ดร.ณัฎฐ์ ลุยแจ้งจับ สมชัย พร้อมพวก 6 คน ปมระดมทุนสู้คดี จี้ ปปง. สอบเข้าข่ายฟอกเงิน
31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:52 น.

วันนี้ 31 สิงหาคม 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฎฐ์ นักกฎหมายมหาชน ได้เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ และยื่นเรื่องต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เพื่อให้ดำเนินคดีและอายัดทรัพย์สินของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. กับพวกรวม 6 คน
โดยในหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษของ ดร.ณัฎฐ์ มีข้อความทั้งหมดว่า "ข้าพเจ้า นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม (บัตรประจำตัวประชาชนเลขที่ ๓๒๑๐๓๐๐๘๔๙๑๐๑) อายุ ๔๙ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๒๔๒ ถนนสิรินทร แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร หมายเลขโทรศัพท์ ๐๖๒ ๗๘๙ ๙ ๗๘๙ ขอกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ดังข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ดังนี้

ข้อ ๑ เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๙ เวลากลางวัน ข้าฯได้ร้องทุกข์กล่าวโทษกับดำเนินคดีอาญากับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ นายปริญญา เทวนฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ ๒ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้ต้องหาที่ ๓ นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ผู้ต้องหาที่ ๔ นายพงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้ต้องหาที่ ๕ นางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้ต้องหาที่ ๖ ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓ ประกอบมาตรา ๓๔๑ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดอันเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๑๔ พระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.๒๔๘๗ มาตรา ๕,๖ โดยมีพันตำรวจตรีศิวัสม์ ไชยวรรณ เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวนคดีพร้อมพยานหลักฐาน ดังรายละเอียดปรากฎตามสำเนาบันทึกรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีอาญา เอกสารแนบท้ายหมายเลข ๑
ข้อ ๒ เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๙ เวลากลางวัน ข้าฯได้ยื่นหนังสือต่อประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ผ่านเลขาธิการ ปปง.เพื่อให้ตั้งคณะกรรมการ ปปง.เพื่อทำการยึดหรืออายัดทรัพย์ที่ได้มาโดยการฉ้อโกงประชาชน อันเป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม รายละเอียดปรากฎตามสำเนาหนังสือขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์ของกลาง ที่เป็นทรัพย์ที่หลอกลวงประชาชน เอกสารแนบท้าย หมายเลข ๒
ช้อ ๓ ระหว่างวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลากลางวัน ถึงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๙ เวลากลางวันและเวลากลางคืน ต่อเนื่องกัน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ นายปริญญา เทวนฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ ๒ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้ต้องหาที่ ๓ นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ผู้ต้องหาที่ ๔ นายพงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้ต้องหาที่ ๕ นางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้ต้องหาที่ ๖ แบ่งหน้าที่กันทำ โดยนายสมชัยฯ ผู้ต้องหาที่ ๑ เป็นผู้โพสต์ชักชวนประชาชนระดุมทุนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ตามพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.๒๔๗๘ มาตรา ๔ และไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไร ตามความในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน โดยมีผู้ต้องหาที่ ๒ ถึงผู้ต้องหาที่ ๕ และผู้ต้องหาที่ ๑ ร่วมกันเปิดบัญชี จำนวน ๒ บัญชี ได้แก่ บัญชีที่ ๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขาสาขามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ - รังสิต เลขที่ ๐๙๑๐๘๘๒๒๔๐ ชื่อบัญชีเงินกองทุนสิทธิพลมือง เพื่อการเลือกตั้ง โปร่งใส สุจริตและเที่ยงธรรม บัญชีที่สอง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานขาว ชื่อบัญชี มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย บัญชีเลฃที่ ๐๒๑๐๑๙๕๒๖๖ โดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ นำไปโพสต์เฟซบุ้กเพื่อระดมทุนจากประชาชน แต่ความจริงแล้ว นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ กับพวก
๒ รวมกันวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน ระดมทุน เพื่อหลอกลวงเอาเงินจากประชาชนรวมถึงข้าพเจ้า โดยอ้างว่า เป็นเงินกองทุนต่อสู้คดี กกต. ทำให้ข้าฯและประชาชนหลงเชื่อ จึงได้โอนเงินระดมทุนไปยังบัญชีที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ ได้เปิดไว้จำนวน ๒ บัญชี และนำไปโพสต์ข้อความระบุข้อความว่า “ระดมทุน” ในบัญชีเฟซบุ๊ก ปั่นไปไหน - สมชัย ศรีสุทธิยากร ทำให้ข้าฯและประชาชนหลงเชื่อว่า ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมเรี่ยไรเงิน และอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตาม พรบ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.๒๕๗๘
ต่อมาตรวจสอบพบว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากกร ผู้ต้องหาที่ ๑ กับพวก ได้จัดตั้งคณะกรรมการกองทุน โดยโพสต์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้ประชาชนทั่วไป รวมถึงข้าฯหลงเชื่อว่า เป็นการดำเนินการของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันการศึกษา แต่เมื่อตรวจสอบพบว่า ไม่ได้ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมิได้เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เป็นการแอบอ้างและใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองและใช้เป็นแหล่งมั่วสุม กล่าวอ้างว่า เป็นคณะกรรมการกองทุน ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ เคยเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ ๒ เป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เมื่อตรวจสอบ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ ผู้ต้องหาที่ ๓ ไม่มีอาชีพที่แน่นอน โดยอาศัยเป็นสื่อยกให้เป็นผู้จัดการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อประชาชน(ไอลอว์) โดยไม่มีกฎหมายรองรับ และไม่เป็นนิติบุคคลที่กฎหมายรองรับ
ทั้งคณะบุคคลโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อประชาชน(ไอลอว์) ของผู้ต้องหาที่ ๓ ที่ตั้งตนเอง เป็นผู้จัดการ โดยไม่เป็นนิติบุคคล จึงไม่อาจเป็นผู้จัดการนิติบุคคลได้ แต่ฉวยจังหวะพึ่งพิง อาศัยเงินบริจาคที่ได้รับบริจาคจากต่างประเทศ เพื่อนำเงินได้มาดำรงชีวิตตนเองและเงินบางส่วนจัดทำกกิจกรรมปั่นป่วนรัฐบาล และจัดตั้งลักษณะกลุ่มการเมืองเพื่อเคลื่อนไหวสนับสนุนพรรคประชาชนหรือพรรคสีส้ม อย่างเป็นระบบดั่งเช่นกลุ่มอาญชญากรรมในต่างประเทศ โดยผู้ต้องหาทั้งหกร่วมกันและแบ่งหน้าที่กันทำ ทั้งการโพสต์ข้อความชักชวนให้ประชาชนบริจาคเงินอันเป็นการเผยแพร่อข้อความต่อสาธารณะ อันโดยทุจริตหลอกลวงด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงควรบอกให้แจ้ง โดยทุจริตโดยเปิดบัญชีข้างต้น เมื่อกลุ่มผู้ต้องหาทั้งหก นำเงินไปแปรสภาพเป็นทรัพย์สิน รวมถึง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร โอนเงินที่ได้รับบริจาคให้ผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็น ผู้จัดการ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ทะเบียนนิติบุคคล ๐๑๐๕๕๓๗๐๙๑๙๗๕ ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ ๑๑๗/๑ ซอยพญาไท แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร เพื่อบำเรอและเสพสวาท อันเป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน และแปลงสภาพทรัพย์ โดยหลอกลวงประชาชนว่า เงินที่ได้รับบริจาค โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยมีผู้ต้องหาทั้งหกเป็นคณะกรรมการกองทุน ซึ่งความจริงแล้ว เป็นการระดมทุนโดยไม่ได้รับอนุญาตและเป็นการกระทำฉ้อโกงประชาชน โดยมีประชาชนโอนเงินเข้าบัญชีข้างต้นไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐ คน ต่างกรรมต่างวาระและเป็นการสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง กระทบความสงบสุขของประชาชน เพราะเป็นการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองโดยหลอกลวงประชาชน และความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เป็นความผิด
๓ มูลฐาน ตามความในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม อันเป็นการกระทำฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๙ และมีโทษตามมาตรา ๖๐,๖๑
ข้าฯได้ตรวจสอบย้อนหลังพบว่า ได้โพสต์และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ชักชวนการเปิดบัญชีในการต่อสู้คดีกับ กกต. โดยเปิดตั้งค่าสาธารณะ โดยระบุข้อความในการ”ชักชวนระดมทุน”
ต่อมาในวันดังกล่าว ได้แจ้งให้แก่ประชาชนทราบ โดยเป็นหมายเลข ๒ บัญชี ได้แก่ บัญชีที่ ๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ - รังสิต เลขที่ ๐๙๑๐๘๘๒๒๔๐ ชื่อบัญชีเงินกองทุนสิทธิพลมือง เพื่อการเลือกตั้ง โปร่งใส สุจริตและเที่ยงธรรม บัญชีที่สอง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานขาว ชื่อบัญชี มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย บัญชีเลฃที่ ๐๒๑๐๑๙๕๒๖๖
โดยวิธีการระดมทุนของนายสมชัยฯ ได้ยืนยันยอดเงินบริจาค ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)สาขาสะพานขาว ชื่อบัญชี มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาชนธิปไตย บัญชีเลขที่ ๐๒๑๐๑๙๕๒๖๖ เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๙ จำนวนเงิน ๑,๒๙๗,๗๐๘.๕๒ บาท และวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขาสาขามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เลขที่ ๐๙๑๐๘๘๒๒๔๐ จำนวน ๒,๒๙๑,๒๐๙.๙๘ บาท
เป็นวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและฝ่าฝืน พรบ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ ๒๔๘๗ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มาตรา ๕ (๓) อันเป็นการทุจริตโดยหลอกลวงประชาชนด้วยข้อความอันเป็นเท็จและได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินจากข้าฯและประชาชน อันเป็นความผิด “มูลฐานการฟอกเงิน” ในความผิดฐานฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน ตามบทบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๓
ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๙ เวลากลางวัน ข้าฯได้ตรวจสอบด้วยวิธีการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสุขุมวิท ๕๕ ซอยทองหล่อ ๒๐ แขวงคลองตัน เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร โดยโอนเงินเข้าทั้งสองบัญชีตามที่ผู้ต้องหากลุ่มนี้แบ่งกันทำหน้าที่กันทำ บัญชีละ ๑,๐๐๐ บาท รวม ๒ บัญชี เป็นเงินจำนวน ๒,๐๐๐ บาท ปรากฎตามสำเนาใบเสร็จมอบให้แก่พนักงานสอบสวนในคดีฉ้อโกงประชาชนไว้แล้ว
ผลการตรวจสอบ ปรากฏว่า ผู้ต้องหาทั้งหก ยังร่วมกัน เปิดรับบริจาคเงินประชาชนอย่างต่อเนื่อง ต่างกรรมต่างวาระ ทำให้ได้ไปซึ่งเป็นเงินของข้าฯและของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหาย ทั้งการชักชวนระดมทุนบริจาค โดยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ด้วยข้อความหลอกลวงและเป็นเท็จ อันเป็นการเผยแพร่ข้อความต่อสาธารณะ ข้าฯสูญเสียเงินไปจากการถูกหลอกลวงดังกล่าว
ข้าฯประสงค์กล่าวโทษเพื่อให้ดำเนินคดีอาญากับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ นายปริญญา เทวนฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ ๒ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้ต้องหาที่ ๓ นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ผู้ต้องหาที่ ๔ นายพงษ์ ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้ต้องหาหี่ ๕ นางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้ต้องหาที่ ๖ ข้อหา ฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและ
๔ ปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ ๖๐,๖๑ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓.๓๔๓ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดอันเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๑๔ พระราชบัญญัติว่าด้วยการควบคุมเรี่ยไร พ.ศ.๒๔๘๗ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๕ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๑
การชักชวนระดมทุน และมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายและไม่ได้รับอนุญาตคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไร ตามความในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.๒๔๘๗ เป็นเป็นพฤติการณ์ให้ได้มาซึ่งเงิน หรือทรัพย์สินของข้าฯและประชาชน โดยวิธีการหลอกลวงประชาชน โดยทำให้ประชาชน หลงเชื่อว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ กับพวก สามารถรับบริจาคเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดได้ ทั้งวิธีการโดยทุจริต โดยบัญชีที่ ๑ เป็นบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ - รังสิต เลขที่ ๐๙๑๐๘๘๒๒๔๐ ชื่อบัญชีเงินกองทุนสิทธิพลมือง เพื่อการเลือกตั้ง โปร่งใส สุจริตและเที่ยงธรรม โดยการกำหนดรายชื่อโดยมีเจตนาทุจริตและให้ประชาชนหลงเชื่อว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ กับพวกถูกกระทำ
แต่แท้จริงแล้ว นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ ร่วมกับนางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.พรรคประชาชน และปัจจุบันดรงตำรงตำแหน่ง รองประธาน กมธ.คณะกิจการศาลฯ โดยนางสาวพนิดา ฯ ได้จงใจแต่งตั้งให้นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ดำรงตำแหน่งรองประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.๒๕๖๙ และการเลือกสมาชิกวุฒิสภา เป็นการทั่วไป พ.ศ.๒๕๖๙ โดยนายวาโย อัศวรุ่งเรือง เป็นประธาน กมธ.องค์กรศาลฯ สภาผู้แทนราษฎร โดย รู้เห็นเป็นใจ โดยแต่งตั้ง นายนิธิ ละเอียดดี เข้ามาเพื่อกินเงินเดือนภาษีประชาชน ผลการแต่งตั้งของนางสาวพนิดาฯ รองประธาน กมธ.ทำให้นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ได้ไปซึ่งเงินภาษีประชาชนที่เป็นของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๙ ของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งๆที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ขาดคุณสมบัติเพราะกระทำฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ดังนั้น การตั้งชื่อเงินรับบริจาค ว่า “บัญชีเงินกองทุนสิทธิพลเมือง เพื่อการเลือกตั้ง โปร่งใส สุจริตและเที่ยงธรรม” เป็นเพียงชื่อ แต่เนื้อหาแท้จริงเป็นการชักชวนประชาชนรับบริจาค และเมื่อนำเงินที่ได้มาเปลี่ยนสภาพทรัพย์เพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มของผู้ต้องหา อันเป็นหลอกลวงด้วยข้อความอันเป็นเท็จแก่ประชาชนและการหลอกลวงได้ไปซึ่งเงินของข้าฯและประชาชน
ส่วนบัญชีที่สอง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานขาว ชื่อบัญชี มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาชนธิปไตย บัญชีเลฃที่ ๐๒๑๐๑๙๕๒๖๖ ปัจจุบันรัฐธรรมนูญแห่งราชณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ คณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นองค์กรในการจัดการเลือกตั้งและควบคุมการเลือกตั้ง โดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.เคยดำรงตำแหน่งระหว่างปี ๒๕๕๕ ถึง ๒๕๖๑ ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่า ในการจัดการเลือกตั้งและควบคุมการเลือกตั้ง โดยระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ.๒๕๖๖ ได้กำหนดให้ผู้สมัคร สส.สามารถแต่งตั้งตัวแทนสังเกตการณ์ในขณะนับคะแนนได้ เพื่อตรวจสอผลการคะแนน และสามารถคัดค้านได้ในขณะนับคะแนนได้ทันที ส่วนมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อจัดตั้งขึ้นโดยแสวงหาประโยชน์
๕ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ จัดตั้งขึ้นเพื่อรับบริจาคเงิน ระดมทุนทุน อันเป็นการขัดต่อการจัดตั้งมูลนิธิไม่แสวงหากำไร และขัดต่อ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยอธิบดีกรมการปกครอง ไม่อาจอนุญาตให้จัดตั้งได้เพราะมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยชัดแจ้งของกฎหมาย ทั้งปรากฏว่า ว่า การเปิดรับเงินบริจาค ทั้งสองบัญชี ได้กระทำเพื่อประโยชน์ของตนเอง ดังเห็นได้จาก นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้ต้องหาที่ ๓ ใช้สถานะความเป็นผู้จัดการไอลอว์ ที่ไม่มีกฎหมายรองรับและไม่มีอยู่จริง ไปนำข้อมูลลับในสำนวนคดีทุจริตการเลือก สว.ตามพรป.สว.มาเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อเซาะกร่อนบ่อนทำลาย กกต.องค์กรอิสระและเป็นวิธีนอกกฎหมาย โดยเชื่อมโยงระหว่าง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ นายปริญญา เทวนฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ ๒ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้ต้องหาที่ ๓ นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ผู้ต้องหาที่ ๔ นายพงษ์ ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้ต้องหาหี่ ๕ นางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้ต้องหาที่ ๖ ,นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.เขต ๑ จังหวัดสมุทรปราการ นายสาโย สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนและ ปธ.กมธ.กิจการศาลฯ สภาผู้แทนราษฎร โดยวิธีนอกกฎหมาย ทั้งได้นำเงินที่ได้รับบริจาค เปลี่ยนสภาพทรัพย์เพื่อใช้ในการต่อสู้ฝ่ายรัฐบาล โดยใช้สงครามสื่อเพื่อทำลายล้างและทำลายความน่าเชื่อถือ ทำให้เกิดความเสียหายและกระทบเป็นวงกว้าง
กลุ่มผู้ต้องหานี้ได้กระทำเป็นขบวนการ และแบ่งหน้าที่กันทำ เมื่อได้เงินมาแล้ว อ้างว่า เพื่อระดมทุนเพื่อต่อสู้คดี เป็นวัตถุประสงค์ที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายไม่อาจกระทำได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไร ตาม พรบ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.๒๔๘๗ มาตรา ๖ ได้บัญญัติไว้ ทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร ต้องได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน คือ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไท โดยต้องมีคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรเงิน รวมถึงผู้รับบริจาค ต้องออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้บริจาคและรายงานให้คณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรทราบ เพื่อควบคุมการบริจาคเงินและการเรี่ยไรเพื่อมิให้เป็นการหลอกลวงประชาชน
แต่กลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมด แบ่งหน้าที่กันทำ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ ใช้บัญชีปั่นไปไหน-สมชัย ศรีสุทธิยากร ในเฟซบุ้ก โพสต์ เลขบัญชีที่ผู้ต้องหาทั้งหกคน วางแผนมาตั้งแต่ต้น โดยจัดตั้งเป็นองค์กรอาชญากรรม ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยใช้ความที่เคยเป็นอาจารย์ประจำและเครือข่ายเพื่อจัดตั้งกองทุนเพื่อหลอกลวงประชาชนว่า กองทุนสู้คดี แต่ความเป็นจริงแล้ว นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ กับพวก เมื่อได้เงินมาแล้ว นำเงินไปแปลงเป็นสินทรัพย์ประเภทต่างๆและนำไปให้กับครอบครัวเพื่อใช้จ่าย โดยบางส่วนนำมาออกแสดงกิจกรรมทางการเมือง เพื่อปกปิดและแปลงเงินที่ได้มาจากการระดุมทุน เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
ทั้งความผิดมูลฐาน ตามบทบัญญัติพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๓ ได้บัญญัติ ความผิดมูลฐานความผิด หมายความว่า (๓) “ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา” ทั้ง ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด (๑) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งเป็นมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินหรือจาการสนับสนุนหรือการช่วยเหลือการกระทำ ซึ่งเป็นความผิดตามมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน และให้หมายความรวมถึงเงินหรือทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้สนับสนุนการกระทำความผิดมูลฐานหรือกระทำความผิดฐานฟอกเงิน (๒)เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจาก
๖ การจำหน่าย จ่ายโอน ด้วยประการใดๆ ซึ่งเงินหรือทรัพย์สิน ตาม (๑) หรือ (๓) ดอกผลของเงินและทรัพย์สิน ตาม (๑) หรือ (๒) ทั้งนี้ ไม่ว่า ทรัพย์สินตาม (๑) (๒) หรือ(๓) จะมีการจำหน่าย จ่ายโอนหรือเปลี่ยนสภาพไปกี่ครั้ง และไม่ว่าจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลใด โอนไปเป็นของบุคคลใดหรือปรากฎหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลใด โดยเป็นของข้าฯและของประชาชน โดยวิธีการหลอกลวงต่างกรรมต่างวาระ ไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐ กรรม ต่างกรรม ต่างวาระ
ทั้ง บทบัญญัติ มาตรา ๕ ได้บัญญัติความผิดการกระทำความผิดฐานฟอกเงินไว้ โดยพฤติการณ์ของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร โดยใช้เทคนิคฉ้อฉลโดยทุจริตวิธีการหลบเลี่ยงและอ้างต่อประชาชนทั่วไปว่า ระดมทุนเพื่อใช้ในการต่อสู้คดี ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยชัดแจ้งโดยกฎหมาย เพราะตามพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.๒๔๘๗ มาตรา ๔ บัญญัติห้ามไว้ เพราะฉะนั้น ที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ กับพวก ได้วางแผนโดยให้ผู้ต้องหาที่ ๒ ถึงผู้ต้องหาที่ ๖ เป็นคณะกรรมการกองทุนและเปิดบัญชีระดมทุนเพื่อรับบริจาคจากประชาชน โดยไม่มีกฎหมายรองรับ โดยตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนขึ้นมา เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือหลอกลวงประชาชนทั่วไป ทั้งใช้พื้นที่การศึกษา ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถานศึกษาระดับชั้นนำของประเทศ โดยที่ผู้ต้องหาที่ ๒ เป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่า ได้กระทำเพื่อปกป้องสิทธิของพลเมืองและเป็นกองทุนต่อสู้คดี แต่เป็นความเท็จ หาเป็นเช่นนั้นไม่ โดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ มิได้ประกอบอาชีพ เป็นหลักแหล่งที่แน่นอน และผู้ต้องหาที่ ๑ ถึงผู้ต้องหาที่ ๖ ใช้วิธีการรับบริจาค“ระดมทุน” โดยเปิดบัญชี ได้แก่ บัญชีที่ ๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ -รังสิต เลขที่ ๐๙๑๐๘๘๒๒๔๐ ชื่อบัญชีเงินกองทุนสิทธิพลเมือง เพื่อการเลือกตั้ง โปร่งใส สุจริตและเที่ยงธรรม บัญชีที่สอง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานขาว ชื่อบัญชี มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย บัญชีเลขที่ ๐๒๑๐๑๙๕๒๖๖ รวม ๒ บัญชี โดยเจตนาแท้จริง เป็นการระดมทุนจากประชาชนโดยทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ตามบทนิยาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑) เพื่อใช้ในการทำลายล้างล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อใช้ในการทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรของรัฐต่างๆ อาทิ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ เคยดำรงตำแหน่ง กกต.และพ้นจากตำแหน่งเพราะกระทำขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นบทต้องห้ามเด็ดขาดของกรรมการในองค์กรอิสระ ตาม พรป.ปปช.
เมื่อระดมทุนเปิดรับบริจาคและได้มาซึ่งเงินได้นำเงินไปใช้จ่ายให้แก่ภรรยาของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ที่ทำงานอยู่ที่เป็นกรรมการผู้จัดการ บจ.ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร ที่เพิ่งแอบคบหาและแต่งงานกันมาประมาณ ๔ – ๕ ปี เพื่อกลบเกลื่อนสภาพทางเพศของนายสมชัยฯเอง การเปลี่ยนสภาพจากเงินที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายและนำไปเปลี่ยนแปลงสภาพ อันมีลักษณะร่วมกันฉ้อโกงประชาชน เป็นการฟอกเงินและกระทำเกินกว่า ๒ คนขี้นไป ทั้งเงินและดอกผลที่ได้จากการระดมทุนจากประชาชนได้นำไปใช้แปลงสภาพทรัพย์เพื่อผลประโยชน์ของผู้ต้องหากลุ่มนี้
๗ หากไม่ทำการยึดหรืออายัดเงินที่เป็นของกลาง ในคดีโดยเร่งด่วน ย่อมทำให้นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ กับพวก โอน ยักย้ายถ่ายเทรัพย์สิน ยากต่อการติดตามในภายหน้า ทั้งเงินสดในบัญชี ย่อมเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์ง่าย ทำให้ยากแก่การติดตามยึดเงินคืนเพื่อนำไปคืนให้แก่ข้าพเจ้าและประชาชนในภายหลังยาก
เหตุเกิดแขวงคลองตัน เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร และทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักรไทย
ข้าฯประสงค์กล่าวโทษกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ นายปริญญา เทวนฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ ๒ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้ต้องหาที่ ๓ นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ผู้ต้องหาที่ ๔ นายพงษ์ ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้ต้องหาหี่ ๕ นางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้ต้องหาที่ ๖ ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินอันเป็นการสมคบกันฟอกเงินตั้งแต่สองคนขึ้นไปอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน อันเป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงิน ตามพรราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๕,๖,๗,๙,,๑๐ ๑๖/๑, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๓ ประกอบมาตรา ๓๔๑ ,๙๑ พระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.๒๔๘๗ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดอันเกี่บวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๑๔ และมอบคดีให้แก่พนักงานสอบสวนดำเนินคดีอาญาให้ถึงที่สุด
ขอแสดงความนับถือ
ลงชื่อ ( นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม )
ผู้กล่าวโทษและผู้เสียหาย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

