‘โรม’ปูดคนรบ.ส่งข้อมูล งัดแผนเสี้ยม โวซักฟอกหลายคน กมธ.เอาคืนบี้ไอติม

นายกฯตอก “สนธิ” บอกประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคน ไม่ต้องมีใครมาทวงคืนหลังนัดแถลงนำมวลชนลงถนนทวงคืนปท. 7 กันยายนนี้ “โรม”แม่ทัพ’ฝ่ายค้าน’ยันเปิดศึกซักฟอกรบ.ทันสมัยประชุมนี้ อุบเคาะวันยื่นญัตติ แย้มเปิดแผลความผิดอื้อ โอ่‘คนใกล้ชิดรัฐบาล’ส่งข้อมูลเด็ด’กมธ.ตำรวจ’เรียก’ไอติม-ไอลอว์’เค้นปมเผยแพร่เอกสารดีเอสไอคดีฮั้วสว.‘วัชรพงศ์’ยันทำเพื่อหาข้อเท็จจริง ไร้เกมการเมือง‘พริษฐ์’พร้อมร่วมมือเต็มที่ ข้องใจไล่ล่าคนปล่อยเอกสารมากกว่าหาตัวคนผิด เผย90%กมธ.รุมบี้ถามเอกสารหลุดจากที่ไหนย้ำให้ข้อมูลทุกอย่างเหมือนให้สื่อสภาเดือดอีกแล้ว!‘ซีกรัฐบาล’ปาดหน้าชงญัตติด่วน‘แก้ไฟใต้’แทนถก’รายงาน กกต.‘’ไอซ์’โวยตั้งใจป้อง‘กกต.’ ไม่ให้ถูกถล่ม เหน็บแรง‘ครม.รักตัวกลัวตาย ไม่กล้าเหยียบลงไปจชต.’โดนประท้วงวุ่นจนสั่งพักประชุม
เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569เวลา 11.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นัดแถลงข่าวในวันที่ 7 กันยายนนี้ เพื่อเตรียมนำมวลชนลงถนน ประกาศทวงคืนประเทศจากทุนเทา ว่า ประเทศไทยและคนไทย ไม่ได้ไปติดหนี้ใคร เพราะประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคน ฉะนั้น ไม่ต้องมีใครมาทวงคืน
เมื่อถามว่าเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาอะไรหลังจากนี้ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นสิทธิของพี่น้องประชาชนทุกคนในการแสดงออกภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว
‘โรม’ยันซักฟอกรบ.ทันสมัยประชุม
ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้ที่รับมอบหมายในการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยยืนยันว่าจะดำเนินการยื่นญัตติฯ และได้อภิปรายทันภายในสมัยประชุมนี้ ปัจจุบันการเตรียมการรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมดซึ่งรวบรวมจากหลากหลายพรรคการเมือง แต่ปัญหาขณะนี้ข้อเท็จจริงมีเยอะมาก และพบว่ารัฐบาลมีการกระทำความผิดในหลายเรื่อง
“ทั้งการกระทำผิดที่เกิดขึ้นและต่อเนื่องกันมาและเป็นการกระทำความผิดจนถึงปัจจุบัน แต่ยืนยันว่าดำเนินการทันแน่นอนระหว่างนี้อยู่ระหว่างเตรียมการ ส่วนจะยื่นเมื่อไหร่ อย่างไรยังเป็นความลับอยู่แต่จะแจ้งต่อไป”นายรังสิมันต์ ย้ำ
ยันยื่นญัตติซักฟอกมีหลายคน
นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่าตามกรอบเวลาและข้อกฎหมาย เมื่อฝ่ายค้านยื่นญัตติซักฟอกแล้ว รัฐบาลจะยุบสภาไม่ได้และระยะเวลาตามกฎหมายมีกำหนดไว้อยู่แล้ว ซึ่งไม่ช้า แน่นอน แต่จะต้องมีการประชุมร่วมกันระหว่างฝ่ายรัฐบาล ประธานสภาผู้แทนราษฎรและฝ่ายค้าน ในการกำหนดวัน รวมถึงระยะเวลาจะใช้ในการซักฟอกกี่วัน และยืนยันว่าการยื่นญัตติครั้งนี้มีหลายคน ที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่วันนี้ขอเวลาพรรคการเมืองฝ่ายค้านได้รวบรวมข้อเท็จจริง ส่วนเป้าเป็นใครบ้าง ยืนยันว่าออกมาอย่างไม่ชักช้าแน่นอน
โอ่‘คนใกล้ชิดรบ.’ส่งข้อมูลเด็ด
นายรังสิมันต์กล่าวอีกว่า ฝ่ายค้านมีการประชุมกันอยู่ตลอดทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการโดยเรื่องนี้จะทำให้เป็นเรื่องลับ แต่เมื่อถึงเวลาเหมาะสมจะเปิดเผย
“รับรองว่าครั้งนี้เรามีข้อมูลเยอะจริงๆและบอกว่าบรรดาคนที่ทำงานใกล้ชิดกับตัวรัฐบาลเป็นแหล่งข้อมูลชั้นดี”นายรังสิมันต์ กล่าว
กมธ.เรียกไอติม-ไอลอว์เค้นข้อมูลหลุด
ที่รัฐสภาในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานกมธ.ฯ วาระพิจารณากรณีการเผยแพร่เอกสารที่เป็นรายงานการสอบสวนคดีพิเศษ 24/2568 ในความผิดฐานอั้งยี่ และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องผ่านสื่อสาธารณะช่องทางต่างๆ โดยได้เชิญนายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และผู้บังคับการกองปราบปราม เข้าให้ข้อมูล
ปธ.กมธ.ยันถกเพื่อหาข้อเท็จจริง
โดยนายวัชรพงศ์ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมกมธ.ว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาดีเอสไอได้ไปร้องทุกข์ที่กองปราบปรามกรณีที่บุคคลนำเอกสารไปเผยแพร่ต่อสาธารณะซึ่งในข้อความที่ไปแจ้งความร้องทุกข์จะเป็นในลักษณะของการทำให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติงานของดีเอสไอโดยกมธ.หยิบยกมาหารือว่าการทำงานของดีเอสไอขณะนี้เอกสารหลุดไปได้อย่างไรและต้องมาตรวจสอบเพราะเป็นการเปิดเผยเอกสารจากฝ่ายเดียวซึ่งกมธ.มีหน้าที่หาข้อเท็จจริงเพื่อที่จะให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริงส่วนจะเป็นการเอาผิดผู้ที่เปิดเอกสารด้วยหรือไม่นั้น อยู่ที่กองปราบปรามว่าเมื่อพิจารณาแล้วบุคคลที่นำข้อมูลไปเปิดเผย มีความผิดตามมาตราใด
เมื่อถามว่ากมธ.ตำรวจอยู่ในสัดส่วนของรัฐบาล การเชิญมาชี้แจงจะไม่ถูกมองว่าเป็นการสกัดทางการเมือง เพื่อปิดปากในการเปิดเผยข้อมูลในคดีฮั้วสว.นายวัชรพงศ์ ย้ำว่า ไม่ ตนอยากให้มองว่ากมธ.เราจะทำให้บุคคลต่อไปนี้จะทำการเปิดเผยเอกสารอะไรต่างๆต้องมีที่มาที่ไปชัดเจนเพื่อที่จะได้ไม่เป็นการกล่าวหาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
บี้ดีเอสไอต้องหาตัวคนผิดให้ได้
เมื่อถามว่าการที่ดีเอสไอแจ้งความจะต้องมีการตรวจสอบคนภายในหรือไม่ นายวัชรพงศ์ กล่าวว่ายังไม่เห็นรายละเอียดเอกสารที่ดีเอสไอหอบไปแจ้งความกมธ.จึงได้เชิญมาชี้แจงเพราะต่อไปนี้จะกระทบต่อความเชื่อมั่นในการทำงานของดีเอสไอซึ่งเป็นหน่วยงานที่เหมือนเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน หากปล่อยให้มีเอกสารหลุดเช่นนี้แล้วหลุดมาได้อย่างไร ดีเอสไอต้องหาตัวคนผิดให้ได้ เนื่องจากมีผลต่อรูปคดี และมีผลต่อการปฎิบัติงาน ซึ่งไม่ควรหลุดออกมา
ยืนกรานไร้เกมทางการเมือง
เมื่อถามย้ำว่าจุดประสงค์ของกมธ.คือการสอบข้อเท็จจริงไม่ใช่การเอาผิดกับคนเปิดเผยเอกสารใช่หรือไม่ นายวัชรพงศ์ กล่าวว่าจริงๆวันนี้เชิญนายยิ่งชีพที่เป็นคนเปิดเผยข้อมูลมาด้วย แต่นายยิ่งชีพไม่มาเป็นที่น่าเสียใจอยู่เพราะเราอยากได้ข้อเท็จจริงและเอกสารที่นายยิ่งชีพมีอยู่ก็ค่อนข้างชัดแต่เป็นการเปิดเผยข้อมูลเพียงฝ่ายเดียวจึงอยากทราบว่านายยิ่งชีพนำเอกสารต่างๆ เหล่านี้มาได้อย่างไร เพราะหากยังจำกันได้มีเอกสารบางอย่างที่ถึงขนาดศาลแจ้งให้พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรมในขณะนั้น หยุดปฏิบัติหน้าที่และก้าวก่ายจึงคิดว่าประเด็นนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกันหรือไม่ ฉะนั้น เราต้องหาข้อเท็จจริงออกมาให้ได้
เมื่อถามย้ำว่าการตรวจสอบครั้งนี้ไม่ใช่เป็นเกมทางการเมืองใช่หรือไม่ นายวัชรพงศ์ ตอบว่า ไม่ใช่ เพราะ กมธ.ของเรา ประกอบด้วยหลายพรรคการเมือง และมีพรรคประชาชนด้วย
‘ไอติม’พร้อมร่วมมือคดีฮั้วสว.เต็มที่
นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าชี้แจงต่อกมธ.ตำรวจว่าจากเอกสารที่กรรมาธิการส่งเชิญมาระบุว่าจะเป็นการพิจารณากรณีการเผยแพร่เอกสารคดีฮั้วสว.ซึ่งตนถูกเชิญในฐานะเป็นผู้เผยแพร่ข้อมูลจึงต้องถามกลับว่าเอกสารอะไร ซึ่งตั้งแต่ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีฮั้วสว. ไม่เคยนำเอกสารใดมาเผยแพร่ ซึ่งก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ในฐานะที่ถูกเชิญก็ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ในสภา พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกฝ่ายเต้มที่ ขณะเดียวกันหวังว่าในอนาคตหากมีสส.คนใด พรรคไหนถูกกรรมาธิการชุดใดเชิญไปตรวจสอบ ก็หวังว่าจะได้รับความร่วมมือโดยใช้บรรทัดฐานเดียวกันนี้
ไล่หาคนปล่อยเอกสารมากกว่าตัวคนผิด
เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าการมาให้ข้อมูลครั้งนี้จะไม่เป็นเกมการเมือง นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบเจตนาของกมธ.ไม่ขอก้าวล่วงแต่ต้องข้อสังเกตว่าคดีฮั้ว สว.อยู่ในความสนใจของประชาชน หากข้อกล่าวโกงสว.เป็นจริง หมายความว่ามีความพยายามของคนบางกลุ่มที่พยายามกินรวบประเทศ โดยไม่ยึดโยงกับประชาชน
“ต้องตั้งข้อสังเกตไว้ในวันที่สังคมมีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งต่อคดีดังกล่าว แต่กรรมาธิการตำรวจจัดลำดับความสำคัญ เห็นว่าเรื่องที่เร่งด่วนที่สุดที่กรรมาธิการชุดนี้ดำเนินการสอบข้อเท็จจริงเป็นการไล่ตรวจสอบว่าข้อมูลต่างๆมาจากไหน จึงตัดสินใจแทนประชาชนไม่ได้ว่า การจัดลำดับความสำคัญแบบนี้เป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่อย่างไร เพราะเป็นอำนาจของกรรมาธิการแต่ละคณะแต่เมื่อตัดสินใจเช่นนี้เชิญมาให้ข้อมูลก็ยินดี ให้ความร่วมมือ”นายพริษฐ์ กล่าว
ลั่นยังเดินหน้าลุยทำงานต่อไป
เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ในการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีฮั้วสว.เพราะดีเอสไอไปแจ้งความกองปราบปรามแล้ว นายพริษฐ์ กล่าวว่า ส่วนตัวเดินหน้าทำงานต่อ และที่ผ่านมาในการทำหน้าที่ตรวจสอบคดีฮั้วสว. พูดชัดเจนมาตลอด ก่อนที่จะมาชี้แจงวันนี้ว่าได้รับเบาะแสมาหลายทาง เมื่อได้รับข้อมูลมาก็ไตร่ตรองในเบื้องต้น เมื่อพบข้อมูลหลายแหล่งและสอดคล้องกันว่าจะมีมูลความจริง จึงได้นำมาเสนอต่อสาธารณะ ส่วนประเด็นไหนที่ยังไม่แน่ใจก็จะนำเสนอในลักษณะคำถาม และเชิญคนที่เกี่ยวข้องมายืนยันอีกที
ขอชวนคิดตามในภาพรวมว่าหนึ่งในสิ่งสำคัญและถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ หากต้องการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกกรณีคือต้องมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการปกป้องผู้ให้เบาะแส หากมีเจ้าหน้าที่เหตุการณ์ทุจริตเกิดขึ้น หรือเห็นเบาะแสการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ เกี่ยวกับคดีทุจริต เป็นเรื่องที่สส.และทุกคนต้องช่วยกันออกแบบมาตรการคุ้มครองผู้ให้เบาะแส หากไม่วางบรรทัดฐานในอนาคตหากมีข้าราชการเห็นพฤติกรรมทุจริตเกิดขึ้นก็คงกังวลใจหากจะแจ้งเบาะแสก็อาจทำให้เดือดร้อน ส่งผลต่ออนาคตการทำงาน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
ซัดรบ.เปลี่ยนอธิบดีDSIคนใหม่
นายพริษฐ์กล่าวขอตั้งข้อสังเกตถึงกระแสข่าวการเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอจะเปลี่ยนมาเป็นร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติว่าหากเป็นข้อเท็จจริง บุคคลดังกล่าวเป็นหนึ่งในคณะอนุไต่สวนชุดที่36 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ที่พิจารณาคดีฮั้วสว.ทั้งหมดแล้วมีความเห็นออกมาว่าไม่มีใครมีมูลความผิดแม้แต่คนเดียวซึ่งนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.ก็เปิดเผยว่าร.ต.อ.ปิยะเป็นหนึ่งใน5คนลงมติเสียงข้างมากของคณะอนุไต่สวนชุดที่36
“ผมตั้งข้อสังเกตว่าหากเรื่องนี้เป็นจริง การเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอเป็นจริงอันนี้เป็นความพยายามของรัฐบาลในการโยกย้ายข้าราชการ เป็นคุณต่อคดีที่ตัวเองถูกกล่าวหาอยู่หรือไม่”นายพริษฐ์ กล่าว
‘ไอติม’ย้ำข้อมูลเต็มที่เหมือนให้สื่อ
ต่อมา นายพริษฐ์ ให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงภาพรวมการให้ข้อมูลต่อคณะกมธ.ตำรวจว่าวันนี้นายยิ่งชีพไม่ได้มาให้ข้อมูลด้วย ส่วนตนได้ไปให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลเต็มที่การพูดคุยหลักๆเป็นไปตามหัวข้อที่กมธ.ได้ตั้งไว้ ที่พยายามจะสอบถามตนเกี่ยวกับที่มาที่ไปของข้อมูลที่ตนได้มานำเสนอ ในการตรวจสอบเรื่องคดีโกงสว.โดยคำตอบที่ตนได้ให้กับกมธ.ก็เหมือนกับที่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมาตลอดคือข้อมูลและเบาะแสได้รับมาจากหลากหลายช่องทาง หลากหลายรูปแบบ และตนในฐานะสส.ก็มีหน้าที่ในการกลั่นกรองความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่างๆหากข้อมูลไหนที่เรามั่นใจว่ามีมูล เราก็นำเสนอต่อสาธารณะทั้งในรูปแบบของข้อเท็จจริงหรือคำถามต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตนคิดว่าที่ผ่านมา สิ่งที่เป็นบทพิสูจน์ว่าข้อมูลที่ตนนำเสนอมีความน่าเชื่อถือ คือ แทบจะทุกครั้งที่ตนได้นำเสนอต่อสาธารณะได้รับการยืนยันจากบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเป็นความจริง
ชี้90%จี้ข้อมูลฮั้วสว.หลุดจากไหน
เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้มีการให้ข้อมูลว่ากมธ.จะเน้นไปที่เอกสารคดีของดีเอสไอหลุดไปได้อย่างไรนั้นนายพริษฐ์กล่าวว่าสามารถไปย้อนฟังชวเลขได้ ในการประชุมตนคิดว่าประมาณ 90%ใช้ไปกับการซักถามตน ส่วนการสอบถามดีเอสไอและกองปราบฯแค่หน่วยงานละ 1 คำถามในตอนท้าย
เมื่อถามย้ำว่าเหมือนเป็นการล้วงข้อมูลอะไรหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่าตนถือว่าเป็นดุลพินิจของ กมธ.แต่ละคณะว่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องไหน อย่างไร ในฐานะที่ตนไม่ได้อยู่ในกมธ. แต่เป็น สส.ที่ถูกเชิญไปให้ข้อมูล ตนก็ได้ให้ความร่วมมือเต็มที่ ยินดีต่อการตรวจสอบ หวังว่าสส.ทุกคน ทุกพรรค จะใช้มาตรฐานเดียวกัน หลังจากนี้ หากเราเห็นกมธ.ชุดไหน มีวาระเรื่องอะไรที่เป็นที่สนใจของประชาชน และอยู่ในขอบเขตของ กมธ.ได้มีการเรียนเชิญ สส. มาให้ข้อมูล หวังว่าจะได้รับความร่วมมือจาก สส. ทุกพรรคการเมืองเช่นกัน
สภาเดือด!ซีกรบ.ชงญัตติแก้ไฟใต้
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา14.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผูัแทนราษฎรคนที่2 ทำหน้าที่ประธาน ภายหลังเสร็จสิ้นช่วงกระทู้ถาม นายซาการียา สะอิ สส.นราธิวาส พรรคภูมิใจไทยได้เสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเพื่อขอให้สภาฯ พิจารณาปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อเสนอแนะไปยังรัฐบาล
ฝ่ายค้านโวยปาดหน้ารายงานกกต.
หลังจากการเสนอแล้วพบว่าสส.พรรคร่วมฝ่ายค้านลุกขึ้นทักท้วงเพราะไม่เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน โดยนายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประธานวิปฝ่ายค้านทักท้วงว่าการพิจารณาญัตติความขัดแย้งในภาคใต้จะภายหลังจากพิจารณารายงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567และปีงบประมาณ พ.ศ.2568 และรายงานนกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนเพราะได้ตกลงแล้วว่าจะมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม เพื่อรับฟังช่วงที่สภาฯจะพิจารณาในญัตติด่วน
ทั้งนี้ สส.พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นคัดค้านโดยมองว่ารายงานทั้ง 2 ฉบับ ไม่ใช่เรื่องจำเป็นรีบด่วนเมื่อเทียบกับญัตติที่เกี่ยวกับปัญหาชายแดนภาคใต้ และขอให้ใช้มติโหวตตัดสิน
‘ไอซ์’อัดตั้งใจป้องกกต.ไม่ให้ถูกถล่ม
บรรยากาศการประชุม เริ่มร้อนแรงยิ่งขึ้น เมื่อน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนอภิปรายว่าตนยอมรับว่าปัญหา3จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องนำมาพูดกันที่สภาฯหากจะใช้การโหวตเสียงข้างมากย่อมชนะ และมีรัฐมนตรีนั่งรอโหวตด้วยดังนั้น หากเห็นชีวิตของคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้สำคัญจริง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาครม.สัญจรทำไม่ไปในพื้นที่ ไปแค่ จ.สงขลาและให้ส่วนราชการขึ้นมารายงาน หากเห็นความสำคัญต้องลงไปในพื้นที่
“สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คือการเอาความเดือดร้อนของเขามาอ้างเพื่อปกป้อง กกต.เพราะรัฐบาลไม่อยากให้อภิปรายรายงานของกกต.”น.ส.รักชนก ย้ำ
ประท้วงวุ่น-เหน็บ‘ครม.รักตัวกลัวตาย’
ทำให้ สส.พรรคร่วมรัฐบาลลุกขึ้นประท้วงคำพูดของน.ส.รักชนก พร้อมเรียกร้องให้ถอนคำพูด แต่น.ส.รักชนก อภิปรายว่า เหตุที่ไม่ลงไปในพื้นที่ชายแดนภาคใต้เพราะรัฐมนตรีรักตัวกลัวตาย ทำให้มีการประท้วงต่อไป แม้ว่านายเลิศศักดิ์จะวินิจฉัยให้ถอน น.ส.รักชนก ย้ำและขยายเป็นว่า“ครม. รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย รักตัวกลัวตาย”ยิ่งทำให้มีการประท้วงและขอให้ถอนคำพูด
น.ส.รักชนก ยอมถอนคำพูดแต่ในเชิงเสียดสีว่าตนขอถอนคำพูดที่ว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทย รักตัวกลัวตาย ไม่ลงไปในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้พร้อมย้ำว่า เหตุที่ยื่นญัตติด่วนเพราะต้องการปกป้อง กกต.ไม่ให้ถูกอภิปราย ตนจึงไม่สนับสนุน
ทั้งนี้ การอภิปรายยังคงดำเนินต่อไป จนกระทั่งนายเลิศศักดิ์ วินิจฉัยว่าการอภิปรายตามญัตติด่วนด้วยวาจาที่เสนอเมื่อดูผู้อภิปรายและเวลาแล้วจะใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง 30 นาที และอาจจะจบพิจารณาประมาณ18.00น.ดังนั้นหากไม่มีใครเสนอญัตติเป็นอย่างอื่นจะเข้าสู่การพิจารณา
ปธ.วิปรัฐดักคออย่าว่ารบ.ปิดปาก
ทั้งนี้ นายพริษฐ์ ลุกขึ้นขอความชัดเจนจากวิปรัฐบาลในการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงที่เกิดขึ้นและร้องขอให้สภาฯไม่เร่งปิดประชุมสภา เพื่อสกัดการอภิปรายรายงานของกกต.โดยนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ชี้แจงว่าเป็นความจริงที่มีการหารือจากฝ่ายค้านที่จะขอให้อภิปรายญัตติปัญหาชายแดนภาคใต้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้ตนได้หารือกับพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลแต่จากการพูดคุยวิปฝ่ายรัฐบาล ขอให้พิจารณาเรื่องน้ำท่วมน่านทำให้ตนต้องแบกหน้ามาเจรจาและในการเสนอญัตติด่วนวันนี้เป็นสิ่งที่สภาฯ ต้องพิจารณาร่วมกัน ดังนั้นอย่าใช้สภาบอกฝ่ายรัฐบาลว่าปิดปากไม่ให้พูด
ทั้งนี้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชนในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯตั้งข้อสังเกตว่ามีความพยายามใช้กลไกสภาฯ ปิดปากคนข้างนอก และยังใช้กลไกสภา ปิดปากสภา ไม่ให้พูดถึงการทำหน้าที่ของกกต.ดังนั้น จึงเสนอญัตติให้พิจารณาตามระเบียบวาระ
สุดท้ายปธ.ต้องสั่งพักการประชุม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในท้ายสุดที่ประชุมต้องใช้การลงมติตัดสิน หลังจากเช็คองค์ประชุมแล้ว ก่อนที่จะลงมติพบว่าระบบลงคะแนนขัดข้องทำให้ต้องรีเซ็ตระบบใหม่ แม้จะใช้เวลารีเซ็ตระบบแล้ว ระบบลงคะแนนไม่สมบูรณ์ นายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา พรรคประชาชาติ เสนอขอให้พักการประชุมก่อน พวกเราจะได้ไปทำการละหมาด ทำให้น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานจึงสั่งพักการประชุม
บุกกกต.ยื่นยุบพรรคประชาชน
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทันกวินท์รัฐวัฒก์อังกูร นักวิชาการอิสระและนักธุรกิจเดินทางมายื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เพื่อขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินกรณีน.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.พรรคประชาชน บริจาคเงินให้แก่พรรคจำนวน 200,000บาท รวมถึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ไต่สวน และขอให้พิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคประชาชน
โดยนายทันกวินท์ กล่าวว่าสืบเนื่องจากเมื่อ2วันก่อนได้ไปเจอน.ส.รักชนกที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)เห็นหิ้วแฟ้มเอกสารเป็นปึกเพื่อพูดถึงเรื่องการทุจริตต่างๆจึงเกิดความสงสัยว่ากรณีเงินบริจาค200,000 บาทที่เคยมีการร้องเรียนไปคราวก่อนนั้นทางน.ส.รักชนกได้ตรวจสอบความโปร่งใสของตนเองก่อนหรือไม่ ก่อนที่จะไปกวาดบ้านคนอื่นเนื่องจากเจ้าตัวยังไม่สามารถชี้แจงได้ชัดเจนว่าเงินบริจาค 200,000 บาท ที่เข้าพรรคประชาชนนั้นมีที่มาจากไหน
ปมพรรครับเงินไม่ชอบจาก’ไอซ์’
นายทันกวินท์กล่าวต่อไปว่าจากการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินที่ได้มีการเปิดเผยและแถลงต่อสาธารณะผ่านทางป.ป.ช.ปรากฏว่าน.ส.รักชนกมีเงินฝากอยู่เพียง170,000บาท แต่มีหนี้สินอยู่กว่า 2ล้านบาท ซึ่งโดยวิญญูชนทั่วไปเมื่อมีหนี้สินก็ต้องชำระหนี้ก่อนจึงตั้งคำถามว่าเงิน 200,000บาทดังกล่าวนำมาจากที่ใด ในเมื่อรายได้ที่ระบุไว้มีเพียงรายได้จากการดำรงตำแหน่ง ส.ส.เท่านั้นอีกทั้งยอดเงินที่ปรากฏในการแถลงเรื่องการบริจาคเงินที่แจ้งไว้กับ ป.ป.ช.กลับระบุว่าบริจาคเงินเข้าไปเพียงแค่ 36,000บาทเท่านั้น
นอกจากนี้ สิ่งที่พบเพิ่มเติมคือมีข้อมูลว่าน.ส.รักชนกได้กู้ยืมเงินมาจากนายเขมชาติ ฉัตรตรัสตรัยสมาชิกพรรคประชาชน เป็นจำนวนเงินกว่า400,000บาท ซึ่งยังคงมีสถานะเป็นหนี้อยู่ แต่ต่อมานายเขมชาติ กลับได้รับเลือกให้เป็นผู้สมัครสก.จึงตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันกับเงิน200,000บาทหรือไม่
ด้วยเหตุนี้จึงยื่นคำร้องเพื่อให้ทางกกต.ส่งเรื่องไปยังป.ป.ช.ให้ทำการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ทั้งในส่วนของผู้กู้และผู้ให้กู้ เกี่ยวกับเงินบริจาคจำนวน 200,000 บาทนี้และที่สำคัญเงินบริจาคก้อนนี้เป็นเงินที่เข้าสู่พรรคประชาชนหากพบว่ารู้เห็นว่าเป็นเงินที่ไม่สุจริตก็อาจนำไปสู่กระบวนการยุบพรรคประชาชน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 (3) ประกอบมาตรา 72 คือห้ามมิให้พรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยรู้ หรือควรรู้ว่าได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้นายทันกวินท์ ได้เคยยื่นยุบพรรคประชาชนไปแล้ว 2 คำร้อง ต่อกกต. คือ 1.ร้องเรียนให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินและการหักเงินเดือนของผู้ช่วย สส.ของพรรคประชาชน ที่นำไปใช้ในการทำกิจกรรมของพรรคและการหาสมาชิกเข้าพรรค และ2.จากกรณีการดำเนินกิจการของบริษัท สเปคเตอร์ ซี จำกัด มีหลักฐานเชื่อมโยงกับ น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า ซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรค
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

