'วัส ติงสมิตร’ กาง 4 ข้อ ชี้ ‘ทักษิณ’ ไม่เข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม เตือนกรรมการฯ อย่าเสี่ยงผิด ม.157

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มอบอำนาจให้ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อส่งต่อไปยัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ ประธานคณะกรรมการฯ ขอให้พิจารณาวินิจฉัยสิทธิได้รับการนิรโทษกรรม และพ้นจากความรับผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 เพื่อล้างมลทินในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งปัจจุบันเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างขั้นตอนของคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง หลังจากนั้นไม่นานมีรายงานข่าวแจ้งว่า คณะกรรมการท่านหนึ่ง ได้แจ้งความเห็นอย่างไม่เป็นทางการต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ว่ากรณีนายทักษิณ ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับนิรโทษกรรม
ล่าสุดวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวที่ ทักษิณ ชินวัตร มอบอำนาจให้ ทนายความ ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ด้วยข้อความทั้งหมดว่า "ยึดหลักนิติรัฐ ค้ำจุนความยุติธรรม: ทำไมความเห็นของกรรมการสันติสุข ชี้ ‘ทักษิณ’ ไม่เข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย

สรุปข่าวร้อน
มีรายงานข่าวเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ว่า มีกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขท่านหนึ่งได้แจ้งความเห็นอย่างไม่เป็นทางการต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า คำร้องขอนิรโทษกรรมและล้างมลทินในคดีสำคัญของนายทักษิณ ชินวัตร ตาม พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 “ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับสิทธินิรโทษกรรม”
บทความนี้ขอร่วมสนับสนุนความเห็นของกรรมการท่านดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการทำหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ ยึดมั่นในหลักนิติรัฐ และถูกต้องตามข้อกฎหมายทุกประการ ผ่าน 3 เงื่อนไขทางกฎหมาย โดยกรณีนายทักษิณ ชินวัตร ไม่ผ่านเงื่อนไขที่จะได้รับสิทธินิรโทษกรรมตามกฎหมายนี้แม้เพียงข้อเดียว ดังนี้
1. ติดด่านล็อกเด็ดขาด “มาตรา 3” (ห้ามนิรโทษกรรมคดีทุจริต)
หัวใจสำคัญที่สุดของ พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 คือ มาตรา 3 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นเด็ดขาด ห้ามไม่ให้นำมาตรการนิรโทษกรรมไปใช้กับความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
เมื่อพิจารณาคดีหลักทั้ง 4 คดีของนายทักษิณ:
- คดีปล่อยกู้ EXIM Bank (อม. 4/2551): ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ (ป.อาญา มาตรา 152)
- คดีหวยบนดิน (อม. 10/2552): ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ (ป.อาญา มาตรา 157)
- คดีแปลงสัมปทานดาวเทียมไทยคม (อม. 5/2551):ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ (ป.อาญา มาตรา 152)
- คดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท (คดี อม. 1/2553): ศาลฎีกาฯ วินิจฉัยว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ
3 คดีแรก ล้วนเป็นความผิดเกี่ยวกับความทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ตามกฎหมาย ป.ป.ช. แม้จะมีการอ้างอิงประกาศหรือคำสั่งตามบัญชีท้ายลำดับที่ 31 ก็ไม่อาจนำมา “ฟอกขาว” คดีทุจริตที่มีเนื้อแท้ (Substance) เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ได้ ส่วนคดีหลังสุด (คดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท) ไม่ใช่คดีกระทำความผิดอาญาที่จะได้รับสิทธิตามกฎหมายนี้
2. ขัดเจตนารมณ์ “มาตรา 7” (มุ่งเน้นผู้ชุมนุมทางการเมือง)
เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. สันติสุขฯ 2569 ตราขึ้นเพื่อสร้างความปรองดองให้แก่ประชาชน “ผู้เข้าร่วมชุมนุมเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมือง” แต่คดีทั้ง 4 คดีของนายทักษิณ ไม่ได้เกิดจากการเข้าร่วมชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนตามมาตรา 7 การนำบทบัญญัตินี้มาตีความขยายขอบเขตให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีทุจริต จึงเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างชัดแจ้ง
3. ไม่ใช่ความผิดตามที่ระบุในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ:
ความผิดที่นายทักษิณได้กระทำทุกคดีไม่ใช่ความผิดที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดตามที่ระบุในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ (รวมทั้งฐานความผิดที่เกี่ยวพันกัน) ส่วนกฎหมายลำดับที่ 31 ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ มุ่งคุ้มครองและนิรโทษกรรมให้แก่กลุ่มบุคคลที่กระทำความผิดเฉพาะตัวจากการฝ่าฝืนมาตรการพิเศษทางการเมืองของ คปค, คมช. และ คสช. เช่น การฝ่าฝืนคำสั่งเรียกมารายงานตัว การฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุมทางการเมือง หรือการฝ่าฝืนคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งการกระทำเหล่านี้สภาพความผิดเกิดขึ้นเพราะมีประกาศพิเศษบังคับไว้โดยตรง
4. ความคุ้มกันกรรมการจากการโดนคดีอาญา ม.157 (เกราะคุ้มครองมีไว้สำหรับผู้สุจริตเท่านั้น)
มาตรา 6 วรรคสาม บัญญัติให้ความคุ้มครองแก่คณะกรรมการฯ เฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ “โดยสุจริต” เท่านั้น
หากกรรมการเสียงข้างมากเจตนาฝืนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ชัดแจ้ง เพื่อลงมติให้นายทักษิณได้รับการนิรโทษกรรม ย่อมถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต ซึ่งจะทำให้:
1. หลุดพ้นจากความคุ้มครองตามมาตรา 6 วรรคสามทันที
2. ศาลปกครองมีอำนาจรับฟ้องและสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัย ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นได้
3. กรรมการเสียงข้างมากเสี่ยงถูกดำเนินคดีอาญา ในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
บทสรุป
การที่กรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขท่านหนึ่ง แจ้งความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอย่างตรงไปตรงมาว่า นายทักษิณ "ไม่เข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม" จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ยึดมั่นในตัวบทกฎหมาย ปกป้องระบบยุติธรรมของประเทศ และป้องกันไม่ให้คณะกรรมการฯ ต้องตกเป็นจำเลยคดีอาญาเสียเอง ความเห็นนี้จึง ถูกต้อง ชอบด้วยกฎหมาย และสมควรได้รับการสนับสนุนอย่างยิ่งครับ!
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ 2/11/69"

หลังจากที่โพสต์ของ วัส ติงสมิตร เผยแพร่ลงมาได้ไม่นาน ชาวเน็ตก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น
"สิ่งที่สงสัยอย่างยิ่งคือ คณะทนายความของทักษิณนั้นย่อมรู้อย่างเต็มหัวอกแล้วว่า คำร้องขอนั้นไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย แต่ยื่นเพื่ออะไร มีนัยยะทางการเมืองหรือไม่อย่างไร"
"การเมือง ระบอบสีน้ำเงินกินรวบประเทศไม่พอเพียงเหมือนพ่อ"



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

