คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

‘10 สส.พรรคส้ม’ชะตาขาด
งวดเข้ามาเรื่อยๆ เกี่ยวกับคดี“44 อดีต สส.ก้าวไกลฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง” กรณีร่วมกันลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนวานนี้ นายวิโจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และเป็น 1 ใน 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ได้ขึ้นเบิกความต่อศาลฎีกา เป็นพยานปากแรกของฝ่ายคัดค้าน พร้อมกับ ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำและนักวิชาการด้านกฎหมายอาญา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
โดยศาลฎีกาได้วางกรอบการไต่สวนให้เสร็จสิ้นนัดสุดท้ายภายในวันที่ 18 พฤษภาคม 2570 ก่อนกำหนดนัดฟังคำพิพากษาต่อไป ซึ่งพยานฝ่ายผู้ร้อง 9 คนได้เบิกความเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา ส่วนของฝ่ายคัดค้านมีทั้งหมด 60 คน ต่อจากนายวิโจน์ ลักขณาอดิศร และ ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี ก็จะเป็น นางสาวเบญจา แสงจันทร์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล และนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ “ส.ศิวรักษ์” “ด้อมส้มตัวพ่อ”ของพรรคส้ม ที่ศาลฎีกานัดไต่สวนในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2569
ที่มาที่ไปของคดีนี้ เริ่มจากเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ศาลฎีกา ได้มีคำสั่งรับคำร้อง คดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นเอาผิด“อดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล” ฐานฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีร่วมลงชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา 112 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2564
ป.ป.ช.ในฐานะผู้ร้อง ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 กล่าวหา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล กับพวกรวม 44 คน ในฐานะผู้คัดค้าน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ได้กระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยมีเจตนากระทำการโดยไม่สมควรที่อาจกระทบต่อความมั่นคง แห่งราชอาณาจักรและเกียรติยศของประมุขแห่งรัฐ จาการร่วมกันเสนอ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว
ผู้ร้องได้ร้องต่อศาลฎีกาว่า ผู้คัดค้าน คือนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับพวกที่เป็นอดีต สส.พรรคก้าวไกลอีก 43 คน มีเจตนากระทำการโดยไม่สมควรที่อาจกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรและเกียรติยศของประมุขแห่งรัฐ
ทั้งนี้ ป.ป.ช.อ้างต่อศาลฎีกาว่า ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา 112 ที่“อดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล”จัดทำนั้น เพราะต้องการแก้ไขเพื่อให้มีบทบัญญัติที่เป็นการลดทอนสถานะความสำคัญ การรับรองคุ้มครอง การเทิดทูนองค์พระมหากษัตริย์ที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้
และแม้ว่าผู้คัดค้าน คือนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และอดีต สส.พรรคก้าวไกล 43 คน จะแย้งว่าการกระทำดังกล่าว เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่ ป.ป.ช.ผู้ร้องเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.ที่เสนอจะต้องอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมาย ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้แจ้งถึงข้อบกพร่องดังกล่าวให้ผู้คัดค้านทั้ง 44 คนทราบแล้ว แต่ผู้คัดค้านทั้งหมดยังคงยืนยันจะเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ
ป.ป.ช.ได้สรุปคำร้องต่อศาลฎีกาว่า “การกระทำของผู้คัดค้านทั้ง 44 คนจึงเป็นการกระทำอันมีเจตนามุ่งร้ายโดยชัดแจ้งที่จะทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยการไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง”
ด้วยเหตุดังนั้น ป.ป.ช. ผู้ร้องจึงชี้ว่า การลงชื่อเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย“มาตรา 112”และการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ“อดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล” เป็นการกระทำที่เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้ง 44 คน และห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ตลอดไป รวมทั้งขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้ง 44 คน เป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี
ขณะที่“อดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล”ผู้คัดค้าน ยืนยันว่า การเสนอร่างกฎหมาย“ในฐานะ สส.” เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ซึ่งมีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญรองรับ ไม่ได้ขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมแต่อย่างใด
แต่ถ้าไปดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ“ที่ 3/2567” เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่มีผลผูกพันรัฐสภาคณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ และก็ด้วยคำวินิจฉัยนี้ยังทำให้พรรคก้าวไกลถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคในวันที่ 7 สิงหาคม 2567 โดยที่พรรคก้าวไกลก็เคยอ้างก่อนจะถูกยุบพรรคมาแล้วว่า การเสนอร่างกฎหมายทำ“ในฐานะ สส.”
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ“ที่ 3/2567” ระบุไว้ชัดเจนว่า แม้การเสนอแก้ไขร่างกฎหมายเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จะเป็นหน้าที่ และอำนาจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามกระบวนการนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 133 วรรคหนึ่ง อนุมาตรา 2 แต่เนื้อหาของร่างกฎหมายที่พรรคก้าวไกลจัดทำ มีพฤติการณ์ที่แสดงออกถึงเจตนาว่าต้องการลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ลง โดยผ่านร่างกฎหมาย และอาศัยกระบวนการทางนิติบัญญัติ เพื่อสร้างความชอบธรรม โดยซ่อนเร้นด้วยวิธีการผ่านกระบวนการทางรัฐสภา
ดังนั้น เชื่อว่า“อดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล”ไม่น่าจะรอด และในจำนวนนี้ มี 10 คนที่ปัจจุบันยังเป็น สส.พรรคประชาชน คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, ศิริกัญญา ตันสกุล, นายรังสิมันต์ โรม, วาโย อัศวรุ่งเรือง, ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, ณัฐวุฒิ บัวประทุม, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์, ธีรัจชัย พันธุมาศ และเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร
สำหรับ“เท้ง-ณัฐพงษ์”ในฐานะหัวพรรคส้ม“รุ่นที่ 3”นั้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลคราวนี้ อาจจะเป็นนัดสั่งลาก็ได้ !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

