‘ใบตองแห้ง‘ ไม่กลัวทัวร์ ข้องใจโทษผู้ชายเลวฝ่ายเดียว ทั้งที่ผู้หญิงยินยอมพร้อมใจ อวย’สมยศ‘ต้านรัฐประหาร ‘คนอื่นทำไม่ได้เท่าเขา’

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 นายอธึกกิต แสวงสุข หรือใบตองแห้ง คอลัมนิสต์ และพิธีกร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "Atukkit Sawangsuk" ระบุว่า (มีความผิดพลาด โพสต์หายไป โพสต์ใหม่ ไม่ได้กลัวทัวร์ ไม่ได้เกรงใคร อายุ 69 แล้วไม่ได้ขอใครกิน ไม่ได้ต้องการยอดวิวยอดไลค์)
ผมเป็นมนุษย์โบราณในยุคเปิดกว้างเสรีทางเพศ
แต่งงานมา 33 ปี รักเคารพภรรยาแต่ผู้เดียว ไม่เคยมีคนอื่น ไม่เคยวอกแวกด้วยซ้ำ ถึงได้กล้าชนอย่างไม่ต้องเสียวสันหลัง
ไม่เคยเต๊าะเพื่อน-น้อง ในที่ทำงาน (แต่ถ้าน้องมันทะลึ่งก็เล่นตลกสัปโดกกันเป็นเรื่องปกติ สมัยนี้คงโดนข้อหา harassment)
แต่ถ้าผู้หญิงรูปร่างดี ใส่เสื้อยืดรัด หรือคอเว้า มายืนตรงหน้า
ไม่ต้องเปิดกล้องวงจรปิดหรอก สารภาพโดยดี ก็ใส่มาขนาดนี้แล้วจะไม่ให้กรูมอง อ้างเป็นสิทธิในร่างกาย?
ก็เหมือนเป็นผู้ชายดูหนัง AV ดูภาพนู้ด มันธรรมชาติมนุษย์ตราบใดที่ไม่ได้ไปล่วงละเมิดใคร
ในยุค 10-20 ปีหลัง ต้องยอมรับวัฒนธรรมคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มนักกิจกรรม (อันที่จริงในสังคมไทยก็มีเสรีทางเพศอย่างไม่ป่าวประกาศมานานแล้วละ)
เขาไม่ใช่คนรุ่นเราที่ตั้งแต่เข้าขบวนก็ชู “ชีวทัศน์เยาวชน” เข้าป่าก็ “สามช้า” (อายุ 25 ออกป่าก็ยังเป็น virgin อยู่เลย)
เขามีเสรีภาพ ที่ไม่ได้หนักหัวกบาลใคร ที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศกัน เป็นคู่ รักเลิก หรือชั่วครั้งคราว
เป็นเรื่องส่วนตัวเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา มนุษย์โบราณ
แต่ที่ร้องเอ๊ะ ก็คือบนพื้นฐานเสรีภาพอย่างนี้ พอมีปัญหากัน ทำไมถึงโทษผู้ชายมันผิดมันร้ายมันเลวฝ่ายเดียว
ผู้หญิงเป็นยังกะนางฟ้าเบญจกัลยาณียุคกึ่งพุทธกาลผู้ตกเป็น “เหยื่อ”
ให้ผู้ชายมาค้างที่ห้อง เล้าโลม ไม่เต็มใจ เสร็จไป 2 ครั้ง
ยินยอมพร้อมใจกำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็ม บอกให้ใส่ถุงยาง ไม่ยอมใส่
เพิ่งคบกัน ไปเที่ยวผับด้วยกันสองคน เมา เข้าโรงแรม เช้ามาบอกว่าผู้ชายเอาเปรียบ
ไปที่คอนโดฝ่ายชาย รู้ชัดๆ ว่าจะเกิดอะไร รู้มาจากบ้านแล้วด้วยซ้ำ
เคาะประตูห้อง ก็เปิดรับ เมาทั้งคู่ เราไม่รู้หรอกว่าในห้องเกิดอะไร เรื่องเล่าราโชมอน ตื่นเช้ามาผู้หญิงไม่พอใจ ผู้ชายแม่-กลายเป็นนักข่มขืนชั่วเลว
แล้วพอโวยวายขึ้นมา ก็อ้างว่า “อย่าเบลมเหยื่อ”
ปกป้องนางฟ้าผู้ไร้เดียงสาไม่รู้อิโหน่อิเหน่
เจ็บช้ำ ทรมาน เจ็บปวดรวดร้าว ป่วย
“อย่าเบลมเหยื่อ” กลายเป็นข้ออ้าง ปกปิดข้อเท็จจริง ไม่ให้สาธารณชนรับรู้ แล้ว Me Too พิพากษาฝ่ายเดียว ทำให้ผู้ชายถูกประณามอยู่ฝ่ายเดียว ราวกับใช้ก้อนหินทุบหัวลากเข้าห้องขยี้พรหมจรรย์
ทั้งที่หากรู้ข้อเท็จจริง สังคมวงกว้างก็ต้องตำหนิทั้งคู่ มากน้อยต่างกันไป
แน่ละด้วยสถานะฝ่ายชายในบางกรณี มันทำให้ขาดความเหมาะสมที่จะอยู่ในสถานะนั้นต่อไป
ในฐานะมนุษย์โบราณ ผู้ชายสำส่อน ดะไปเรื่อย แม้ผู้หญิงสมยอม เป็นเสรีภาพส่วนตัว ก็ไม่สมควรอยู่ในสถานะทางการเมือง
ผู้ชายที่มีเมียแล้ว ยังไงก็ผิด คือผิดต่อเมีย โทษมหันต์เลย
แต่ในแต่ละเคสที่เกิดขึ้น มันชั่วเลวถึงขนาดที่ต้องประณามเขาไม่เป็นมนุษย์ไปหมดเลยไหม
ในฐานะมนุษย์โบราณ คุณจะให้ผมยอมรับสิทธิสตรีนิยม แบบที่ผู้หญิงเจ้าชู้ได้ เปลี่ยนคู่ได้ มีสิทธิในร่างกายตัวเอง แบบเข้าด้ายเข้าเข็มกันอยู่ บอกให้เอาออกไม่ยอมออก เท่ากับข่มขืน หรือเข้าห้องด้วยกันสองคน ผู้ชายคิดว่ายินยอม เช้ามาเปลี่ยนใจ
แล้วพอมีเรื่องก็โทษผู้ชายฝ่ายเดียว ยังกะตัวเองเป็นเบญจกัลยาณีรุ่นแม่รุ่นยาย ใครไม่เข้าข้างก็โยนข้อหา สังคมชายเป็นใหญ่ ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะสังคมไม่ยุติธรรมกับผู้หญิง
ยังงั้นหรือ
มันไม่ใช่สตรี เสมอภาค เท่าเทียม นี่มันคือเฟมินิสต์เอาตัวเองเป็นใหญ่ ใช้ตัวเองเป็นผู้กำหนดความถูกต้อง
เมื่อพวกคุณอยู่ในวัฒนธรรมที่มีเสรี ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเอาศีลธรรมอนุรักษนิยมมาตัดสิน ว่าผู้ชายจะต้องเป็นพ่อพระ ถือศีล กินเจ (แม้แน่ละบางกรณีมีปัญหาเรื่องความรับผิดชอบต่อครอบครัว)
การมีความสัมพันธ์แบบตกลงปลงใจกัน เข้าโรงแรมด้วยกัน ในวัฒนธรรมที่ทำกันอยู่นี้ ผิดหรือเปล่า ผิดแค่ไหน ก็เห็นมีอยู่ทั่วไปในนักกิจกรรม
จะแยกแยะอย่างไรระหว่างการยินยอมพร้อมใจ grooming คุกคาม มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
แต่คุณใช้คำว่า “ข่มขืน” มาตีขลุมเป็นภาพรวม ครอบหัวกบาลคนที่โดนกล่าวหาไปแล้ว
หรืออ้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจ คนฟังก็นึกว่าใช้ตำแหน่งหน้าที่ความเป็นฮีโร่ทางการเมืองมาบังคับข่มขู่
ทั้งที่เอาจริงอาจเป็นแค่ผู้หญิงนิยมคนดัง แบบสังคมทั่วไปก็นิยมดาราไอดอล
การอ้างว่าใช้ความเป็นไอดอลทางการเมืองหาประโยชน์ทางเพศ ก็ต้องดูว่ามันเกิดซ้ำๆ หรือเป็นแค่ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างคนสองคน
ถ้าเป็นความสัมพันธ์ส่วนตัวตกลงปลงใจกันสองคน โดยที่เขาไม่เคยมีพฤติกรรมนี้กับเพื่อนร่วมงาน กับคนอื่นๆ
มันผิดถึงขั้นคบไม่ได้ไม่ทำงานด้วยหรือเปล่า
พูดง่ายๆ สมยศมีประวัติมาหลายครั้ง แสดงออกกับหลายคน แต่คนที่รู้ตัวก็ออกห่าง ระมัดระวัง มันเป็นการ “ข่มขืน” ตามความหมายที่สังคมทั่วไปเข้าใจไหม ก็ไม่ใช่ แต่มันเป็นจริยธรรมที่ผู้นำการต่อสู้จะต้องมี
แต่สมบัติ เขาทำแบบนี้กับคนอื่นหรือเปล่า กับเพื่อนกับน้องในทีทำงานหรือเปล่า ก็ไม่มี (เขาบอกด้วยว่าเลิกกับเมียแล้ว)
อย่าให้ปีศาจ Me Too ไล่ล่าทำลายคนด้วยความสะใจ
ป.ล.ไม่ว่าสมยศจะมีรอยด่างอย่างไร ประวัติศาสตร์การต่อสู้รัฐประหาร ต่อสู้กับอำนาจ ติดคุก 112 สู้คดีถึงที่สุดไม่ยอมรับสารภาพเพื่อลดโทษ ก็ยังจารึกอยู่ เขาไม่ได้ทำอย่างนั้นเพื่อจะเอามาหาเหยื่อทางเพศ แต่มันมีด้านมืดที่อยู่ในตัวเขาคู่กับด้านที่เป็นนักต่อสู้
มิตรสหายบางท่านกล่าวไว้น่าคิดว่า ที่ว่าขบวนปล่อยให้-ยอมให้เขามีอำนาจ อันที่จริง เขามีอำนาจมีเครดิตในขบวน จากการต่อสู้กับอำนาจ ซึ่งคนอื่นทำไม่ได้เท่าเขา

