อนุทินโชว์ผลงาน จับมือ3ด้านเยือนภูฏาน

เปิดผลสำเร็จเยือน “ภูฏาน” นายกฯเผยต่อยอดความร่วมมือ 3 ด้าน ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่าง 2 ประเทศ
เมื่อเวลา 07.10 น. วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 (ตามเวลาท้องถิ่นภูฏาน ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันสุดท้ายของการเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมภริยาและคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติพาโรไปยังเมืองเกเลฟู (Gelephu Mindfulness City: GMC) ซึ่งเป็นเมืองต้นแบบและเขตบริหารพิเศษทางตอนใต้ของภูฏาน ที่มุ่งพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ โดยผสมผสานการพัฒนาเมืองเข้ากับธรรมชาติอย่างสมดุล ตามพระราชวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน ในการนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าร่วมโครงการ 108 (Project 108) ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างเจดีย์แห่งการตรัสรู้ (Jangchub Chorten) จำนวน 108 องค์ บริเวณริมแม่น้ำ Mau Chhu ณ เมืองเกเลฟู หลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายกรัฐมนตรีและคณะ มีกำหนดเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน เพื่อกราบบังคมทูลผลการเยือนภูฏานอย่างเป็นทางการ รวมถึงความก้าวหน้าของความร่วมมือระหว่างสองประเทศในมิติต่างๆ ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย โดยคาดว่าจะเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงค่ำวันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำเร็จของการเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม -1 พฤศจิกายน 2569
โดยระบุว่า การเยือนครั้งนี้เป็นไปด้วยดีและประสบความสำเร็จ สะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับภูฏาน ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนาน โดยทั้งสองฝ่ายได้ลงนามความร่วมมือ 3 ฉบับ ครอบคลุมด้านสาธารณสุข พลังงานสะอาด และการเงินเพื่อการเกษตร เพื่อขยายความร่วมมือและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างกัน
นายกฯ กล่าวว่า แม้ภูฏานจะมีประชากรประมาณ 800,000 คน แต่เป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ และมีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านพลังงานสะอาด ทั้งพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับภาคเอกชนไทยในการเข้าไปลงทุนและร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยระหว่างการเยือน ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางขยายความร่วมมือและโอกาสการลงทุนในสาขาที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างกันในอนาคต
ด้านการเกษตร ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญของภูฏาน ไทยพร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาการเกษตรและการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเฉพาะความร่วมมือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การพัฒนาศักยภาพเกษตรกร และการยกระดับภาคการเกษตรของทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายตลาดสินค้าและบริการไปยังภูฏานและภูมิภาคเอเชียใต้
ด้านสาธารณสุข นายกฯ ระบุว่า ไทยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและพัฒนาความร่วมมือด้านสาธารณสุขกับภูฏานมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางการแพทย์ การพัฒนาบุคลากร และการเปิดโอกาสให้นักศึกษาแพทย์และพยาบาลจากภูฏานเข้ารับการฝึกอบรมในประเทศไทย โดยการลงนามความร่วมมือด้านสาธารณสุขในครั้งนี้ จะช่วยยกระดับความร่วมมือทางการแพทย์ รวมถึงส่งเสริมการส่งต่อผู้ป่วยจากภูฏานเข้ารับการรักษาในประเทศไทย ซึ่งมีบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบสาธารณสุขของทั้งสองประเทศ
สำหรับการเดินทางเยือนเมืองเกเลฟู (Gelephu Mindfulness City: GMC) นายกฯ กล่าวว่า เมืองเกเลฟูเป็นโครงการพัฒนาเมืองแห่งอนาคตของภูฏาน ที่มุ่งพัฒนาให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม โดยเห็นว่าโครงการดังกล่าวมีศักยภาพและเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักลงทุนไทยในการเข้าไปมีส่วนร่วมพัฒนาเมือง ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด การท่องเที่ยว และธุรกิจบริการ ซึ่งจะช่วยเปิดตลาดใหม่ให้ภาคเอกชนไทย และขยายความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

