ระทึกชี้ชะตาคดีฮั้วสว. ลงมติ28ส.ค. กกต.เปิดชัด7ข้อหา ลุ้นหนูชงจัดทัพมท.

ลุ้นระทึกศุกร์ 28 สิงหาคมนี้ กกต.ชี้ชะตาคดีฮั้วสว.ปิดสำนวนแล้ว เสนอเอาผิด 7 ข้อกล่าวหาให้เป็นการบ้านแต่ละคนเขียนมติก่อนขานคะแนนฟันผิดรายคน ‘อนุทิน’ชงครม.จัดทัพ‘บิ๊กมท.ล๊อตใหญ่ กางรายชื่อ’สายใกล้ชิด’ผงาดคุมกรมใหญ่ ขณะเดียวกันเปิดไทม์ไลน์‘นิรโทษกรรม’คดีการเมือง ราชทัณฑ์ รอเกณฑ์30วัน ก่อนคัดผู้ต้องขัง คาดไม่ถึงหมื่นคน รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ แจงมีหน้าที่รับคำร้อง-รวบรวมรายชื่อผู้ต้องขังที่อาจได้รับนิรโทษกรรม ครอบคลุมคดีการเมือง 10 ปี ตั้งแต่ 1ม.ค.2548-16 ก.ค.2568 ต้องรอคณะกรรมการ 9 คน วางหลักเกณฑ์ก่อน ถกนัดแรกภายใน30วัน ต้องมีความคืบหน้าภายใน 180วัน ’ภราดร’แจงนิรโทษกรรมคดีการเมืองตั้งแต่ปี48–68 ต้องเข้าสู่ คณะกก.ทุกกรณี หลังกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว
เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 มีรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประชุมพิจารณาสำนวนฮั้วเลือก สว.เสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่การประชุมเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ทำให้ในต้นสัปดาห์นี้ กกต.ไม่มีนัดประชุม เนื่องจากมีกกต.บางคนติดภารกิจ
กกต.นัดลงมติคดีฮั้วสว.28สค
ขณะเดียวกันก็เพื่อให้กกต.แต่ละคนได้นำประเด็นที่เจ้าของสำนวนได้รายงาน ข้อซักถาม ข้อสังเกตของกกต.เกี่ยวกับสำนวน ความผิดของผู้ถูกกล่าวหา และข้อกฎหมายไปพิจารณาและเขียนมติของตนเอง ก่อนที่จะมาขานมติกันในการประชุมวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคมนี้ เวลา13.00น.ตามที่นัดหมาย
เสนอสำนวนเอาผิด7ข้อกล่าวหา
ทั้งนี้ กกต.ได้ตั้งข้อหาในการพิจารณาสำนวนรวม 7 ข้อหา ที่เกี่ยวข้องกับความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.และมาด้วยกันได้มาซึ่ง สว คือ 1.กรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส.สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็นสว.ตามมาตรา76 วรรคหนึ่งหรือไม่ 2.ผู้สมัครยินยอมให้ กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส.สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสว.ตามมาตรา76 วรรคสองหรือไม่ 3.ผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่กกต.กำหนดคือ ระเบียบกกต.ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 ที่ออกตามมาตรา70และมาตรา36 หรือไม่ 4.มีการจัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจะเตรียมเพื่อให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา77 ( 1 )หรือไม่ 5.มีการเลี้ยง หรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 (3 )หรือไม่ 6.มีการเรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัครตามมาตรา79 หรือไม่ 7.ผู้มีสิทธิเลือกเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา 81 หรือไม่ โดยการลงมติของกกต.จะเป็นการลงมติผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคล
จับตาหนูจัดทัพ‘บิ๊กมท.ล๊อตใหญ่
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะรมว.มหาดไทย เตรียมเสนอรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานสำคัญ ทั้งตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ในวันที่ 25ส.ค.นี้
ทั้งนี้ บัญชีแต่งตั้งดังกล่าวเป็นรายชื่อที่ นายอรรษิษฐ์สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เสนอขึ้นมา ท่ามกลางกระแสจับตาการจัดทัพข้าราชการระดับสูงของ สิงห์คลองหลอด หลังมีกระแสข่าวถึงการหารือระหว่างคีย์แมนและแกนนำพรรคภูมิใจไทย รวมถึงวงพูดคุยที่ถูกเปรียบเปรยว่าเป็นการซดก๋วยเตี๋ยวไร้เกาเหลา ก่อนหน้านี้
กางโผ’สายใกล้ชิด’ผงาดคุมกรมใหญ่
สำหรับ ตำแหน่งสำคัญที่คาดว่า จะมีการเสนอแต่งตั้ง ประกอบด้วย นายธีรพัฒน์คัชมาตย์อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) คาดว่าจะไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง(ยผ.)นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็น อธิบดีกรมที่ดิน(ทด.)
ขณะที่ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย คาดว่าจะขยับไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน(พช.) ด้านนายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา มีชื่อคาดว่าจะขึ้นเป็นอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)ส่วนนายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ถูกจับตาว่า จะได้รับการแต่งตั้งเป็น อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.)
ขณะที่ บุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย คาดว่ามีรายชื่อดังนี้ นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม น.ส.อโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม การจัดทัพของกระทรวงมหาดไทยครั้งนี้จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นการขยับเก้าอี้ระดับสูงหลายตำแหน่งพร้อมกัน โดยเฉพาะกรมใหญ่และตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายและบริหารราชการส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ทั้งนี้ รายชื่อทั้งหมดต้องรอการพิจารณาและมติอย่างเป็นทางการจากที่ประชุม ครม.ในวันที่25สิงหาคมนี้
ราชทัณฑ์เปิดไทม์ไลน์‘นิรโทษกรรม’
ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า กรณีมีการประกาศ พรบ.สร้างเสริมสังคมสันติ สุข พ.ศ.2569 หรือกฎหมายนิรโทษกรรม ลงในราชกิจจานุเบกษา ในส่วนบทบาทของกรมราชทัณฑ์นั้น มีหน้าที่รวบรวมรายชื่อผู้ต้องขัง ตามมาตรา6ของกฎหมาย ซึ่งระบุว่าให้รับเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรมจากผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยว ข้องทั้งรับจากทางผู้ต้องขังที่ร้องขอ หรือญาติของผู้ต้องขังเอง โดยต้องจัดให้มีช่องทางอำนวยความสะดวกในการร้องขอการนิรโทษกรรม ซึ่งคุณสมบัติของผู้ต้องขังที่เข้าข่ายตามกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ คือ ผู้ต้องขังในคดีทางการเมือง นับตั้งแต่วันที่ 1ม.ค.2548-16ก.ค.2568 อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนในปัจจุบันนี้ กรมราชทัณฑ์ต้องรอให้ทางคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ประชุมหารือเพื่อกำหนดกรอบ หลักเกณฑ์และแนวทางมาให้ก่อน ซึ่งคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขนี้ จะเริ่มประชุมภายใน 30วัน หลังจากที่กฎหมายฉบับนี้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา จากนั้นหลักเกณฑ์เหล่านี้ กรมราชทัณฑ์จะได้นำไปปฏิบัติต่อไป
นิรโทษรอกก.ประชุมวางหลักเกณฑ์
ผู้สื่อข่าวรายว่า คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่จะต้องมีการประชุมวางกรอบแนวทางและหลักเกณฑ์ โดยจะต้องประชุมภายใน 30วัน นับตั้งแต่มีการประกาศพระราชบัญญัติฉบับนี้ลงในราชกิจจานุเบกษา ประกอบด้วย 1.นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ 2.รมว.ยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ 3.ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นกรรมการ 4.เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นกรรมการ 5.ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 1คน เป็นกรรมการ 6.ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 1 คน เป็นกรรมการ 7.ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย จำนวน 1คน เป็นกรรมการ 8.ผู้เชี่ยวชาญในองค์กรภาคประชาสังคมเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งและอำนวยความยุติธรรมเป็นที่ประจักษ์ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอ จำนวน 1คน เป็นกรรมการและ9.ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ
กติกา-แนวปฎิบัติต้องเสร็จใน180วัน
มีรายงานเพิ่มเติมว่า กรอบเวลาที่จะต้องมีความคืบหน้าเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติจากที่ประชุมของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข จะต้องเกิดขึ้นภายใน 180วันแรก นับแต่มีการประชุมนัดแรกของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งเบื้องต้นจำนวนผู้ต้องขังทั่วประเทศในคดีที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ตามกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ อาจมีไม่ถึง 10,000 ราย แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มของผู้ต้องขังคดีต่อเนื่อง (หมายถึง ผู้ต้องขังที่ต้องโทษหลายคดี) ที่มีจำนวนมากสุด และมีคุณสมบัติเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายนิรโทษกรรม
นิรโทษคดีการเมืองตั้งแต่ปี48–68ว
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการนิรโทษกรรมคดีการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมือง ว่า พระราชบัญญัติ (พรบ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 มีผลบังคับใช้แล้ว จะมีการตั้งคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข1ชุด ขึ้นมาพิจารณาคดีใดๆที่จะเข้าเงื่อนไขนิรโทษกรรมหรือไม่ต้องให้คณะกรรมการชุดนี้ให้วินิจฉัย ผู้สื่อข่าวถามว่า คณะกรรมการชุดนี้เริ่มต้นที่รัฐบาลหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า มีหลายส่วน ทั้งในส่วนของรัฐบาล สภาผู้แทนราษฎรและภาคราชการด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตั้ง คนที่มีคดีตั้งแต่ปี48ถึงปี68 น่าจะต้องเข้าทุกสู่คณะกรรมการทุกคดี โดยหลักใหญ่เป็นคดีทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมทั้งหลาย ที่ไม่เข้ากับข้อยกเว้น 3 ข้อ ( คดีทุจริต คดีทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือบาดเจ็บสาหัส คดี มาตรา112 )ก็จะเข้าเงื่อนไขนิรโทษทั้งหมด แต่ตนไม่ทราบว่า มีจำนวนทั้งหมดกี่คนที่เข้าข่าย และบางคนก็มีหลุดคดีไปแล้วด้วย
‘โสภณ’เร่งตั้งกก.นิรโทษใน2วันนี้
นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาประกาศใช้พระราชบัญญัติ (พรบ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 หรือพรบ.นิรโทษกรรม ซึ่งประธานสภาต้องตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ว่า ตามมาตรา 4 (8) เป็นอำนาจของประธานสภา ในการเสนอชื่อบุคคลในองค์กรที่มีความชำนาญเรื่องการขจัดความขัดแย้งซึ่งเสนอได้ 1รายชื่อ ตนกำลังพิจารณารายชื่อผู้เหมาะสมเพื่อเสนอโดยเร็ว เพื่อให้กรรมการชุดนี้เดินหน้าทำงาน และใครที่เข้าองค์ประกอบได้รับการนิรโทษกรรมก็จะได้รับการนิรโทษกรรมโดยเร็ว แต่กำลังหาอยู่ว่าใครที่เป็นที่ประจักษ์ในองค์กรที่ขจัดความขัดแย้ง เมื่อถามว่า มีการกำหนดคุณสมบัติไว้หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ตนเพิ่งให้ฝ่ายกฎหมายไปดูขอบเขต เพราะเราต้องตั้งตามที่กฎหมายให้อำนาจ ซึ่งคาดว่าน่าจะได้รายชื่อใน 1-2 วันนี้ และส่งรายชื่อไปถึงนายกรัฐมนตรีได้เลยโดยไม่ต้องนำเข้าที่ประชุมสภา
‘ธนกฤต’เปิดขั้นตอนยิรโทษการเมือง
ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์พิเศษผู้บรรยายกฎหมายวิธีพิจารณาความและกฎหมายพยานหลักฐานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ,มหาวิทยาลัยรามคำแหง,สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้าและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวว่า เมื่อวันที่ 23สิงหาคม2569 มีการประกาศพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ในราชกิจจานุเบกษา ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ใช้บังคับกับใคร พรบ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ใช้บังคับกับผู้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมืองอันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงจูงใจทางการเมืองซึ่งได้กระทำตั้งแต่วันที่ 1มกราคม2548 ถึงวันที่ 16กรกฎาคม2568
คดีความมั่นคง-กบฏ-ก่อม็อบเข้าข่าย
ขอบเขตของการกระทำความผิด ต้องเป็นการกระทำที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดตามที่ระบุในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งฐานความผิดที่เกี่ยวพันกัน เช่น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาที่เป็นความผิดต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มาตรา 113 (1) หรือ (2) มาตรา 114 (เฉพาะการตระเตรียมการอื่นใดหรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฏ) ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย มาตรา 135/1 (2) หรือ (3) มาตรา 135/2 และมาตรา 135/3 ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน มาตรา 209 ถึงมาตรา 216 ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน มาตรา 217 ถึงมาตรา 221 มาตรา 225 และมาตรา 226 ความผิดต่อเสรีภาพ มาตรา 309 วรรคหนึ่งและวรรคสาม มาตรา 310วรรคหนึ่ง มาตรา 310 ทวิ และมาตรา 311 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานบุกรุก มาตรา 362 มาตรา 364 และมาตรา 365 ความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ความผิดตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ความผิดตามประกาศและคำสั่งหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประกาศและคำสั่งคสช.และประกาศและคำสั่งหัวหน้า คสช.เป็นต้น
ไม่เป็นความผิด-พ้นผิด-ไม่เคยทำผิด
ผลโดยตรงตามกฎหมายของการนิรโทษกรรม 1.ให้การกระทำความผิดตามที่กล่าวมา ไม่เป็นความผิด 2.ให้ผู้กระทำพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและไม่ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำความผิด 3.ให้ผู้กระทำพ้นจากความรับผิดทางอาญาและทางพินัย (ความผิดทางพินัยคือความผิดตามกฎหมายที่ไม่ใช่ความผิดอาญาและไม่เป็นโทษอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ที่มีวัตถุประสงค์หลักในการเปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวให้เป็นความผิดทางพินัย)
คดีในศาลให้ยุติ-ไม่เคยต้องคำพิพากษา
ผลทางคดีของการนิรโทษกรรม 1.คดีอยู่ในระหว่างการสอบสวนหรือยังไม่ได้ถูกฟ้องคดีต่อศาลให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการระงับหรือยุติการสอบสวนหรือการฟ้องคดี 2.คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลหากถูกฟ้องคดีต่อศาลแล้วและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ให้ศาลยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ 3.คดีที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว (1) กรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด (2) ถ้าอยู่ระหว่างการรับโทษให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและให้ปล่อยตัวผู้นั้นไป
ลบประวัติ-112ไม่เข้าข่าย-ฟ้องแพ่งได้
ผลต่อการบันทึกประวัติอาชญากรรม 1.กรณีที่มีการบันทึกประวัติอาชญากรรมของผู้กระทำความผิดหรือมีการบันทึกไว้ในฐานะเป็นประวัติอาชญากรรม ให้ประวัตินั้นเป็นอันสิ้นผล 2.จะนำประวัติอาชญากรรมไปใช้ยันบุคคลนั้นในทางที่เป็นโทษมิได้ 3.ให้หน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่และอำนาจจัดทำหรือจัดเก็บประวัติอาชญากรรมลบข้อมูลประวัติความผิดทางอาญานั้น ข้อยกเว้น ไม่มีผลนิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิดดังนี้ 1.การกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ 2.การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 3.การกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 4.การกระทำความผิดต่อส่วนตัว 5.การกระทำความผิดที่ต้องรับผิดต่อบุคคลใดที่มิใช่หน่วยงานของรัฐ เป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม ไม่ตัดสิทธิเอกชนในการฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ไม่ตัดสิทธิของผู้อื่น ซึ่งไม่ใช่หน่วยงานของรัฐที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของผู้ได้รับการนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ ที่จะใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งจากการกระทำของผู้ได้รับการนิรโทษกรรม
ส่งอัยการพิจารณาไม่ดำเนินคดีอาญา
มาตรการสำหรับผู้กระทำความผิดอายุต่ำกว่า 18ปี กรณีผู้กระทำความผิดซึ่งมีอายุต่ำกว่า 18 ปี บริบูรณ์ในขณะกระทำความผิดและไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตามพรบ.นี้ ร้องขอต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข คณะกรรมการฯมีอำนาจจัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำความผิดแล้วส่งแผนพร้อมความเห็นไปยังพนักงานอัยการ เพื่อขอให้พนักงานอัยการใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา กรณียังไม่ได้มีการฟ้องคดีต่อศาล หรือ เพื่อขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา เพื่อขอให้ศาลสั่งใช้มาตรการและขอให้ศาลสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษา หากมีการฟ้องคดีต่อศาลแล้ว อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ไม่ใช้บังคับกับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112
ต้องออกหลักปฎิบัติภายใน180วัน
อำนาจของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขมีอำนาจที่สำคัญ เช่น อำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดการได้รับนิรโทษกรรมและการพ้นจากความรับผิดตาม พรบ.นี้ รับเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรมจากผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง โดยคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการให้ถือว่าเป็นที่สุด มีผลผูกพันให้หน่วยงานของรัฐในกระบวนการยุติธรรมต้องรับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง กรอบระยะเวลาในการดำเนินการของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขต้องดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 180วัน นับแต่วันที่ประชุมครั้งแรกและสามารถขยายเวลาดำเนินการออกไปได้อีกไม่เกิน 2ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 90วัน
‘หมอเปรม’จี้นายกฯมาตอบกระทู้
ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 พ.ศ.2569 ตั้งแต่วันที่ 25สิงหาคมเป็นต้นไปว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นมากที่สุด คือความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อการตรวจสอบผ่านระบบรัฐสภา โดยเฉพาะการตอบกระทู้ของวุฒิสภา
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวอีกว่า วันประชุมวุฒิสภาตรงกับวันจันทร์ ขณะที่คณะรัฐมนตรีประชุมวันอังคาร จึงไม่ควรมีเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีจะหลีกเลี่ยงการมาตอบกระทู้ โดยเฉพาะเรื่องความเดือดร้อนเร่งด่วนของประชาชน หากถามนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็ควรมาตอบด้วยตัวเอง ไม่ใช่มอบรัฐมนตรีคนอื่นมาตอบแทนต่อกันไปเรื่อย ๆ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเคยเกิดกรณีนายกรัฐมนตรีมอบรัฐมนตรีว่าการมาตอบ ก่อนรัฐมนตรีว่าการจะมอบรัฐมนตรีช่วยว่าการ และเมื่อรัฐมนตรีช่วยฯ ไม่ว่างก็เลื่อนกระทู้ออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า จนหมดสมัยประชุมและกระทู้ตกไป จึงไม่อยากเห็นเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก เพราะถือเป็นการไม่ให้ความสำคัญต่อระบบรัฐสภา โดยเฉพาะวุฒิสภาซึ่งทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบประเด็นปัญหาของประชาชนอย่างจริงจัง

