ชี้3ปัจจัยไฟใต้ปะทุ ป่วนไม่เลิก เผา-วางบึ้มต่อเนื่อง ข่าวกรองอ้างรู้คนทำ รวบแล้ว1หิ้วเค้นคอ รบ.ถกเครียดมั่นคง

โจรใต้ป่วนไม่หยุด! ลอบวางเพลิงโรงรถ-วางระเบิดป้อมยาม เทศบาลตำบลพ่อมิ่ง จ.ปัตตานี “นายกฯ” เรียก หน่วยงานความมั่นคงถกเครียด หลังถูกวิจารณ์การข่าวล่าช้า “เลขาฯสมช.” ชี้เหตุเกิดจากกลุ่มในพื้นที่ตอบโต้รัฐปราบเข้ม ชี้มีปัจจัยแทรกซ้อน-เรื่องท้องถิ่นผสม มั่นใจพร้อมดูแลความปลอดภัย ครม.สัญจร สงขลาปลายเดือนนี้ “ผบ.ทบ.” สั่งปรับปรุงงานด้านการข่าว หลังเกิดเหตุป่วนใต้กว่า 50 จุด “โฆษก ทบ.“ ยันข่าวกรองไม่ได้ล้มเหลว แค่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ เชื่อเป็นปฏิบัติการหวังผลทางจิตวิทยาให้สังคมกดดันเจ้าหน้าที่ ปัดข่าวเฮลิคอปเตอร์ยิงประชาชน ชี้ “ผอ.ข่าวกรอง”ประเมิน 3 ปัจจัย เหตุป่วนใต้“ใกล้เวลาตั้งโต๊ะเจรจา-สับเปลี่ยนกำลัง-ได้จังหวะพอดี” เชื่อเจ้าหน้าที่รู้ตัวผู้ก่อเหตุ แต่บอกไม่ได้ “แม่ทัพภาค 4” ชี้จุดอ่อนคือการเข้าถึงมวลชน รับอาจมีลูกน้องพัวพันธุรกิจสีเทา “อธิบดีกรมการปกครอง”สั่งยกระดับปลอดภัยสูงสุด
จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วงคืนวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569 ตั้งแต่เวลาประมาณ 20.00 น. จนถึงเที่ยงคืน รวมกันถึง 51 จุด โดยเกิดขึ้นในจังหวัดนราธิวาส 22 ครั้ง ยะลา 18 ครั้ง และปัตตานี 11 ครั้งผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยังคงมีการก่อเหตุการณ์ความไม่สงบอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลาประมาณ 21.10 น. คืนวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ได้เกิดเหตุลอบวางเพลิง และวางระเบิด โรงรถและป้อมยาม สำนักงานเทศบาลตำบลพ่อมิ่ง หมู่ 3 ต.พ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี โดยพบว่า มีผู้ก่อเหตุไม่ต่ำกว่า 6 คน ลอบเข้ามาภายในเทศบาลตำบลพ่อมิ่ง จากนั้นกระจายกำลังเข้าวางเพลิงรถยนต์ของเทศบาล ที่จอดอยู่ภายในโรงรถ เป็นเหตุให้รถยนต์ได้รับความเสียหายจำนวน 3 คัน ประกอบด้วยรถดับเพลิง รถเก็บขยะ และรถกระบะของเทศบาล
นอกจากนี้ผู้ก่อเหตุอีกกลุ่มได้นำระเบิดแสวงเครื่อง ไปวางไว้ที่บริเวณป้อมยาม ก่อนหลบหนี จากนั้นไม่นานระเบิดที่วางไว้ได้เกิดระเบิดขึ้น แรงระเบิดทำให้ป้อมยามได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุทางเจ้าหน้าดับเพลิงได้เร่งช่วยกันดับไฟ เพื่อควบคุมเพลิงไม่ให้ลามไปยังอาคารของเทศบาล ไม่นานก็สามารถควบคุมเพลิงไหว้ได้ เบื้องต้น ไม่พบผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
รวบชายต้องสงสัยป่วนนราฯ
สำหรับความคืบหน้าทางคดีกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ จ.นราธิวาส เมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคม นั้น ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด ควบคู่กับการรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ สามารถควบคุมตัวชายผู้ต้องสงสัยได้ 1 คน ที่ร่วมลงมือก่อเหตุร้ายในพื้นที่ อ.เจาะไอร้อง จากกล้องวงจรปิดที่สามารถบันทึกพฤติกรรมเอาไว้ได้ ขณะผู้ต้องสงสัยได้ทุบทำลายกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้บนเสาไฟฟ้าริมถนนบ้านกือรง ม.3 ต.จวบ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 จุด ที่ถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ได้นัดแนะนัดให้แยกย้ายกันลงมือปฏิบัติการในเวลาไล่เลี่ยกัน และเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวไปสอบสวนขยายผลที่ศูนย์ซักถามแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.นราธิวาส แต่ผู้ต้องสงสัยยังให้การปฏิเสธ
‘สีหศักดิ์’ระบุต้องรัดกุมในทุกจุด
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้จะการหารือกับนายกรัฐมนตรี ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูเรื่องการดำเนินการในขั้นต่อไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าเป็นห่วง เราต้องยอมรับความจริง เรื่องของการข่าว ทราบว่า เราก็รู้ล่วงหน้าในเรื่องของการปฏิบัติการที่เกิดขึ้นนี้ ต่อไปเราต้องมาดูว่า เราจะดำเนินการให้ทันท่วงทีอย่างไร คิดว่า เราต้องมาประเมินสถานการณ์ว่า ผู้ก่อเหตุครั้งนี้เป็นใคร และต้องมาดูว่า การเตรียมพร้อมของเราให้รัดกุมยิ่งขึ้นในทุกจุด
ผู้สื่อข่าวถามว่า แม้การข่าวจะรู้ล่วงหน้า แต่ยังคงมีการก่อเหตุถึง 50 กว่าจุด นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การข่าวอาจจะรู้ล่วงหน้า แต่การจะรู้ว่าปฏิบัติการเมื่อไหร่เราอาจจะยังคาดการณ์ไม่ดีพอ บางครั้งการปฏิบัติการอย่างนี้มันก็กระจายไป ดังนั้น การที่จะคาดการณ์มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อย่างไรก็ตาม เราต้องมานั่งดูกันในเรื่องของการข่าว และในเรื่องของการเตรียมความพร้อมที่จะสกัดกั้น ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ไม่ให้กระทบต่อประชาชน ล่าสุดที่นายกฯสั่งไปคือ ให้มีการเยียวยากับผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่
นายกฯเรียกถกหน่วยงานความมั่นคง
เมื่อเวลา 09.00 น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัญมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเรียกหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ขึ้นหารือบนตึกไทยคู่ฟ้า หลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบหลายจุดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยได้เรียกนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5 กอ.รมน.และ ผู้อำนวยการกองความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้และชนต่างวัฒนธรรม สมช. โดยคาดว่าจะมีการประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ โดยเฉพาะด้านการข่าวที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่มีความพร้อม รวมถึงการแจ้งการข่าวล่วงหน้าที่ค่อนข้างล่าช้า
ชี้ก่อเหตุป่วนใต้เพื่อตอบโต้รัฐ
เวลา 11.20 น. นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยภายหลังประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงที่มีนายกฯ เป็นประธานว่า ได้มีการประเมินสถานการณ์ภาคใต้ ซึ่งขณะนี้กองทัพภาคที่ 4 ดำเนินการขับเคลื่อน ภารกิจและพิสูจน์ทราบกลุ่มที่มาก่อเหตุ ด้าน กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า กำลังควบคุมและดูแลสถานการณ์ ตั้งแต่วันแรกที่มีเหตุความไม่สงบ และมีการวางเป้าหมาย เพื่อดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนเป็นหลัก เพราะเรื่องดังกล่าวกระทบกับประชาชนโดยตรง ทั้งร้านค้า และที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เมื่อถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดบ่อยครั้ง เกิดจากปัจจัยอะไร นายฉัตรชัย กล่าวว่า โดยพื้นฐานเหตุดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยเกิดการก่อความไม่สงบหลายจุดมาแล้วหลายครั้ง ปีนี้เกิดมาแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งอาจจะเกิดจากกลุ่มผู้ก่อเหตุหรือคนในพื้นที่ ที่จะแสดงการตอบโต้ หรือแสดงสัญลักษณ์ต่อภาครัฐ ที่มีความเข้มข้นในการปฏิบัติการ จึงเป็นไปได้ที่ฝ่ายตรงข้ามจะตอบโต้ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาล ส่วนเรื่องจำนวนเหตุการณ์ ต้องแยกแยะไปดู ไม่ใช่ว่าวางเผากล่อง 1 กล่อง จะเป็นหนึ่งเหตุการณ์ จึงต้องประเมินเหตุการณ์ตรงนั้น ว่าหนักเบาอย่างไร จึงจะนับเป็นจำนวน หากจะนับว่าเผายางรถยนต์ 1 เส้น เป็นหนึ่งเหตุการณ์ ก็คงจะละเอียดมากเกินไป
พร้อมดูแลครม.สัญจรสงขลา
ส่วนกังวลหรือไม่ ว่าจะมีการก่อเหตุในช่วงประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) นอกสถานที่อย่างเป็นทางการ ที่จังหวัดสงขลาช่วงปลายเดือนนี้ นายฉัตรชัย ตอบว่าไม่กังวล มีความพร้อมที่จะดูแล ประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และทราบว่าผู้บัญชาการทหารบก กองทัพภาคที่ 4 ดูแลเรื่องนี้อย่างเต็มที่
สำหรับเป้าประสงค์ในการก่อเหตุ เป็นการปลุกปั่นหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า หากสังเกตว่าจะไม่มีผู้เสียชีวิต มีเพียงทรัพย์สินเสียหาย หากนับจำนวน จะมีที่ทำการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประมาณ 15 แห่ง ส่วนเหตุที่เหลือเป็นการวางเพลิง จึงต้องเป็นเรื่องที่ไปดูต่อว่า ใครทำอย่างไร และเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายกองทัพภาคที่ 4 กำลังดำเนินการอยู่
ไม่ฟันธง‘BRNใหม่’เอี่ยว
สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวว่าผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มเยาวชนของ BRN ใหม่ นายฉัตรชัย ระบุว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องผสมผสานกัน คงต้องมีการไปดู กลุ่ม BRN คงไม่ถึงขนาดนั้น ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มภัยแทรกซ้อนมาเกี่ยวข้อง โดยสังเกตได้จากการวางเพลิง องค์การปกครองท้องถิ่น จึงเป็นจุดที่ต้องสืบสวนสอบสวน และวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาแต่ละแห่งที่เกิดขึ้น
ส่วนที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศบอกว่าทางการข่าวระบุว่าเจ้าหน้าที่ทราบล่วงหน้าว่าจะมีการก่อเหตุนั้น นายฉัตรชัย กล่าวว่า เหมือนกับที่แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุว่าการข่าวอาจจะยากเหมือนกัน แม้ว่าทราบว่าจะมีการก่อเหตุ แต่วันและเวลา เป็นเรื่องที่ตรวจสอบยาก
ผบ.ทบ.ขันน็อต‘การข่าว’หลังป่วนใต้กว่า 50 จุด ด้าน โฆษก ทบ. ยันข่าวกรองไม่ได้ล้มเหลว
กลาโหม-กองทัพบกแถลงข่าวร่วม
เวลา 12.10 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ร.ต. สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม และพล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงข่าวร่วมกัน ภายหลังที่ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมที่กองบัญชาการกองทัพบก ถึงกรณีเกิดเหตุความสงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ติดตามสถานการณ์ภาคใต้มาโดยตลอด พร้อมกำชับให้สืบสวนข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่บิดเบือน โดยได้กำชับให้รีบออกมาแก้ไข เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ เช่นการกล่าวหาการปฏิบัติการของกองทัพ ที่อ้างว่า มีการใช้อาวุธบนเฮลิคอปเตอร์ยิงประชาชน ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว โดยกระทรวงกลาโหมจะทำหน้าที่สนับสนุนกองทัพภาคต่าง ๆ
ชี้มีการบิดเบือนข่าวสารมาตลอด
พล.ต. วินธัย กล่าวเสริมว่า พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการบิดเบือนข่าวสารมาโดยตลอด หรือที่เรียกว่าการปั่นข่าว เพื่อให้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งในช่วงหลังกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ได้ปรับวิธีการสื่อสาร ซึ่งกรณีเหตุการณ์การก่อเหตุกว่า 51 จุด ในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวพร้อมกันในหลายพื้นที่ และไม่ได้มีความรุนแรง หรือเป้าประสงค์ต่อชีวิตประชาชน แต่เป็นการปฏิบัติ เพื่อหวังผลทางจิตวิทยา โดยใช้การสื่อสาร ซึ่งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีการสู้รบ ในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย และข่าวสาร ซึ่งยอมรับว่า ในช่วงเกิดเหตุค่อนข้างวุ่นวาย และมีความเคลื่อนไหวของคนจำนวนมาก ในขณะที่เจ้าหน้าที่ก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนก็ลงพื้นที่ไปแก้ไขสถานการณ์ ดังนั้นความเห็นที่ไม่ตรงกันอาจเกิดขึ้นได้ และส่วนใหญ่เป็นการให้ข้อมูลโดยไม่ได้ตรวจสอบ เช่น การพูดของระดับฝ่ายการเมือง
ปัดข่าวเฮลิคอปเตอร์ยิงประชาชน
พล.ต.วินธัย ยังย้ำว่าเฮลิคอปเตอร์ไม่ได้ถูกออกแบบ มาใช้กับเป้าหมายที่มีลักษณะเช่นนั้น เนื่องจากมีการเคลื่อนที่เร็ว และเป็นช่วงเวลากลางคืน ซึ่งทัศนวิสัยการมองเห็นเป็นไปไม่ได้ หากเห็นตามภาพยนตร์ ก็จะมีการใช้เฮลิคอปเตอร์ในลักษณะกับเป้าหมายเป็นกลุ่มมากกว่า เช่น การคุ้มกัน ซึ่งตามหลักยุทธวิธีไม่ใช่อยู่แล้ว นอกจากนี้การใช้กำลังพลของกองทัพบก ในการสนับสนุนภารกิจของ กอ.รมน. อยู่ในกรอบ และกติกาทุกอย่าง และเป็นสากล ซึ่งการใช้อาวุธเป็นไปได้ยาก ยกเว้นมีการใช้อาวุธต่อเจ้าหน้าที่ ส่วนการติดตามผู้ก่อเหตุนั้น อยู่ระหว่างการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ และมีความคืบหน้าพอสมควร
ยันการข่าวไม่ได้ล้มเหลว
ส่วนที่มีการมองกันว่า การก่อเหตุคืนเดียว กว่า 51 จุด เจ้าหน้าที่หายไปไหนหมด พล.ต. วินธัย กล่าวว่า หากเปรียบเทียบพื้นที่กับจำนวนเจ้าหน้าที่ แล้วนำมาหารเฉลี่ย ก็ไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นหลักทั่วไปของ กอ.รมน. ต้องใช้ควบคู่กับงานด้านการข่าว และงานด้านการข่าวปัจจุบันก็ยังสามารถทำได้ แต่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ เพราะการก่อเหตุส่วนใหญ่ไม่ใช่พื้นที่ชุมชน และส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่พื้นที่เพ่งเล็งสูง ต้องดูว่า แผนทางยุทธวิธีของเจ้าหน้าที่ทหาร, ตำรวจ และฝ่ายปกครองได้กำหนดพื้นที่ไว้อย่างไร ซึ่งจะมีความเข้มข้นในการดูแลแตกต่างกัน แต่เหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวมีแนวโน้มก่อกวนมากกว่า
พล.ต. วินธัย ยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นเจ้าหน้าที่รัฐ และขอยืนยันว่า งานด้านการข่าวไม่ได้ล้มเหลว ซึ่งความพยายามของผู้ก่อเหตุมีค่อนข้างสูง เพราะรู้ว่า คำถามเหล่านี้จะย้อนกลับไปที่เจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้สังคมกดดันเจ้าหน้าที่รัฐ ส่งผลให้แนวทางการแก้ไขปัญหาเข้าทางฝ่าย แต่สถานการณ์ในภาพรวมจากสถิติยังดีอยู่ การสูญเสียชีวิตทรัพย์สิน หากเทียบกับอดีต ถือว่า มีการพัฒนาที่ดีขึ้น
ผบ.ทบ.สั่งปรับปรุงงด้านการข่าว
“ในขณะที่ พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้มีการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์โดยตลอด และได้เน้นย้ำในเรื่องงานด้านการข่าว ให้มีการปรับปรุงเพิ่มขีดความสามารถให้มากขึ้น และเพิ่มมาตรการการคุ้มครองความปลอดภัย”
พล.ต. วินธัย กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้ส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับขบวนการ BRN
ด้าน พล.ร.ต. สุรสันต์ กล่าวเสริมว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีการประสานการทำงานของกลุ่มผู้ก่อเหตุ ที่ทำให้เกิดการสอดรับพร้อม ๆ กัน และมีในเรื่องของวัตถุประสงค์ซ่อนเร้น โดยไม่มุ่งเอาชีวิตประชาชน แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า วัตถุประสงค์คืออะไร แต่การทำงานเป็นขบวนการ และต้องสาวให้ลึกว่า สาเหตุหลักในการก่อเหตุต้องการอะไร
วันนอร์พบนายกฯถกแก้ไฟใต้
เวลา 14.40 น. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการผู้แทนพิเศษรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เดินทางเข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย บนตึกไทยคู่ฟ้า โดยกล่าวก่อนเข้าพบนายกฯว่า นายกรัฐมนตรีได้เรียกหารือถึงสถานการณ์ด้านความมั่นคง
ทั้งนี้ การหารือใช้เวลาหารือเกือบ 1 ชั่วโมง โดยเป็นการหารือถึงสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งในวันที่ 25 ส.ค.ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีจะพูดคุยกับนายวันมูหะมัดนอร์ และฝ่ายความมั่นคงที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอีกครั้งก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งจะมีการพูดคุยทั้งเรื่องสถานการณ์พื้นที่ภาคใต้ วิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเกิดจากเหตุอะไรและจะทำอย่างไรในการแก้ไขปัญหา โดยจะได้ข้อสรุปว่าจะมีวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างไร และจะนำภาพรวม ความคิดเห็นจากหลายฝ่ายมาพิจารณา ซึ่งน่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดี
ผอ.ข่าวกรองประเมิน3สาเหตุหลัก
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และหัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวถึงสาเหตุการก่อเหตุการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลายจุดว่าจากการประเมินมี 3 สาเหตุหลักคือ 1. การพูดคุยสันติสุขกำลังจะเดินหน้า คาดว่า เป็นช่วงปลายเดือน ต. ค. ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นการสร้างอำนาจเพื่อต่อรองในโต๊ะเจรจา ถ้าเรารีบวิ่งไปเจรจาจะเสียเปรียบ และรีบยอมรับข้อเสนอของเขาเพื่อส่งผลให้เราเสีย ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องวางแผนต่อไปว่า จะต้องเตรียมการพูดคุยอย่างไร
2.ขณะนี้เป็นช่วงใกล้สับเปลี่ยนกำลังของทหาร เขาอาจจะมองเป็นช่องว่าง เพื่อประเมินท่าทีของเจ้าหน้าที่ว่า มีจุดแข็งหรือจุดอ่อนอย่างไร และการก่อเหตุลักษณะนี้เป็นลักษณะการก่อกวน อย่างเช่น ในพื้นที่ จ.ยะลา และมีหลากหลายมิติในการก่อเหตุ นอกจากนี้ ยังมีการก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์ เห็นได้จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นเป้ามากกว่า เห็นได้จากการเผาสถานที่และรถของทางราชการ ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยข่าวจะต้องมาประเมิน และมาชี้ให้เห็นว่า มีปัจจัยอะไรบ้าง และ 3. ขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูฝน ของที่เตรียมอาจจะเสียหาย ซึ่งช่วงนี้ได้จังหวะพอดี ซึ่งมีคำถามเสมอว่า ทำไมรัฐไม่รู้ว่า มีผู้ก่อเหตุเยอะกันขนาดนี้ ตนอยากจะบอกว่า บางครั้งพวกเขาไม่ต้องบอกกันล่วงหน้า แต่เมื่อเกิดเหตุจะรู้กันโดยทันที ไม่ใช่หมายความว่า วางแผนตรงนี้เวลานี้ต้องมาพร้อมกัน
รู้ตัวผู้ก่อเหตุแล้วแต่เปิดเผยไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามที่ฝ่ายทหารอ้าง หรือว่า เกิดจากการเสียผลประโยชน์จากที่รัฐบาลปราบสิ่งผิดกฎหมาย นายฐนัตถ์ กล่าวว่า ก็มีส่วน อย่างเช่นในพื้นที่ จ. ยะลาเป็นเหตุก่อกวนส่วนใหญ่ และในพื้นที่ไม่มีเหตุการณ์การจับสิ่งกฎหมาย แต่ในพื้นที่ จ. นราธิวาสมีการจับสิ่งผิดกฎหมาย เช่น การจับยาบ้าจำนวนมาก รวมถึงใน จ. ปัตตานี ฉะนั้น จึงต้องมาจำแนกแยกว่า เป็นกลุ่มของใครและเชื่อมโยงไปกลุ่มใด พื้นที่ไหน หากนำมาจัดหมวดหมู่จะเห็นภาพ แต่ถ้าถามระบุให้ชัดตอนนี้ว่า เป็นกลุ่มใด ขณะนี้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่กำลังรวบรวมหลักฐานอยู่ ยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจน
เมื่อถามย้ำว่า รู้ตัวผู้ก่อเหตุในพื้นที่หรือไม่ นายฐนัตถ์ กล่าวว่า เขารู้กันแหละ แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเป็นเรื่องความมั่นคง เช่น หากเป็นเรื่องอาชญากรรมจะรู้ว่า ซุ้มมือปืนไหนเป็นผู้ก่อเหตุ เพราะจะรู้กันว่า แต่ละกลุ่มจะมีวิธีการปฏิบัติการแบบไหน จะเป็นซิกเนเจอร์ซึ่งรู้กัน
ลั่นหยุดใช้ปชช.เป็นตัวประกัน
ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า แจ้งเรื่อง “หยุดใช้ประชาชนเป็นตัวประกัน ความรุนแรงไม่ใช่เครื่องมือของการพูดคุย” เนื้อหาระบุว่า ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเชื้อชาติหรือศาสนาใด ล้วนมีสิทธิที่จะดำรงชีวิตอย่างปกติ ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี การใช้ความรุนแรงเพื่อสร้างแรงกดดัน หรือหวังผลต่อกระบวนการพูดคุย ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และประชาชนไม่ควรถูกนำมาเป็นตัวประกันเพื่อการต่อรองในรูปแบบใดทั้งสิ้น หากต้องการพูดคุย ต้องหยุดใช้ความรุนแรง หากยังเลือกใช้ความรุนแรง ย่อมไม่ใช่หนทางสู่สันติสุข เพราะ “สันติสุข” ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากความหวาดกลัว แต่ต้องเริ่มต้นจากการเคารพชีวิต สิทธิ และศักดิ์ศรีของประชาชนทุกคน
แพทย์แถลงผลชายอ้างถูกยิงจาก ฮ.
ทางด้าน นพ.พรประสิทธิ จันทระ ผู้อำนวยการ รพ.นราธิวาสราชนครินทร์ แถลงผลการรักษา นายซอและ อายุ 21 ปี ถูกยิงได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เมื่อคืนวันที่ 22 ส.ค. ซึ่งอ้างว่าได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนที่ยิงมาจากเฮลิคอปเตอร์ ว่า ตอนนี้ยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางนิติเวชศาสตร์ว่า ขนาดกระสุนจะเป็นแบบใด ทิศทางเป็นแบบใด แต่ให้ข้อมูลตามข้อสรุปคือ บาดแผลด้านหน้าจะอยู่ที่ประมาณสะดือ บาดแผลที่ทะลุไปด้านหลังอยู่ประมาณเหนือเอว เพราะวิถีกระสุนไม่โดนกระดูกเชิงกราน หน้าท้องแล้วก็ทะลุไปด้านหลัง ไม่ทะลุเชิงกราน ซึ่งเราก็คุยกันในทีมว่า สมมติว่าคนไข้กําลังยืนอยู่ มุมยิงก็คาดว่าจะไม่ได้ขนานพื้น อาจจะสูงขึ้นมาประมาณ 30 องศา ทั้งนี้เป็นการคาดการณ์จากรูหน้า แล้วก็รูข้างหลัง
. “รูกระสุนด้านหน้าขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร ส่วนรูกระสุนออกประมาณ 2-3 เซนติเมตร แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าปืนขนาดเท่าไหร่ เพราะตนไม่มีความรู้ แต่จากประสบการณ์ในฐานะที่ตัวเองเป็นหมอศัลยแพทย์กระดูกและข้อในพื้นที่มาหลายปี และหมอผู้ผ่าตัดเป็นศัลยแพทย์ผ่าตัด เราเห็นตรงกันว่า อานุภาพทําลายล้างค่อนข้างจะไม่มากนัก ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นปืนสั้นหรือปืนกลาง แต่ว่าถ้าถามว่าเป็นอาวุธที่มีการทําลายสูง คิดว่าดูเหมือนไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะโดยวิถีกระสุน ปกติถ้าเป็นเช่นนี้ ต้องมีรูออกที่ค่อนข้างใหญ่ ต้องมีกระดูกเชิงกรานที่แตกหักร่วมด้วย ต้องมีอวัยวะภายในช่องท้องที่บาดเจ็บหลายอวัยวะ” นพ.พรประสิทธิ กล่าว
มทภ.4รับจุดอ่อนคือการเข้าถึงมวลชน
พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand เกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบ 51 จุดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า การข่าวทราบมาเกือบ 2 เดือนที่จะมีการก่อเหตุตามสถานที่ราชการ เสาไฟฟ้าแรงสูง เซเว่นฯ ห้างใหญ่ เรามีการเชิญประชุมส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด มีการลาดตระเวน เฝ้าตรวจ เข้มงวดขึ้น แต่การข่าวมันชี้ชัดไม่ได้ขนาดนั้น วันนี้เวลานี้จะปฏิบัติ เราเตรียมการ แต่พื้นที่มันกว้าง ห้าง เสาไฟฟ้า แต่เวลาเขาก่อเหตุเขาเลือกจุดที่เจ้าหน้าที่ไม่อยู่ หรือห้าง หรือร้านที่ปลอดคน
เมื่อถามว่า ต้องอาศัยมวลชน เราไม่ได้ข่าวจากมวลชนเลยใช่ไหม พล.ท.นรธิป กล่าวว่า อันนี้คือปัญหาในพื้นที่เรื่องการไม่ได้รับการสนับสนุนจากมวลชน ต้องยอมรับว่าเรายังไม่ดี งานมวลชนยังไม่ดีพอ ต้องยอมรับว่า มันมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับงานมวลชน ทำไมเราทำได้ไม่ดีพอ เช่น การเข้าถึงพื้นที่เราเข้าถึงทุกจุด แต่เรื่องการให้ความร่วมมือ ผมว่าส่วนหนึ่งชาวบ้านกลัวว่าใครให้ข่าวเจ้าหน้าที่ มีโอกาสถูกลอบทำร้าย กลายเป็นชาวบ้านกลัวโจร มากกว่าให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่
ชี้คนร้ายตอบโต้เจ้าหน้าที่
เมื่อถามว่า นอกจากปัจจัยนี้ ยังมีปัจจัยแทรกซ้อนอย่างอื่นประกอบด้วยไหม พล.ท.นรธิป กล่าวว่า เป็นการตอบโต้ห้วงเดือนกว่าๆ หลังเกิดเหตุที่บูเก๊ะซามี(คนร้ายยิงทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย) ผมได้สั่งทุกหน่วยปิดล้อมตรวจค้น เครือข่ายต่างๆ คือ แหล่งที่โจรหลบซ่อน เป็นเวลาเดือนกว่าๆ มีการออกหมายตรวจค้นเชิญเข้าสู่การซักถามเกือบ 30 คน คือ ถ้าเราทำแบบโจรมันคงไม่เป็นแบบนี้ แต่ว่าเราเป็นรัฐ เราจะทำแบบโจรไม่ได้ เราก็เชิญเข้าศูนย์ซักถามเพื่อสอบสวน อันนี้คือเรื่องหนึ่ง จากนั้นเราก็เปิดมาตรการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด ยังไม่จบ จะจบประมาณเดือนหน้า เราตรวจจับขบวนการค้ายาเสพติดได้จำนวนมาก ทั้งผู้ก่อการ ปริมาณยาเสพติด อันนี้กระทบแหล่งเงินทุนของกลุ่มขบวนการ
ของเถื่อนชนวนสำคัญ
แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวต่อว่า อีกเรื่องคือ จับการค้าสิ่งผิดกฎหมายแนวชายแดน เช่น บุหรี่เถื่อน เดือน ก.ค. จับได้ 100 กว่าล้านบาท และล่าสุดที่ถึงจุดพีค คือ เมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา เราจับบุหรี่ 2 ล้านมวน และเงินสดอีก 18.7 ล้านบาท ก็มีการวิ่งเต้นล็อบบี้ ก็เลยเป็นหลายๆเรื่องรวมกัน และมาประกอบกับเหตุที่จะต้องทำพอดี กลุ่มขบวนการถ้าไม่มีเงินอยู่ไม่ได้อยู่แล้ว
เมื่อถามว่า แล้วทำไมพื้นที่สีเทาๆ ที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงบางส่วนของ BRN ทำไมเราจึงปราบไม่หมด เราก็รู้ว่าใครส่งส่วยระดับไหน ใคร เท่าไหร่ ทำไมปราบไม่หมดเสียที พล.ท.นรธิป กล่าวว่า เราก็พยายามอยู่นะ พอไปแตะเขาเรื่องพวกนี้แหละ เขาถึงเต้นกัน เฉพาะบุหรี่เถื่อนเดือนหนึ่งหลายร้อยล้านบาท น้ำมันเถื่อนยังมีอยู่ ค้าอาหารสัตว์ ถ้าทำถูกต้องก็ไม่มีปัญหา แต่ส่วนใหญ่ทำผิดกฎหมาย เราก็จับนะ ไม่ใช่ไม่จับ จับดำเนินการเนี่ยแหละ มันถึงหลายเรื่องอยากให้เกิดรั้วชายแดนให้ได้ ฝากท่านด้วย ถ้ามีรั้วชายแดน การแก้ปัญหาการทำผิดเหล่านี้จะง่ายขึ้น ให้เข้าออกตามจุดผ่านแดนถาวรอย่างเดียว และแหล่งเงินทุนกลุ่มขบวนการจะถูกตัด การจัดการปัญหาจะง่ายขึ้น
รับอาจมีลูกน้องพัวพันธุรกิจสีเทา
เมื่อถามว่า เคยรู้สึกไหมว่าลูกน้องบางคน บางกลุ่มที่ไปพัวพันกับธุรกิจสีเทา วางยาท่านแม่ทัพเอง พล.ท.นรธิป กล่าวว่า “มันก็ต้องมีความรู้สึกบ้าง อาจมีส่วน เวลาผมไปตรวจเยี่ยมหน่วย ผมชี้แจงทุกครั้งว่าห้ามไปยุ่งเกี่ยวกับขบวนการ ถ้าตรวจเจอจับได้ ส่งกลับ ให้หน่วยตั้งกรรมการสอบสวน ถ้าผิดจริงปลดทันที ผมเน้นย้ำทุกรอบ เพราะเวลาปลดออกจากราชการ ลูกเมียก็มาร้องห่มร้องไห้ ผมเตือนทุกครั้งว่าอย่าไปเกี่ยวข้อง ทั้งทหาร ตำรวจ ตชด. ผมเตือนหมด” แม่ทัพภาค 4 กล่าวต่อว่า “คนไม่ใช่คนสองคน คนเป็นหมื่น จะมีคนดีบ้าง คนเลวบ้าง เราทำยังไงให้อยู่ในกรอบให้มากที่สุด”
ถามว่า แต่ปราบไม่หมดสักที ส่วนหนึ่งมาจากเกียร์ว่างในกลไกความมั่นคงบางระดับใช่ไหม ที่ทำให้ปัจจัยหล่อเลี้ยง BRN ยังอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ พล.ท.นรธิป กล่าวว่า “ผมเชื่อว่าน่าจะมี”
ปค.สั่งยกระดับปลอดภัยสูงสุด
นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง มีหนังสือด่วนที่สุดถึงปลัดจังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี และสงขลา สั่งการยกระดับการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา สู่ระดับสูงสุดตามแผนระดับ 3 (ขั้นเผชิญเหตุ) ภายหลังเมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ได้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบหลายเหตุการณ์ในพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง และประชาชนในพื้นที่ โดยแนวทางการปฏิบัติ ให้ปลัดจังหวัดและนายอำเภอในพื้นที่ยกระดับการรักษาความปลอดภัยในทุกระดับ ตั้งแต่จังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

