มาร์คลุยซักฟอก มีข้อมูลใหม่ปชช.ควรรู้ โพลหนุนถล่มปัญหาศก.

“อภิสิทธิ์” พร้อมร่วมฝ่ายค้านซักฟอกรัฐบาล เผยมีข้อมูลใหม่ที่สาธารณะควรรู้ แม้ล้มรัฐบาลไม่ได้ แต่เป็นหน้าที่ในการตรวจสอบ ชี้ผลโพลมีทั้งร่วงกับรอด แต่สังคมจะช่วยกดดันปรับปรุงการทำงาน ด้านสวนดุสิตโพลชี้ประชาชนอยากฟังซักฟอกศก.-ปากท้อง 80.58% แต่ 54.30% ไม่เชื่อศึกซักฟอกตรวจสอบรัฐบาลได้จริง ประชาชนจี้ตามข้อกล่าวหาต่อเนื่อง ไม่ให้จบเพียงการลงมติ
เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวการเตรียมความพร้อมทำงานหลังเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า ในวันอังคารที่ 25 ส.ค. นี้จะมีการยื่นกฎหมายสำคัญเข้าสู่ที่ประชุมสภา ตั้งแต่เรื่องปาล์มน้ำมัน ไปจนถึงการเร่งรัดกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ กฎหมายประกันสังคม กฎหมายเกี่ยวข้องกับท้องถิ่น ส่วนวันพุธก็พร้อมอภิปรายเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะชี้ให้เห็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันมีการใช้เงินกู้ก้อนใหญ่ก้อนนี้ และทำให้หนี้สาธารณะเกือบชนเพดานแล้ว กำลังมาถึงทางตันในแง่ที่ว่าเงินที่จะนำมาช่วยเหลือประชาชนเหลือแค่งวดเดียว คือต้นเดือนกันยายนนี้ แต่ปัญหาข้าวของแพง ราคาพลังงาน ซึ่งรัฐบาลเคยรับปากเกี่ยวกับการรื้อโครงสร้างต่างๆ แต่เอาเข้าจริงๆ พรรคประชาธิปัตย์จะชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลยังไม่ได้เอาจริงเท่าที่สามารถทำได้ ซึ่งหากใช้แนวทางที่เราเคยเสนอตั้งแต่ต้น ยึดมาตรการลดต้นทุนเป็นหลัก เราจะไม่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้ นอกจากนี้ จะชี้ให้เห็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะพบว่า พยานที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทุกคน เห็นไปในแนวทางเดียวกันกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคฝ่ายค้าน ว่าสิ่งที่รัฐบาลทำไม่น่าเข้าเงื่อนไขตอบโจทย์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในวันพฤหัสบดี จะมีการตั้งกระทู้ถาม หรืออาจจะร่วมกับฝ่ายค้านในการเสนอญัตติการแก้ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ ส่วนวันศุกร์และวันเสาร์จะประชุม 3 เรื่องใหญ่คือการฮั้วเลือก สว. ซึ่งจะร่วมกับพรรคฝ่ายค้านเพื่อแสดงให้เห็นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่มีเหตุผลที่จะไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกา ก่อนที่กกต.จะมีการวินิจฉัยเรื่องนี้ในช่วงปลายเดือน นอกจากนี้จะเป็นการเข้าร่วมการแก้ไขเพิ่มเติมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจะชี้ให้เห็นว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญโดยมี สสร. แนวคิดของพรรคการเมืองยังมีความแตกต่าง หลากหลาย ขณะที่มีเรื่องเร่งด่วน จำเป็นต้องแก้ไขไปก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการได้มาของ สว. ซึ่งเห็นว่าไม่ควรมีการได้มาเหมือนครั้งที่ผ่านมาอีกต่อไป รวมถึงอำนาจของประธานสภาในการส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาตั้งกรรมการไต่สวนอิสระ กรณี ป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ซึ่งเรื่องนี้จะเรียกร้องให้ประธานสภา อย่างน้อยสุดต้องเปิดเผยชื่อกรรมการกลั่นกรอง รวมถึงกรอบเวลาที่ชัดเจน ว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จเมื่อไหร่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อีกกิจกรรมที่ตนเป็นกรรมาธิการศาล และองค์กรอิสระ คือการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิหลายคน ทั้งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และนายวัส ติงสมิทร อดีตตุลาการ นายวิชา มหาคุณ อดีต ป.ป.ช. พูดถึงวิกติศรัทธาขององค์กรอิสระในภาพรวม ว่าจะฟื้นศรัทธาและวางกลไกลถ่วงดุลให้เกิดความเหมาะสมในอนาคต ส่วนเรื่องการประชุมอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น จะมีการหารือร่วมกันของแกนนำพรรคฝ่ายค้านช่วงสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ ว่าการดำเนินการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลนั้น จะวางแนวทางและตารางเวลาอย่างไร เพราะหลังสภาเปิดจะมีการอภิปรายทั้ง พ.ร.ก.กู้เงิน และจากนั้นไม่เกิน 2 สัปดาห์จะเป็นการอภิปรายงบประมาณ วาระ 2 และวาระ 3
เมื่อถามว่าในการอภิปรายไม่ไว้วางใจมีการวางเรื่องไหนไว้เป็นพิศษ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สส.หลายคนทำข้อมูลอยู่ แต่ต้องไปหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านก่อน พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างแน่นอน เมื่อถามว่า พรรคประชาชน ปูทางเรื่องการฮั้ว สว. และการทุจริต พรรคประชาธิปัตย์ อยากเน้นเรื่องอะไรเป็นพิเศษ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อย่าไปบอกว่าใครทำอะไรก่อน หลัง มากน้อยอย่างไร เพาะการตรวจสอบเป็นหน้าที่ของทุกคน ซึ่งเรื่องฮั้ว สว.ตนกพูดไว้ตั้งแต่วันเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว ว่า มีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องถูกแจ้งข้อกล่าวหาอยู่ในสํานวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ตนคิดว่าข้อเท็จจริงที่พรรคประชาชนทยอยเปิดออกมากับข้อมูลที่เรามีอยู่ก็สอดคล้องกันหมด ไม่ได้มีปัญหา เพียงแต่ว่าภารกิจเบื้องต้นขณะนี้ก็คือ เราต้องการที่จะให้ กกต. ส่งเรื่องนี้ไปสู่ศาล ซึ่งเราคิดว่าก็จะทำให้การตรวจสอบ หรือการทำหน้าที่ของ กกต.สามารถทำให้เราได้ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ได้มากที่สุด
“ถ้าเรานึกภาพว่าในอดีต กกต.เคยส่งกรณีที่ผู้สมัคร สว.2คน คุยไลน์กันแล้วแลกเปลี่ยนคะแนนกัน ไปให้ศาลพิจารณา ซึ่งศาลก็ตัดสินว่าผิดแล้ว ดังนั้นถามว่าสิ่งที่พวกเราเห็นข้อเท็จจริงเปิดเผยมาในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีเหตุผลอะไรที่ กกต.จะไม่ส่งเรื่องนี้ให้กับศาล” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่า มีเรื่องใหม่ๆ ที่จะเป็นหมัดเด็ดเพิ่มเติมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้อนว่าถ้าบอกก็ไม่ใหม่สิ ทั้งนี้เรายังไม่ทราบว่าการอภิปรายจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ทุกคนทำการบ้านกันอยู่ ซึ่งจะเป็นเรื่องใหม่หรือไม่ใหม่ไม่ทราบ แต่ว่าก็คงมีข้อมูลหลายอย่างซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ได้ปรากฏในสาธารณชน เมื่อถามต่อว่านิด้าโพล ระบุว่ารัฐบาลอาจจะอยู่ไม่นานเพราะปัญหาที่รุมเร้า นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า บางโพลก็บอกรอด แต่อาจจะบอบช้ำหน่อย แต่เรื่องสำคัญคือเรามีหน้าที่ตรวจสอบ และเราเห็นความล้มเหลวในการบริหาร การทุจริตคอร์รัป ก็เป็นสิ่งที่สาธารณชนมีสิทธิ์ที่จะรับรู้ อาจจะไม่สามารถส่งผลในแง่ของคะแนนเสียงในสภาฯ แต่มันเป็นหน้าที่สำคัญของเรา ที่จะเป็นตัวช่วยให้สังคมกดดันให้รัฐบาลปรับปรุงการทำงาน ซึ่งเป็นไปตามที่ตนแถลงว่าเรื่องไหนที่รัฐบาลทำได้ดี ตนก็บอกว่าทำได้ดี แต่เรื่องไหนที่ทำได้ไม่ดี เราก็มีหน้าที่ทำให้เห็นมุมมอง และหวังว่ารัฐบาลอาจจะไปแก้ไขปรับปรุง เช่นที่เราเคลื่อนเรื่องของแลนด์บริด ในที่สุดก็นำไปสู่การตั้งกรรมการ แล้วก็สุดท้ายกรรมการก็มีความเห็นสอดคล้องกับภาคประชาชน กับพรรคการเมืองทั้งหลายที่ได้นำเสนอว่า มันเป็นโครงการที่ไม่คุ้มทุน.
ด้าน นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านและภาคประชาชน เรียกร้องให้ กกต.ยื่นศาลฎีกา เอาผิดผู้ที่กระทำผิดในคดีโกงเลือก สว.ทั้ง 229 คน เนื่องจากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ากระทำผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 นั้น ขอให้ข้อมูลองค์ประกอบความผิด ตามมาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญ เรื่องให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิผู้เลือก หลังประกาศผลการเลือก สว.ไปแล้ว มีองค์ประกอบ 3ประการ คือ 1.ต้องเป็นการกระทำของ “ผู้สมัครรับเลือก” เท่านั้น ที่กระทำการทุจริตในการเลือก หรือผู้สมัครรับเลือกรู้เห็นการกระทำของผู้อื่น หากผู้สมัครรับเลือกไม่ได้กระทำการทุจริต หรือไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำของบุคลอื่น ก็มีประเด็นว่าอยู่ในบังคับมาตรา 226 หรือไม่ เรื่องนี้อยู่ที่ข้อเท็จจริงที่ต้องพิสูจน์จากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ 2.การกระทำที่“ทุจริต”อาทิ จ้างลงสมัคร จ้างลงคะแนน สมยอม แลกคะแนน หรือให้ประโยชน์อื่นใดเพื่อให้เลือกตนเองเป็นต้น และ3.มี“หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า”การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ถ้าครบองค์ประกอบความผิดทั้ง 3 องค์ประกอบความผิดดังกล่าว กกต.ต้องส่งให้ศาลฎีกา ตามมาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญ
ขณะที่สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ประชาชนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,267 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 18-21 ส.ค.2569 ดังนี้ ผลการสำรวจ พบว่า ประชาชนสนใจติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่กำลังจะมีขึ้นมากน้อยเพียงใด ค่อนข้างสนใจ 38.28%, สนใจมาก 29.68%, ไม่ค่อยสนใจ 27.15% และไม่สนใจ 4.89% เรื่องที่ประชาชนอยากให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจมากที่สุด พบว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง 80.58%, ทุจริตสอบท้องถิ่น 54.54%, ปัญหาพลังงานและราคาพลังงาน 53.59%, การใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท 35.04% และฮั้วสว.34.25%
ประชาชนเชื่อหรือไม่ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ ไม่เชื่อ 54.30% และเชื่อ 45.70% ส่วนหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประชาชนอยากเห็นสิ่งใดเกิดขึ้นมากที่สุด กลุ่มตัวอย่างระบุว่า มีการตรวจสอบข้อกล่าวหาอย่างต่อเนื่องจริงจัง 56.99%, รัฐบาลชี้แจงข้อสงสัยให้ประชาชนเข้าใจ 46.25% และผู้เกี่ยวข้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง 45.30% หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประชาชนคิดว่าสถานการณ์การเมืองไทยโดยรวมจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด กลุ่มตัวอย่างระบุว่า ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง 50.28%, ดีขึ้น 28.49%, ไม่แน่ใจ 14.36% และ แย่ลง 6.87%
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ประชาชนมากกว่าครึ่งยังไม่เชื่อว่าการอภิปรายจะช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้และมองว่า หลังอภิปรายสถานการณ์การเมืองไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจึงเป็นการติดตามตรวจสอบข้อกล่าวหาอย่างจริงจัง การชี้แจงข้อสงสัย และการแสดงความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าการอภิปรายครั้งนี้จะสร้างผลทางการเมืองได้มากน้อยเพียงใด
นายนนทวัฒน์ สุวรรณ อาจารย์ประจำโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลโพลครั้งนี้ สะท้อนว่าประชาชนยังให้ความสำคัญกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในฐานะกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจรัฐบาล แต่คาดหวังให้เกิดผลในทางปฏิบัติมากกว่าการอภิปรายและลงมติในรัฐสภา ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และการทุจริตในระบบราชการยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ประชาชนใช้ประเมินประสิทธิภาพและความชอบธรรมของรัฐบาล ขณะเดียวกันประชาชนยังให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบทางการเมือง โดยต้องการให้ข้อกล่าวหาจากการอภิปรายได้รับการติดตามและตรวจสอบอย่างจริงจัง จึงกล่าวได้ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไม่ควรสิ้นสุดเพียงการลงมติในรัฐสภา แต่ควรนำไปสู่กระบวนการตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้จึงควรใช้โอกาสจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ในการยกระดับความเชื่อมั่น ความชอบธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเมืองของไทยในระยะยาว

