั่วคราว ส่งผลให้ระบบไอทีของเครือข่าย "Ahold Delhaize" ที่ให้บริการภายนอกส่วนใหญ่ รวมถึงแอปและเว็บไซต์ ทั้งในเนเธอร์แลนด์และเบลเยียมต้องหยุดทำงาน และในที่สุดก็กระทบไปยังห่วงโซ่อุปทานอื่นๆ ทำให้สินค้าบนชั้นวางทั่วประเทศเนเธอร์แลนด์ของ“อัลเบิร์ต ไฮน์” และ“เดลไฮซ์”ในเบลเยียมหมดสต๊อกเป็นเวลานานกว่าหนึ่งสัปดาห์
ดังนั้น จึงพอประมวลและเชื่อได้ว่า การเตือนภัยของรัฐบาลใน 33 ประเทศ ให้ประชาชนของตนเตรียมสำรองอาหารและสิ่งของจำเป็นอย่างน้อย 72 ชั่วโมง หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ก็น่าจะมีสาเหตุมาจากเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียม เป็นประการสำคัญ
การเตือนภัยที่ว่านี้ เริ่มต้นจากประเทศในยุโรป 17 ประเทศ ซึ่งไม่มีรัฐบาลประเทศไหนบอกตรงๆ กับประชาชนว่าแจ้งเตือนเพื่อรับมือกับ“ภัย”อะไร เพียงแค่ประกาศแนะนำให้ประชาชน กักตุนอาหาร น้ำดื่ม และของใช้ที่จำเป็น
เช่นว่า สหราชอาณาจักร หรือ“อังกฤษ” มีแคมเปญ “Be Ready” แนะนำให้ประชาชนสำรองอาหารและน้ำดื่มประมาณ 9 ลิตร/คน อาหารแห้ง ยา ไฟฉาย เพื่อรอความช่วยเหลือยามฉุกเฉินเพียงพอสำหรับ 3 วัน, ฝรั่งเศส แนะนำ 72 ชั่วโมง, เยอรมนี แนะนำ 3-10 วัน, เนเธอร์แลนด์ แคมเปญ“Think Ahead” แนะนำ 72 ชั่วโมง, เดนมาร์ก แนะนำ 3 วัน, นอร์เวย์ แนะนำ 1 สัปดาห์, ฟินแลนด์ แนะนำ 72 ชั่วโมง, เอสโตเนีย แนะนำ 1 สัปดาห์, ลัตเวีย แนะนำ 72 ชั่วโมง, ลิทัวเนีย แนะนำ 72 ชั่วโมง, โปแลนด์ แนะนำ 72 ชั่วโมง, สาธารณรัฐเช็ก แนะนำ 72 ชั่วโมง, ออสเตรีย แนะนำ 10-14วัน, สวิตเซอร์แลนด์ แนะนำ 1 สัปดาห์, ไอร์แลนด์ เน้นให้เตรียมพร้อมโดยไม่ระบุจำนวนวันตายตัว, โครเอเชีย เน้นการเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติโดยไม่ระบุจำนวนวันตายตัว
และอีกหนึ่งประเทศในยุโรป คือ สวีเดน ถือว่าสมบูรณ์แบบที่สุด มีคู่มือ “If Crisis or War Comes” ซึ่งจัดทำและแจกจ่ายโดยหน่วยงานด้านการป้องกันภัยพลเรือนของสวีเดน (MSB) แนะนำให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในเบื้องต้นอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์หรือสงคราม เช่น น้ำดื่ม อย่างน้อย 3 ลิตรต่อคนต่อวัน สำหรับการดื่มและการประกอบอาหาร ส่วนอาหารก็เป็นอาหารแห้งและอาหารที่ไม่ต้องแช่เย็นหรือปรุงสุกซับซ้อน รวมทั้ง อุปกรณ์ให้ความอบอุ่นและทำอาหาร เช่น เตาพกพาแก๊สกระป๋อง เทียนไข ไฟแช็ก ถุงนอน และเสื้อผ้ากันหนาว
หรือแม้แต่ ที่มีคนเคยหัวเราะด้อยค่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ที่แนะนำอุปกรณ์สำคัญคือ“วิทยุทรานซิสเตอร์”ให้ประชาชนเตรียมไว้รับฟังข่าวสารและคำเตือนจากทางราชการหากเกิดภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งคู่มือเตือนภัยของสวีเดน ก็มีข้อแนะนำให้ประชาชนเตรียมวิทยุที่ใช้ถ่านหรือพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ด้วย เพื่อรับฟังประกาศฉุกเฉินจากทางการ
ในทวีปอื่นๆ อีก 16 ประเทศ ที่นอกจากยุโรปก็มี สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, เม็กซิโก, ชิลี, โคลอมเบีย, อาร์เจนตินา, บราซิล, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, สิงคโปร์, อินเดีย, ฟิลิปปินส์, อิสราเอล, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ และแอฟริกาใต้
สำหรับประเทศไทย ถูกต้องแล้วที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล แนะนำประชาชนว่า “เราควรตระหนักตลอดเวลา แต่ก็ต้องไม่ตระหนก” เพราะของเราถึงอย่างไรในน้ำก็ยังมีปลา ในนาก็ยังมีข้าว โดยเฉพาะประชาชนคนไทยที่อยู่ในต่างจังหวัดนั้น เรื่องข้าวปลาอาหารไม่มีอดแน่นอน
ขณะที่ประเทศในยุโรปข้าวปลาอาหารส่วนใหญ่ต้องนำเข้า และถึงฤดูหนาวในปีนี้คงยิ่งแสนสาหัส เพราะเมื่อก่อนเคยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียถึง 45 เปอร์เซ็นต์ แต่พอเกิดสงคราม“รัสเซีย-ยูเครน”ไปถือหางยูเครนตามก้นสหรัฐฯ และลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียตั้งแต่ปี 2565 จึงทำให้ระบบทำความร้อน“หม้อไอน้ำ”ส่วนกลางเพื่อส่งผ่านท่อแจกจ่ายไปตามบ้านเรือนประชาชนและอาคารต่างๆ
มีปัญหาตามไปด้วย
แม้ว่าประชาชนหลายประเทศในยุโรปต้องทนกับความหนาวเย็นมาแล้วกว่า 3 ปี หลังจากลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย แต่สำหรับปีนี้เคราะห์ซ้ำกรรมซัดหนักกว่าเดิม
เพราะนอกจากปัญหาอากาศหนาวเย็นแล้วยังจะต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องอาหารการกินจาก“สงครามไซเบอร์” !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

