เปิดเวทีถล่มองค์กรอิสระ รุมสับเละสว. ซัดดุเดือดที่มาวิปริต ยกโกงฮั้วจุดชี้วิกฤติ นภินทร-ไอติมโต้นัว

เปิดเวทีถล่มองค์กรอิสระ
รุมสับเละสว.
ซัดดุเดือดที่มาวิปริต
ยกโกงฮั้วจุดชี้วิกฤติ
นภินทร-ไอติมโต้นัว
“อภิสิทธิ์” กางต้นตอองค์กรอิสระเกิด “วิกฤตศรัทธา” เพราะ“นักการเมือง-สว.” ส่อเข้าข่ายใช้เสรีภาพ “ล้มล้างการปกครอง”ลั่นอยู่เฉยไม่ได้ ชง 2 โอกาสทองรื้อที่มาองค์กรอิสระ-วุฒิสภา เป็นทางออกหากมีการแก้รธน. ด้าน‘บวรศักดิ์’ซัดเชื่อมั่นองค์กรอิสระตำต่ำ หนุนแก้รัฐธรรมูญปรับ5ข้อ ยึดอำนาจจัดเลือกตั้ง กกต.ให้ส่วนราชการทำแทน กกต.แค่ออกกฎ จับคนทำผิด ปรับสรรหาองค์กรอิสระขณะที่‘วิชา’ชี้วิกฤติประเทศ หนุนแก้ รธน.ยกเครื่องที่มา ติงองค์กรอิสระอย่าสำคัญตัวผิดว่า’อิสระ‘ต้องทำงานให้ประชาชน ฟันธง‘ทุจริตสอบท้องถิ่น’ตัดจบที่ขรก.ประจำ สาวไปไม่ถึงนักการเมือง
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 สิงหาคม2569 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต กทม.คณะกรรมาธิการ(กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า จัดเสวนาทางวิชาการ “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ: ที่มาและทางออก”
โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกมธ.ฯ เปิดการสัมมนา และกล่าวในหัวข้อ“ถอดบทเรียน 30 ปี องค์กรอิสระ” ว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 30ปีที่แล้วหลังจากที่ประชาธิปไตยไทยพัฒนาขึ้นมา เราก็เริ่มจะมีความมั่นใจว่า กลไกของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งจะมีอำนาจตามหลักการของประชาธิปไตยแต่ตั้งแต่ปี2535 หลังจากนั้นมาเพียงไม่กี่ปี เสียงของสังคมก็เริ่มบ่นขึ้นแล้วว่า ได้กลไกขึ้นมา แต่เหมือนถูกใช้ในลักษณะเสียงข้างมากไป ตอนนั้นมีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่นักการเมืองเข้าไปอยู่ ฝ่ายบริหารทำอะไรก็ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหมด ตอนนั้นกระทรวงมหาดไทยดูการเลือกตั้งก็มีข้อครหาว่า ฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งได้หรือไม่
รธน.ปี40ต้นเรื่องจัดตั้งองค์กรอิสระ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า แนวคิดเรื่ององค์กรอิสระ ตนได้เห็นความเห็นของ นายบวรศักดิ์ อุวรรโณ ที่บอกว่า ในระบบของสังคมไทยเมื่อผู้ใช้อำนาจในทางที่ผิดมีสถานะมีบารมีทางการเมือง เราต้องมีเครื่องมือที่มันแตกต่างไปจากความพยายามไล่จับขโมยเล็กๆน้อยๆ ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นตนรับแนวความคิดนี้มา และพยายามผลักดันเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) แต่ไม่ประสบความสำเร็จ กระทั่งเกิดการเรียกร้องให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับปี40 แนวคิดเรื่องนี้จึงเข้าไปอยู่ในกฎหมายสูงสุดเป็นครั้งแรก มีศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน มีการสร้างระบบขึ้นมาเพื่อหวังว่า จะสามารถมาตรวจสอบนักการเมืองที่ใช้อำนาจหรือเข้ามาโดยมิชอบ
สุดท้ายถูกการเมืองเข้าไปแทรกแซง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า มาวันนี้เกิดวิกฤตมีคนจำนวนไม่น้อยมีความคิดว่า ขอลบทิ้งไปทั้งหมด แล้วให้ประชาชนเป็นคนชี้ขาดผ่านการเลือกตั้ง ตนไม่อยากให้ประเทศไทยเดินวนเป็นวัฏจักรแบบนี้ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญ40 เกิดขึ้นมีกลไกนี้เข้ามาช่วงแรกกองเชียร์เยอะมากและเห็นผล ปปช.เล่นงานนักการเมืองใหญ่ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนั้นกกต.แจกใบเหลืองเป็นว่าเล่น เลือกแล้วเลือกอีก คนเชียร์ว่าให้ใบเหลืองไม่พอต้องให้ใบแดง ก็มีการไปแก้ให้ใบแดง ทุกคนก็เริ่มมีความหวัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือนักการเมืองก็ไม่หยุดอยู่กับที่ หาวิธีการรเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ ทั้งที่องค์กรอิสระในระบอบประชาธิปไตยด้านหนึ่งต้องมีอิสระ แต่อีกด้านหนึ่งคนเขียนกติกาต้องการให้มีความเชื่อมโยงกับประชาชน ฉะนั้นในกรณีของรัฐธรรมนูญปี40 คือเชื่อมโยงผ่านวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพราะหวังว่า จะปลอดจากการเมือง แต่ถูกพิสูจน์ว่า ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมีการเข้าไปแทรกแซง
ปัจจุบันมีการแทรกแซงครบวงจร
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า มารัฐธรรมนูญปี50 ก็พยามจะแก้เรื่องนี้ โดยมองว่าปัญหาเกิดจากวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรง จึงสร้างระบบวุฒิสภาลูกผสมขึ้นมา ระหว่างเลือกตั้งและสรรหา ดูเหมือนอาจจะลดปัญหาลงบ้าง แต่ในที่สุดก็ยังไม่พ้นข้อครหาเกี่ยวกับเรื่องเข้าแทรกแซงองค์กรอิสระ มาถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไปอีกขั้นหนึ่ง เพราะนอกเหนือจากการที่คณะรัฐประหารเข้ามาเขียนกติกาเองแล้ว ยังเตรียมตัวมาเป็นผู้เล่นเองและเป็นคนให้คุณให้โทษกับองค์กรอิสระ ด้วยการทำระบบการเลือกวุฒิสภา ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังเป็นนวัตกรรมทางการเมืองของโลก ตนไม่เชื่อว่า จะมีที่อื่นใช้ คิดว่าวันนี้มาถึงจุดที่เรียกว่าครบวงจรคือสามารถที่จะมีกลุ่มคนวางแผนที่จะเข้าไปยึดกลไกของวุฒิสภาเพื่อสามารถจะเป็นผู้คนเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ และถ้าคนเหล่านั้นเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองซึ่งเข้าไปมีอำนาจกับฝ่ายบริหารก็ครบวงจร ปัญหาและที่มาขององค์กรอิสระที่มีการแทรกแซง ยังมีปัญหาที่เพิ่มเข้ามาใหม่เมื่อมีหน่วยงานไหนก็ตามอยู่ไปสักพักก็จะขยายอาณาจักรและปิดกั้นการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ฉะนั้นนอกเหนือจากปัญหาที่อาจถูกยึดครองโดยกลุ่มแล้ว วันนี้เวลาเราจะใช้องค์กรอิสระ หรือเราจะตรวจสอบองค์กรอิสระกลายเป็นเรื่องยากมาก จึงไม่แปลกใจว่า ทำไมวันนี้เราจึงมาพูดเรื่องวิกฤติขององค์กรอิสระ
หากทำรธน.ใหม่เปิดโอกาสให้แก้ไข
“เราต้องคิดถึงทางออก ที่ผมพอมองเห็นในขณะนี้คือ ถ้าเรามีกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็เป็นโอกาสทองที่เราจะมาทบทวนเรื่องนี้ แต่ผมเป็นคนที่พูดตั้งแต่ต้นและยังยืนยันเดิมจนถึงวันนี้ว่าผมยังเชื่อว่าเรายังต้องการเครือข่ายองค์กรอิสระ เพื่อเข้ามาตรวจสอบการใช้อำนาจนักการเมือง หากนักการเมือง และพรรคการเมือง ยังไม่สามารถสร้างศรัทธาและความเชื่อมั่นว่าเราจะดูแลกันเองได้ แต่ถ้าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยังคงมีอุปสรรคอีกมากมายทำไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดต้องมีความพยายามในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในบทบัญญัติ ใน 2 ส่วน คือ 1.ที่มาขององค์กรอิสระ 2.ที่มาของวุฒิสภา ที่เชื่อว่าจะเป็นองค์กรที่คัดสรรองค์กอิสระ นอกจากนั้นคือ การแก้ไขกลไกที่บิดเบี้ยว เช่น การกำหนดให้ ประธานสภาฯ ใช้ดุลยพินิจต่อการยื่นเรื่องตรวจสอบป.ป.ช.แต่หากการแก้ไขยังได้ยาก ต้องปรับปรุงกฎที่เกี่ยวข้องเพื่อให้องค์กรอิสระทำงานโปร่งใส” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ปธ.สภาขวางตรวจสอบองค์กรอิสระ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า เราอยู่เฉยไม่ได้ ถ้าเราอยู่เฉยวันนี้ ถ้าสมมุติเราบอกว่าพรรคการเมืองยึดครอง สว.และส่งคนเป็นองค์กรอิสะ ที่ช่วยเหลือไม่ให้ฝ่ายบริหาร สว.ผิด ไม่มีใครตรวจสอบองค์กรอิสระได้ เพราะประธานสภาฯยืนขวางอยู่ ตนรู้สึกว่าคนเหล่านี้ใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองหรือไม่ เพราะหลักของประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่คือความรับผิดชอบต่อประชาชน
‘บวรศักดิ์’ชี้อดีตให้อำนาจกกต.มาก
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตกรรมการกฤษฎีกาและอดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า
อดีตการจัดเลือกตั้งทำโดยกระทรวงมหาดไทย คนถึงอยากเป็น รมว.มหาดไทย เพราะชี้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอให้เข้าข้างตัวเองได้ ละซื้อเสียงด้วย ดังนั้นจึงแก้รัฐธรรมนูญ มีการตั้งองค์กรอิสระต่างๆ รวมถึงกกต.แล้วมีการถ่ายโอนภารกิจเลือกตั้งมาให้กกกต.มีอำนาจ คือ ออกกฎเกณฑ์เลือกตั้ง จัดเลือกตั้งและวินิจฉัยชี้ขาด แต่ไม่เด็ดขาด โดยแรกๆกกต.มีอำนาจให้ใบเหลืองได้ แต่คณะรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัย ส่งสถาบันพระปกเกล้าวิจัยก็พบว่า จริงๆแล้วกกต.มีอำนาจให้ใบแดง จึงแก้กฎหมายให้ใบแดง เพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งได้ 1ปี ทั้งก่อนและหลัง ประกาศผลเลือกตั้ง แต่ใบแดงหลังเลือกตั้ง กกต.ต้องให้เหตุผลพร้อมส่งศาล โดยกกต.ไต่สวนพบว่า มีหลักฐานอันควรชื่อได้ว่า หรือคดีมีมูล ต้องส่งศาล ไม่ได้ให้ กกต.ใช้ดุลยพินิจ ส่วนศาลจะวินิจฉัยลงโทษต้องใช้พยาน หลักฐานจนสิ้นสงสัย ดังนั้นมาตรฐานต่างกัน
แต่ปัจจุบันปชช.มีความเชื่อมั่นตกต่ำ
นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ดังนั้นที่ผ่านมาสถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติได้ทำวิจัย ตั้งแต่เริ่มมีองค์กรอิสระปี 2545 พบว่า ชุดแรกๆ มีผลงานดี แต่ปัจจุบันความเชื่อมั่นตกต่ำ เพราะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังของประชาชน รวมถึงรัฐบาล และสว.ต่ำกว่า เมื่อสส.รวมไปถึงพรรคการเมือง ทั้งนี้ ตนขอเสนอทางออกให้อภิวัฒน์พัฒนาไปในทางที่ดี ได้แก่ 1.อภิวัติเวลาได้มาของ ครม.โดยรัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนดการได้มาของรัฐบาลใหม่ช้า ซึ่งเขียนเหมือน ปี 2475 เมื่อสภาสิ้นอายุ ต้องเลือกตั้งภายใน 45 วัน หากสิ้นอายุยุบสภา เลือกตั้ง 45-60วัน ปี2560 ขยายให้ กกต.มีเวลาประกาศ 30วัน อีก 15วัน เรียกประชุมสภา กว่าจะได้ ครม.ใหม่ 5เดือน
ให้เลือกตั้งหลังยุบสภาภายใน30วัน
“หากผมเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ จะเขียนให้เลือกตั้ง 30วัน หลังยุบสภา การยุบแล้วเลือกช้า ซื้อกันเยอะ หากยุบแล้วมีเวลาน้อย ซื้อไม่ได้ ต้องทำความดีระหว่างเป็น สส.ส่วนหากสิ้นอายุเมื่อครบวาระ ให้เลือกตั้งภายใน 15วัน ให้เวลารับรอง 30วัน เพื่อ กกต.ให้ใบเหลือง ใบส้ม และเรียกประชุมสภา ภายใน 10 วัน ให้เลือกนายกฯให้เสร็จภายใน 30 วันเมื่อเกินครึ่งหนึ่ง หากไม่เกินครึ่งภายใน 15 วันใครได้เสียงสูงสุดได้เป็น ตอนนี้รัฐธรรมนูญไม่เขียนเวลาไว้ อย่านึกว่าไม่เกิดปัญหา” นายบวรศักดิ์ กล่าว
แนะต้องแก้ต้นทางที่มาองค์กรอิสระ
นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า 2.อภิวัฒน์การสรรหาการเลือกองค์กรอิสระ คือ กรรมการสรรหา ให้นำบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ2558 ที่ถูก สปช.ตีตกมาใช้ โดยมาจาก ศาลฏีกา ศาลปกครองสูงสุด พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายรัฐบาล ครม.พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายค้าน ส่วนละ 2 คน และประธานองค์กอิสระที่เลือกกันเอง 1คน ส่วนคนให้ความเห็นชอบต้องใช้ที่ประชุมรัฐสภา ลงคะแนนครั้งเดียว แต่คิดคะแนนเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มสส.รัฐบาล กลุ่มฝ่ายค้านและกลุ่มสว.หากใครได้เสียง 2 กลุ่มจาก 3 กลุ่มให้ได้เป็น และต้องเปิดเผยผลการลงคะแนนและการตรวจสอบประวัติ 3.อภิวัติระบบถอดถอนให้กลับมา หากไม่มีสว.ที่ดีต้องโยงไปถึงประชาชนให้ลงคะแนนได้ เช่น ถอดถอนนายกฯ หรือ รัฐมนตรีให้ใช้การลงมติถอดถอนจากทั้งประเทศ สส.หรือ สว.จำกัดเฉพาะภาคหรือจังหวัด
ห้ามกกต.จัดเลือกตั้ง-แค่ให้ออกกฎ
นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า 4.อภิวัฒน์ สำนักงาน กกต.โดยไม่ให้มีอำนาจจัดการเลือกตั้ง แต่ให้เป็นอำนาจของที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงคุมเลือกตั้งโดยให้ใช้องค์กภูมิภาค ท้องถิ่นดำเนินการ ส่วนหน้าที่ของ กกต.จะมี 2ประเด็นคือ ออกกฎ กำกับการเลือก และจับคนทำผิดเลือกตั้ง ซึ่งตนเคยเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญปี2558และ5.อภิวัติการยอมรับกลุ่มการเมืองที่ไม่ถึงขั้นต้องเป็นพรรคการเมือง ที่ถูกกำหนดจำนวนสมาชิก 5,000คน หรือ มีสาขาพรรค เพื่อเป็นทางออกของบ้านเมือง ทั้งนี้ก่อนเขียนรัฐธรรมนูญต้องศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบด้วย
‘วิชา’อัดองค์กรอิสระอยู่ใต้การเมือง
ขณะที่ นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า เหตุที่องค์กรอิสระมีปัญหาในปัจจุบัน ตนประเมินได้ว่า เพราะยอมตามผู้มีอำนาจอย่างไม่ขัดขืน และไม่ยอมขัดขืนต่ออำนาจรัฐ ที่ผ่านมาการตรวจสอบมีปัญหา เพราะไม่ยอมเปิดเผยอ้างกฎหมายกำหนด แต่กรณีของไอลอว์ โดย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารและจะเป็นตัวอย่างต่อความเพียรพยายามของมนุษย์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีใครปิดหู ปิดตาประชาชนได้ ทั้งนี้ การตรวจสอบทุจริตเป็นหน้าที่ของพลเมือง ปัจจุบันมีกฎหมายห้ามฟ้องร้องปิดปาก คือส่วนช่วยที่ทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบเรื่องที่กระทบต่อประโยชน์สาธารณะได้
ต้องเป็นองค์กรทำงานรับใช้ปชช.
นายวิชา กล่าวต่อว่า องค์กรอิสระอย่าสำคัญตัวผิดว่าเป็นอิสระ แต่ต้องเป็นองค์กรของประชาชน ทำงานให้ประชาชน เพื่อประชาชน ตนเชื่อว่าหากออกนอกลู่นอกทางให้องค์กรที่ไม่ยึดโยงต่อประชาชน และปกปิดข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนควรรู้ ถือว่าทำลายหลักการขององค์กรอิสระ ที่เป็นองค์กรธรรมาภิบาล โปร่งใส เปิดเผย ตรวจสอบได้ ส่วนข้อกำหนดให้องค์กรรายงานต่อรัฐสภา ต้องถูกเอาใจใส่ สมาชิกรัฐสภาต้องทำหน้าที่ ไล่บี้ ไล่เบี้ย ว่าเกิดผลอย่างไรกับประชาชนต้องเอาผลลัพธ์ ไม่ใช่งานนับครั้งหรือนับคดีเท่านั้น องค์กรอิสระถูกทำให้ขยายตัวใหญ่ขึ้น ที่ทำผิดหลายเรื่อง เช่นในสิ่งที่เห็นอยู่ และยอมรับว่าผมไม่ได้แก้ไขจนออกมา คือ การตรวจสอบทรัพย์สินของข้าราชการ ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน หากไม่ยื่นถือว่าผิดจริยธรรม ลงโทษให้ออกจากราชการ ซึ่งระบบดังกล่าวไม่ต้องใช้คนจำนวนมาก เหมือนอย่างที่ประเทศสิงคโปร์ใช้ และทำให้เกิดวัฒนธรรมที่ดีของราชการ
หนุนแก้รธน.โกงสอบไม่ถึงตัวใหญ่
นายวิชา กล่าวต่อว่า ตอนที่เกิดทุจริตสอบท้องถิ่น ประธาน ปปช.โทรศัพท์หาตน เพื่อขอให้เป็นที่ปรึกษา ตนตอบไปว่า ไม่ไป เพราะหากให้เป็นที่ปรึกษา ไม่มั่นใจจะปรึกษาหรือไม่ หากเขาต้องการว่าไปถึงใคร ตนนึกในใจว่าจะจบลงแค่ข้าราชการประจำ ไม่ไปถึงนักการเมือง สำหรับปัญหาขององค์กรอิสระ ตนสนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญ เช่น ที่มาขององค์กรอิสระ ตอนที่พิจารณาอย่างตระหนักว่า สว.เป็นกรอบทำงานให้ แต่ใครจะนึกว่า มีการโกงตั้งแต่ตอนตั้ง กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของการตั้งวุฒิสภา เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นต้องยอมรับว่าเป็นวิกฤติประเทศ ทั้งนี้ตนมองว่าทางออกของวิกฤติอยู่ที่ประชาชนต้องออกมา และตนไม่ไว้วางใจนอกจากประชาชน
‘วัส’ชี้ต้องแก้ที่มาองค์กรอิสระ
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระและอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา กล่าวว่า ประเด็นที่มาขององค์กรอิสระนั้นตนมองว่า ยังควรใช้การสรรหา แต่ในใบสมัครควรกำหนดว่า มีคุณสมบัติ และยืนยันคุณสมบัติของตัวเอง มีความกล้าหาญในการทำหน้าที่ การแสดงวิสัยทัศน์ต้องมีการถ่ายทอดสด เช่น กรณีการสรรหาประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นต้น ส่วนการให้ความเห็นชอบนั้นให้ดำเนินการผ่านรัฐสภา หรือวุฒิสภา รัฐธรรมนูญปี2560 มีปัญหาการใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะที่มาสว.ถือว่าวิปริต ที่ให้เลือกกันเองและฮั้วกันได้ ซึ่งตนเชื่อว่า คนส่วนใหญ่มองว่าระบบการเลือกแบบนี้ใช้ไม่ได้ ดังนั้นตนจึงเห็นว่าระบบการเลือกสว.แบบนี้ควรเปลี่ยนแปลงไปเลย เพราะขนาดอดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้พิพากษา ยังตกรอบการคัดเลือก สว.มาไม่ถึงระดับประเทศ ดังนั้นตนจึงมั่นใจว่า ประชาชนส่วนใหญ่ เห็นว่า ระบบเลือก สว.แบบนี้ไปต่อไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนแปลงแน่นอน
พท.เปิดกว้าง’ชลน่าน’ร่วมวงเสวนา
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย(พท.) ให้สัมภาษณ์กรณี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต สส.และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เตรียมขึ้นเวทีเสวนาฝ่ายค้าน หัวข้อ“การเมืองไทย ในวิกฤตความเชื่อมั่น”ในวันที่ 29สิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นเวทีเสวนาของฝ่ายค้านว่าความจริงพรรคเพื่อไทย เป็นพรรคที่เปิดกว้างอยู่แล้ว เราไม่ได้ห้ามสมาชิกไปดำเนินกิจกรรม ในเรื่องของการไปพบปะพูดคุยกับประชาชน หรือการไปเสวนาหรือสัมมนา ซึ่งตนได้มีการพูดคุย นพ.ชลน่าน เมื่อวานนี้ ทราบว่า การที่สำนักผู้นำฝ่ายค้านประสานไปก็เนื่องจาก นพ.ชลน่าน เป็นอดีตผู้นำฝ่ายค้าน และได้เชิญเข้าไปร่วมในการเสวนาช่วงหนึ่งเท่านั้น ซึ่งทราบว่านอกจาก นพ.ชลน่านแล้ว ยังมีอดีตผู้นำฝ่ายค้านคนอื่นด้วย อย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งเป็นอดีตผู้นำฝ่ายค้าน
ยันพรรคร่วมรัฐบาลยังแน่นปึ๊ก
เมื่อถามว่าเรื่องนี้จะกระทบไปถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่าโดยสภาพการเป็นรัฐบาลมันก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว มันไม่ได้มีอะไรซับซ้อน นี่คือกลไกของระบอบประชาธิปไตยแบบเสียงข้างมาก ทุกคนในสภาต้องฟังการอภิปราย และใช้วิจารณญาณในการตัดสิน ว่ามีข้อมูลใหม่หรือไม่ หรือเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเชื่อได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดก็ตาม นอกจากนี้ในส่วนของการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เราขับเคลื่อนรัฐนาวาร่วมกัน โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนกินดีอยู่ดี มีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นโดยสภาพแล้ว ถ้ามันไม่ได้มีอะไรที่ใหม่จนกระทั่งเป็นเรื่องที่เสียหาย ตนก็เชื่อว่าสุดท้ายเราต้องเดินหน้าเพื่อขับเคลื่อนความเป็นรัฐ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนต่อไป
เมื่อถามย้ำว่า เสถียรภาพของรัฐบาลยังแน่นอยู่ใช่ไหม นายจุลพันธ์ กล่าวว่า “แน่นปึ้ก!”เมื่อถามว่าที่ได้พบกับนายกรัฐมนตรีช่วงเช้าวันนี้ได้มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า”ไม่มี พูดคุยกันแต่เรื่องแรงงาน”
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่านายกฯได้มีการแจ้งถึงการนัดรับประทานอาหารร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาลแล้วหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ยัง แต่ได้ข่าวว่าจะนัดอยู่เหมือนกัน ซึ่งยังไม่ได้กำหนดเวลาสถานที่ โดยทราบว่าจะมีการแบ่ง เป็น2วง วงแรกเป็นของรัฐมนตรีที่ร่วมรัฐบาล วงที่2 เป็นสส.พรรคร่วมรัฐบาล
‘นภินธร’ปัดหนีกระทู้-ไปดูน้ำท่วม
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประธานวิปฝ่ายค้าน ออกมาโจมตีหลีกเลี่ยงตอบกระทู้สภาเรื่องคดีฮั้ว สว.ว่า ตนได้รับคำสั่งแต่งตั้งจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้เป็นประธานคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งลุ่มน้ำภาคกลาง มีกำหนดการลงพื้นที่ จ.ราชบุรีในวันที่ 27ส.ค.และได้ทำหนังสือแจ้งนายกฯตั้งแต่วันที่ 20ส.ค.ว่า จะไปราชการในวันดังกล่าว ต่อมาวันที่ 22 ส.ค. มีหนังสือแจ้งให้คณะกรรมการจากทั้ง 5 จังหวัดเดินทางมาประชุมร่วมกันที่ จ.ราชบุรี ส่วนกรณีที่ได้รับแจ้งว่าจะมีกระทู้ถามสดนั้น ตนได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่ามีกระทู้ถามสด แต่ในขณะนั้นยังไม่ทราบว่าจะเป็นเรื่องใด และวันต่อมาได้ประสานกับเจ้าหน้าที่อีกครั้งเพื่อยืนยันว่าในวันที่ 27 ส.ค. ตนมีภารกิจตรวจราชการที่ จ.ราชบุรี
ยันผู้สมัครสว.เข้าพบคุยเรื่องเกษตร
นายนภินทร กล่าวต่อว่า ข้อกล่าวหาที่ถูกตั้งกระทู้ถามระบุว่า เมื่อวันที่ 24มิ.ย.67 นายเอ ซึ่งเป็นผู้สมัคร สว.ได้เข้าพบตนในห้องทำงาน ขณะที่ตนดำรงตำแหน่ง รมช.พาณิชย์และวันที่ 25มิ.ย.ได้ถูกเรียกมาพบอีกครั้ง รวมถึงมีการกล่าวอ้างว่า ให้เซ็นใบลาออกจากการเป็น สว.ล่วงหน้า จึงมีการตั้งคำถามว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ซึ่งจุดเริ่มต้นการเข้าพบเกิดจากการประสานงานของประธานสภาเกษตรแห่งชาติในช่วงกลางเดือนมิ.ย.67 เพื่อขอเข้าพบ เนื่องจากมีปัญหาภาคการเกษตรใน จ.ราชบุรี จึงมีการนัดหมายเข้าพบในวันที่ 24มิ.ย.ที่กระทรวงพาณิชย์ วันดังกล่าวมีผู้แทนสภาเกษตรแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาเกษตรแห่งชาติ รวมถึงผู้อำนวยการและประธานสภาเกษตรจังหวัดราชบุรี และนายเอเข้าร่วมการหารือ ตนจึงเชิญข้าราชการระดับสูงจากกรมการค้าภายในและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเข้ามาร่วมพูดคุยด้วย เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร
ขอตนช่วยแต่ไม่ได้เพราะพรรคห้ามไว้
นายนภินทร กล่าวอีกว่า ระหว่างการพูดคุย นายเอ ได้กล่าวขึ้นมาว่า ตนเป็นผู้สมัคร สว.และขอให้ช่วยสนับสนุน แต่ตนตอบปฏิเสธทันที โดยระบุว่าไม่สามารถช่วยเหลือหรือสนับสนุนได้ เนื่องจากมีกฎหมายห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว. อีกทั้งในขณะนั้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีคำสั่งภายในพรรคอย่างชัดเจน ห้ามสมาชิกพรรคเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ซึ่งหลังจากปฏิเสธเรื่องดังกล่าวแล้ว การหารือจึงกลับเข้าสู่ประเด็นปัญหาการเกษตร โดยเฉพาะปัญหาของชมรมผู้เลี้ยงไก่งวงที่ประสบปัญหาเรื่องตลาดและการจำหน่ายผลผลิต
ไม่เกี่ยวฮั้วสว.ซัด’ไอติม’ไร้หลักฐาน
นายนภินทร ยังชี้แจงกรณีถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยระบุว่า ข้อกล่าวหาที่มีต่อตนเป็นการกล่าวหาที่ไม่มีพยานหลักฐานรองรับอย่างชัดเจน และไม่มีหนังสือหรือเอกสารที่ยืนยันตามข้อกล่าวหา ขณะที่ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องจำนวน 9 คน ต่างให้การสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ตนชี้แจงทั้งหมด“ผมเองก็เป็นมนุษย์กินข้าวคนหนึ่ง ไม่โง่ที่จะทำผิดกฎหมายต่อหน้าคน 8-9คน ถ้าบอกว่าจะช่วยอะไร ให้เซ็น ไม่ร้อง จะทำต่อหน้าคน 8-9 คนได้อย่างไร นี่คือข้อเท็จจริงที่ผมนำเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดที่26”
สัญญาณมือถือที่รร.เป็นที่ทำงาน
นายนภินทร ยังตั้งคำถามว่า นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ สส.พรรคประชาชน ได้นำข้อเท็จจริงเหล่านี้มาเปิดเผยหรือไม่ รวมถึงได้ระบุหรือไม่ว่า มีพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องให้การในลักษณะดังกล่าว ส่วนกรณีวันที่ 4-5กรกฎาคม2567 ซึ่งเป็นช่วงการปฐมนิเทศ สว.ที่โรงแรมพูลแมน นายนภินทร กล่าวว่า มีการนำข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ของ สว.และนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยมาเชื่อมโยงกับสถานที่ดังกล่าว โดยตั้งข้อสังเกตว่า โรงแรมพูลแมนเปรียบเสมือนพื้นที่สาธารณะ ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปใช้บริการได้ ทั้งบริเวณชั้นล่าง ร้านกาแฟ ล็อบบี้ และห้องอาหาร
แจง'อนุทิน'ก็ไปรร.พูลแมนทุกวัน
นายนภินทร ระบุว่า มีประเด็นเพิ่มขึ้นมาว่า วันที่ 21-27ก.ค.67 มี สว.ไปรวมกันที่โรงแรมพูลแมน และมีคนเห็นนายกฯไปที่นั่น มีสัญญาณโทรศัพท์ ขอถามว่า แค่นั้นพอหรือ นายกฯไปโรงแรมพูลแมนเป็นประจำ ท่านจำไม่ได้หรอกว่าไปวันไหน การที่ท่านอยู่โรงแรมพูลแมนแล้ว สว.จะไปจริงหรือไม่จริง ตนไม่ทราบ แต่จะมาสันนิษฐานเชิงลบว่าท่านอยู่ในห้องประชุมกับ สว.ด้วยนั้น เป็นการจินตนาการให้ร้ายและนำสิ่งนี้มาแสดงต่อสังคม อยากฝากสังคมให้พิจารณาอย่างรอบด้าน ให้โอกาสคนที่ทำงาน ให้โอกาส กกต. และให้โอกาสผู้ถูกร้องได้พูดบ้าง
แจ้งความ’ยิ่งชีพ’แล้วเจอกันที่ศาล
“ผมพยายามเงียบที่สุด เพราะผมส่งข้อมูลทั้งหมดให้ กกต.หมดแล้ว แต่เมื่อคณะไต่สวนชุดที่ 26 ลงความเห็นว่าผมมีความผิด ก็ไม่เป็นไร ผมยังเชื่อใน กกต.ทั้ง 7ท่านว่า มีเหตุและผลเพียงพอ และเชื่อในกระบวนการยุติธรรม แต่ผมไม่เชื่อคณะชุดที่ 26 จากหลักฐานที่ผมชี้แจง ผมไม่เชื่อว่าผมได้รับความเป็นธรรมจากคณะชุดที่26ของกกต.ขณะนี้ได้แจ้งความ นายยิ่งชีพ ไว้แล้วที่ สน.ทองหล่อ เพราะสิ่งที่เอามาพูดว่า มีนายเอ มาเจอตนและมีข้าราชการ2คนเห็น ทำไมคุณไม่พูดให้หมดว่า ข้าราชการ 2คนนั้นก็อยู่ในห้องด้วยและรู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดคุณตัดถ้อยคำบางส่วนมาพูดต่อสังคม การแสดงความคิดเห็นแบบนี้ไม่ใช่เพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นเชิงอคติให้ร้ายตน แล้วพบกันที่ศาล ทุกคดีที่คุณพูดถึงตน แจ้งความหมดและบางเรื่องตนจะฟ้องด้วยตัวเอง”นายนภินทร ระบุและกล่าวว่า
ปชน.เตรียมยื่นปปช.ฟันกกต.ยกก๊วน
นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน แถลงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 1,767 ราย จากปัญหาขาดคุณสมบัติและข้อสงสัยเรื่องการทุจริต โดยตั้งคำถามถึงกระบวนการทำงานของ กกต.ว่า เหตุใดจึงไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา เนื่องจากคดีอาญาปกติไม่ได้ส่งผลให้ สว.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกมองว่าเป็นการ “ซื้อเวลา” ทั้งที่กระบวนการเลือก สว.ครั้งนี้ปรากฏหลักฐานเชื่อมโยงการฮั้ว ทั้งเอกสาร โพยการลงคะแนน เส้นทางการเงิน และการประสานงานทางโทรศัพท์
นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนเตรียมยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. เป็นรายบุคคล พร้อมเรียกร้องให้ กกต. จำแนกตัวเลขให้ชัดเจนว่าในกลุ่มผู้ถูกดำเนินคดี 1,767 รายนั้น เป็น สว.ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่จริงกี่ราย และเป็น สว. สำรองกี่ราย เพื่อดำเนินคดีและเรียกคืนเงินสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายหากพบความผิดจริง เมื่อมีอะไรที่ไม่จริงก็ขอให้เถียงออกมา ใครที่ถูกกล่าวหาหรืออะไรที่ไม่เป็นจริง ก็หาหลักฐานมาหักล้าง ผู้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้ว สว. บางราย อย่าง นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงษ์สว. ก็มีสิทธิ์ที่จะปกป้องตัวเองได้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แต่ส่วนตัวก็เห็นว่าสิ่งที่ปรากฏออกมาก็ค่อนข้างชี้ชัดว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง การที่มาพูดถึงเรื่องการหมิ่นประมาท หรือการปลุกปั่นประชาชน ก็ขอถามกลับว่า หากมีประเด็นอะไรที่ไม่เป็นความจริง ก็ขอให้แถลงออกมาเป็นข้อๆ เพื่อให้เกิดความกระจ่าง ยิ่งตัวเองเป็นผู้ถูกกล่าวหา ยิ่งต้องเปิดพื้นที่ให้ข้อเท็จจริงเพื่อถูกตรวจสอบ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

