คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

ยังไม่หยุดสร้างหลักฐานเท็จ เต้าข่าว ทหารยศจ่า ยิง จาก ฮ.
ขบวนการสร้างหลักฐานเท็จ กุข่าว จากนั้นส่งไม้ต่อให้ สส. นักการเมืองและนักข่าวของฝั่งตนเอง เพื่อขยายข่าว ยกระดับประเด็นออกสื่อ หวังตอกย้ำสตอรี่ว่ามีการยิงจาก ฮ. ยังคงเดินต่อไป
ท่ามกลางเสียก่นด่ารอบทิศ !!!
1. ประเด็นสร้างเรื่องว่า ทหารยศจ่า ใช้ M-16 ยิงจาก ฮ. ขัดแย้งกับสภาพบาดแผลจริงอย่างสิ้นเชิง ทั้งวิถีการยิง ทั้งลักษณะบาดแผล ร่องรอยบาดแผล แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
เมื่อไปดูจุดที่อ้างว่าเป็นที่เกิดเหตุ ยิ่งเป็นไปไม่ได้หนักเข้าไปอีก
จุดที่อ้างว่าเห็น ฮ.บินต่ำ มีแสงไฟสีเขียว ถูกยิงจาก ฮ. เป็นพื้นที่ถนนแถบ ต้นไม้สูง มีเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้า
เป็นไปไม่ได้เลยที่ ฮ.จะบินตามภูมิประเทศในเวลากลางคืน และบินต่ำ ในลักษณะไล่ยิง แล้วอ้อมไปดักข้างหน้า ตามคำกล่าวอ้างของกลุ่มวัยรุ่น
แถมจุดที่พบปลอกกระสุน ยังอยู่โคนต้นยาง ซึ่ง ฮ.ไปจอดยิงบนต้นยางไม่ได้อยู่แล้ว
ปลอกกระสุนที่พบ ใครยิง ยิงเมื่อไหร่ (อาวุธกระสุนที่ใช้ ผู้ก่อการร้ายก็มี)
2. “ไม่มีจ่าบน ฮ. ไม่มีอาวุธประจำกายบน ฮ. ไม่มีการยิงจาก ฮ.”
หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ออกแถลงการณ์ชัดเจน หนักแน่น
กรณีที่มีสื่อมวลชนบางสำนักนำเสนอข่าว โดยกล่าวอ้างว่ามีนายทหารยศ“จ่า” ใช้อาวุธปืนเล็กยาว M-16 A2 ยิงใส่กลุ่มวัยรุ่นจากอากาศยานในพื้นที่ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส โดยมีการนำเสนอภาพร่องรอยบนพื้นถนนลาดยางเป็นข้อมูลประกอบนั้น
“...หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ขอปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยสิ้นเชิง และขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง
หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสชี้แจงว่า ในคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ได้เกิดเหตุสร้างสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วทั้งจังหวัดนราธิวาส ส่งผลให้หน่วยงานด้านความมั่นคงต้องจัดกำลังและเพิ่มการเฝ้าระวังในพื้นที่ เพื่อประเมินสถานการณ์และสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน
ด้วยเหตุนี้ หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส จึงได้จัดอากาศยาน หรือเฮลิคอปเตอร์ ขึ้นบินปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ โดยภารกิจดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อ ลาดตระเวนและตรวจการณ์ทางอากาศ รวมถึงสนับสนุนและประสานการปฏิบัติกับกำลังภาคพื้นดิน
หน่วยย้ำว่า ภารกิจของเฮลิคอปเตอร์ในคืนดังกล่าวไม่ได้เป็นภารกิจใช้อาวุธจากอากาศยาน และไม่มีการนำอาวุธขึ้นไปบนเฮลิคอปเตอร์เพื่อใช้ในการยิงแต่อย่างใด
ในส่วนของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่บนอากาศยาน หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสระบุว่า ภารกิจดังกล่าวมีกำลังพลขึ้นปฏิบัติหน้าที่รวม 4 นาย ประกอบด้วย นักบิน นักบินผู้ช่วย นายทหารฝ่ายอำนวยการ และนายทหารประทวนในตำแหน่งช่างเครื่อง
ประเด็นสำคัญ คือ กำลังพลทั้ง 4 นายไม่ได้พกอาวุธประจำกายขึ้นไปบนอากาศยาน เนื่องจากหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสมีคำสั่งอย่างชัดเจนว่า ห้ามนำอาวุธประจำกายขึ้นบนอากาศยานโดยเด็ดขาด
หน่วยระบุรายละเอียดหน้าที่ของกำลังพลแต่ละส่วนว่า นักบินและนักบินผู้ช่วยทำหน้าที่ควบคุมอากาศยาน ขณะที่นายทหารสัญญาบัตรฝ่ายอำนวยการทำหน้าที่ตรวจการณ์ทางอากาศ รวมถึงรายงานและประสานข้อมูลกับหน่วยภาคพื้นดิน
ส่วนกำลังพลอีก 1 นาย ซึ่งเป็นนายทหารประทวนในตำแหน่งช่างเครื่อง มีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยและความพร้อมของอากาศยานตามภารกิจปกติ
จากข้อมูลดังกล่าว หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสยืนยันว่า ไม่มีนายทหารยศ “จ่า” ปฏิบัติหน้าที่บนอากาศยานและใช้อาวุธยิงใส่กลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ อ.จะแนะ ตามที่มีการนำเสนอข่าว
สำหรับอีกประเด็นที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อ คือ ภาพร่องรอยบนพื้นถนนลาดยาง ซึ่งถูกนำมาเชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาว่ามีการใช้อาวุธปืนยิงจากอากาศยานนั้น หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสชี้แจงว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพที่ถูกถ่ายไว้ก่อนที่เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตำรวจจะเข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างเป็นทางการ

หน่วยระบุว่า การตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและพยานหลักฐานจำเป็นต้องดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ เพื่อให้สามารถตรวจสอบและเก็บหลักฐานต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบ และเป็นไปตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น การที่บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในพื้นที่ก่อนเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบ อาจทำให้สภาพพื้นที่เกิดความเปลี่ยนแปลง เกิดความยุ่งเหยิง หรือส่งผลกระทบต่อพยานหลักฐานที่อาจมีความสำคัญต่อการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการดำเนินคดีตามกฎหมาย
หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส จึงขอให้การนำภาพหรือร่องรอยต่างๆ ไปเผยแพร่และตีความประกอบข่าว ควรพิจารณาถึงลำดับเวลาในการบันทึกภาพ รวมถึงกระบวนการตรวจพิสูจน์หลักฐานของเจ้าหน้าที่ด้วย”
3. เหตุร้ายในคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 มีการวางเพลิง ปาระเบิดเผายาง/ทำลายกล้อง CCTV ฯลฯ รวมกว่า 50 แห่ง ทำลายทรัพย์สิน อาคาร อบต. รถยนต์ราชการ รถส่วนบุคคล เครื่องจักรกลหนัก ร้านสะดวกซื้อ โรงงานรับซื้อไม้ยางบ้านเรือน ฯลฯ เป็นการคุกคามชีวิตของประชาชน
ปั่นข่าวว่า วัยรุ่นถูกยิงจาก ฮ. ขัดแย้งกับร่องรอยบาดแผลอย่างสิ้นเชิง
หลังเหตุการณ์ผ่านไป 2 วัน ค่อยมีการไปแจ้งความ อ้างว่า ทหารใช้อาวุธปืนยิงจากเฮลิคอปเตอร์ใส่ประชาชน
จากนั้น สส.อินฟลูฯ สื่อมวลชนบางสำนัก ลงพื้นที่ขยายต่อ
อ้างแหล่งข่าวระบุว่า ทหารยศ “จ่า” ใช้อาวุธปืนเล็กยาว M-16 A2ยิงใส่กลุ่มวัยรุ่น
ละเลยข้อเท็จจริงของบาดแผลผู้ถูกยิง ที่นายแพทย์พรประสิทธิ จันทระผู้อำนวยการโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ระบุว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บ มีบาดแผลบริเวณหน้าท้องด้านขวา ทะลุสะโพกด้านหลัง อาการปลอดภัยแล้ว ร่องรอยบาดแผล เป็นอาวุธที่ไม่ได้อานุภาพทำลายล้างสูง รายละเอียด ต้องรอเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ ตรวจพิสูจน์
4. ปรากฏว่า โลกโซเชียลมีการตอบโต้ขบวนการปั่นข่าวข้างต้น อย่างเผ็ดร้อน
สังคมตั้งคำถามกลับ ต่อข้อกล่าวหา “ฮ.ยิงวัยรุ่น”
ส่วนใหญ่ โจมตีการขยายข่าวโดยไม่ตรวจสอบ ขัดหลักพื้นฐาน และประณาม BRN/ผู้ก่อเหตุ
บางส่วนตอบโต้ โดยการสร้างสมมุติฐานสวนทางกับขบวนการปั่นข่าวบ้าง
ระบุว่า
“...พากันสร้างพยานหลักฐานเท็จ จากนั้น ส่งไม้ต้องให้ สส.นักการเมือง และนักข่าว ของฝั่งตนเองให้ช่วยขยายออกสื่อ ทำเสมือนว่ามีการยิงจริงน่ะ ไม่เชื่อดูรอยกระสุนตามถนนได้ เนี่ยๆ มีเต็มเลย โถ่ๆๆ ง่ายดีเน๊อะ มองจากดาวอังคารยังรู้เลย
หลังจากถูกยิงไม่มีการแจ้งตำรวจ แต่ไปบอกนักการเมือง จึงไม่มีการปิดกั้นพื้นที่ให้ตรวจสอบ
ทำให้มีเวลาเข้าไปสร้างหลักฐานเท็จเพิ่ม
จากนั้น ก็ปล่อยข่าวว่านายทหารยศจ่าคนยิง ใช้ปืน M-16 กระสุนขนาด 5.56 (โจรมันก็ใช้ M-16 กระสุน 5.56 เหมือนกันนิ) โดยไม่รู้ที่มาที่ไปของข่าว
เอาง่ายๆ คือ กุเรื่องขึ้นมามั่วๆอีกเช่นเคย
แต่เรื่องนี้ตีตกไปได้เลย เพราะรอยบาดแผลกับขนาดกระสุน 5.56 ไม่มีทางเป็นไปได้นายแพทย์และนักวิชาการต่างออกมายืนยันแล้ว
ถ้าจะให้แอดเต้าข่าวแบบสื่อหลักในประเทศไทยทำ ที่อ้างว่าแหล่งข่าวความมั่นคง ให้ข้อมูลว่า ถูกปืน M-16A2 ยิงจากบน ฮ. เป็นอาวุธประจำกายของจ่า
แอดก็อ้างแหล่งข่าวของ BRN ได้เหมือนกัน
แต่ที่ไม่ทำแบบนั้นแต่แรก เพราะแอดก็มีจรรยาบรรณประจำเพจแอดเหมือนกัน
สมมุติถ้าให้อ้างแหล่งข่าว ก็จะเป็นตามนี้
“...แหล่งข่าว BRN เผย ทั้ง 5 คน เป็นกลุ่มเปอร์มูดอของ BRN ขี่ จยย.3 คัน ไปเปลี่ยนชุดที่บ้านเพื่อน หลังก่อเหตุก่อกวนที่ปัตตานีในคืน 22 ส.ค.2569 เวลา 20.00 น.
จากนั้น เวลา 20.30 ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดก่อเหตุเป็นชาวบ้านและซ่อนอาวุธ
พบด่านตรวจ ตำรวจตรวจค้นไม่พบอะไรจึงปล่อยไป
ก่อนระหว่างทางกลับบ้านที่ ดุซงญอ อ.จะแนะ ให้เปอร์มูดออีกชุด ใช้ปืนพกยิงใส่ท้อง ในเวลาประมาณ 21.00 น. เพื่อเตรียมใส่ร้าย เจ้าหน้าที่ อ้างใช้อาวุธยิงจากเฮลิคอปเตอร์
แล้วนำไปส่งโรงพยาบาล โดยไม่มีการแจ้งความ
ผ่านไป 2 วัน นึกขึ้นได้ จึงมีการไปแจ้งความต่อตำรวจ
ก่อนไปแจ้งความ ให้บุคคลแนวร่วมเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับพยานหลักฐานใช้อาวุธปืน M-16 เข้าไปยิงใส่พื้นถนนจำนวน 14 นัด สร้างพยานหลักฐานเท็จ
แล้วเชิญนักข่าว สส. ลงไปตรวจพื้นที่...”
สรุป – เรื่องนี้ สุดท้ายเมื่อแจ้งความแล้ว ตำรวจก็ต้องสอบสวน พิสูจน์หลักฐาน คลี่คลายคดี
แต่ขบวนการปั่นข่าวเพื่อดิสเครดิตเจ้าหน้าที่รัฐก็รีบขยายสตอรี่ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองแก่พวกตน แบบไม่สนใจร่องรอยบาดแผล และสภาพจริงของภูมิประเทศเอาเสียเลย
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

