ประกาศกูไม่กลัวมึง ณัฐวุฒิแค้น ปรี่ผลักอกสมชัยล้ม

ประกาศกูไม่กลัวมึง
ณัฐวุฒิแค้น
ปรี่ผลักอกสมชัยล้ม
แจ้งจับเดือดหน้าสน.
อนุทินสยบปรับครม.
เดือดหน้า สน.ทองหล่อ “ณัฐวุฒิ” สลิ้งแตก ปรี่ผลัก “สมชัย” ตกจักรยานต่อหน้าสื่อ-ตำรวจ แม้สื่อเข้าไปห้ามก็ยังโดนด่ากราด ด้าน “สมชัย” ยัน ดำเนินคดีถึงที่สุด ขอให้ตนเองเป็นคนสุดท้าย ที่ต้องเจอเหตุการณ์นี้ ขณะที่ นายกฯโต้ฝ่ายค้าน แก้ไฟใต้ล้มเหลว ยันพร้อมแจงสภา ลั่นไม่กล้าหาญจะเป็นรัฐบาลได้หรือ ถ้าไม่มั่นใจก็ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ เมินตั้งรมช.คลัง-พาณิชย์ เชื่อ "เอกนิติ-ศุภจี"เอาอยู่ มีผู้ช่วยรมต.ตรงสายช่วยงาน
เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 4 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เดินทางไปที่ สน.ทองหล่อ ตามเวลานัดหมายเพื่อแจ้งความเอาผิด นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ปรากฏว่า นายณัฐวุฒิ ได้มารอ นายสมชัย ที่หน้า สน.ทองหล่อ อยู่แล้ว เพื่อให้ตำรวจออกหมายจับ นายสมชัย ทันทีที่ นายสมชัย ปั่นจักรยานมาถึงบริเวณด้านหน้า สน.ทองหล่อ นายณัฐวุฒิได้ปรี่เข้าไปหา นายสมชัย และพูดว่า“จะไปไหน มึงไปไหน มึงจะไปไหน”จากนั้นได้จับที่แขนของ นายสมชัย ก่อนผลักล้มลงกับพื้น พร้อมจักรยานต่อหน้าสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ
‘ณัฐวุฒิ’ทำร้าย’สมชัย’หน้าสน.
จากนั้น นายสมชัย พยายามตะโกนบอกว่า “แบบนี้ทำร้ายร่างกาย” นายณัฐวุฒิ ตะโกนกลับว่า“ทำร้ายอะไร กูพร้อมเจอมึง เดี๋ยวมึงเจอคนอย่างกู วันนี้มาขอหมายจับมึง กูรอมึงอยู่” ขณะนั้นผู้สื่อข่าวพยายามเข้าไปห้าม นายณัฐวุฒิและบอกว่า”ทำแบบนี้ไม่มีวุฒิภาวะเลย พี่เคยเป็นถึงทนายความนะ”แต่ นายณัฐวุฒิไม่ยอมหยุดและชี้หน้านักข่าวและถามว่า“มึงเป็นใคร มึงเป็นกลางหน่อย” จากนั้นได้ยกมือขอโทษผู้สื่อข่าวและบอกว่า ตนเองไม่ได้ทำอะไรเลย ก่อนที่ นายสมชัย จะกล่าวว่า จะแจ้งตำรวจจับ ด้าน นายณัฐวุฒิ พูดว่า“แจ้งจับเลย ไอ้ตุ๊ด”ซึ่งตำรวจสน.ทองหล่อ พยายามเข้าไปแยก นายณัฐวุฒิ ออกจาก นายสมชัย แต่เจ้าตัวยังไม่ยอมและพยายามเข้าไปหานายสมชัย อีกครั้ง พร้อมกับกระชากหมวกของ นายสมชัย ออกจากศีรษะ จนตำรวจต้องบอกว่า“หากไม่เชื่อฟังจะใส่กุญแจมือ”ทำให้ นายณัฐวุฒิ ยอมเข้าไป สน.ทองหล่อ กับตำรวจ
ผลักล้มกองพื้นพร้อมรถจักรยาน
นายสมชัย ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ปั่นจักรยานมาเพื่อแจ้งความเอาผิด นายณัฐวุฒิ ซึ่งเดินทางมาถึงก่อนเวลานัดหมาย เมื่อมาถึงได้พบ นายณัฐวุฒิ ซึ่งแต่งกายใส่สูทยืนอยู่หน้า สน.ตนเองได้ยิ้มทักทายตามปกติ แต่นายณัฐวุฒิ กลับพุ่งตรงเข้ามาหาด้วยอารมณ์ไม่พอใจ พร้อมใช้คำพูดด่าทอและหยาบคาย ขณะที่ตนยังอยู่บนจักรยาน นายณัฐวุฒิ ได้ใช้มือผลักจักรยานจนตนเองล้มลงไปนอนหงายกับพื้น หลังจากนั้นยังคงเดินเข้ามาด่าทอ ชี้หน้าและแสดงพฤติกรรมลักษณะข่มขู่ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นต่อหน้าตำรวจอย่างน้อย 2นายและผู้สื่อข่าวจากอย่างน้อย 4ช่อง ที่บันทึกภาพเหตุการณ์และเสียงไว้ได้ทั้งหมด เมื่อตนลุกขึ้นยืนและพูดว่าตำรวจต้องเข้ามาดูแลเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย นายณัฐวุฒิ ได้ตรงเข้ามาดึงหมวกออกจากศีรษะของตนเองซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายการประสงค์ต่อทรัพย์ รวมถึงสร้างบาดแผลถลอกที่ขาของตนเอง 2จุด ส่วนความเสียหายของจักรยานอยู่ระหว่างรอการตรวจสอบรายละเอียด
แจ้งทำร้ายร่างกาย-ทำให้เสียทรัพย์
นายสมชัย ยังระบุว่า จะปรึกษาทนายความส่วนตัวเพื่อแจ้งความ นายณัฐวุฒิ เพิ่มเติมคือข้อหาทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บและเสียทรัพย์ พร้อมทั้งพิจารณาเรื่องคัดค้านการประกันตัว ส่วนกรณีถูกกล่าวหาด้วยคำพูดบูลลี่และเหยียดเพศเช่นคำว่าไอ้ตุ๊ดนั้น ต้องรอหารือกับทนายความว่า จะสามารถแจ้งข้อหาใดเพิ่มเติมได้บ้าง พฤติกรรมดังกล่าวทำไปเพื่อข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัวและต้องการให้ยุติการเคลื่อนไหวต่างๆอีกทั้งเป็นการกระทำที่ขาดการยับยั้งชั่งใจ โดยลงมือในสถานที่ราชการต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินจากหลักฐานภาพและเสียงของสื่อมวลชน พร้อมยืนยันว่า จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดโดยไม่ยอมความเพื่อให้กรณีนี้เป็นบทเรียนและต้องการให้ตนเป็นคนสุดท้ายที่ต้องเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 31สิงหาคม2569 นายณัฐวุฒิ เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อและยื่นเรื่องต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือปปง.เพื่อให้ดำเนินคดีและอายัดทรัพย์สินของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.กับพวกรวม 6คน ฐานยักยอกเงินบริจาคเกองทุนสิทธิพลมือง เพื่อการเลือกตั้ง โปร่งใส สุจริตและเที่ยงธรรม
‘หนู’ปัดแก้ปัญหาไฟใต้ล้มเหลว
ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวานนี้ 3กันยายนที่มีการระบุว่าใช้งบประมาณในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ล้มเหลว นายกรัฐมนตรีหัวเราะก่อนกล่าวว่าเขาไม่รู้เรื่องซึ่งรัฐบาลไม่มีการใช้งบอะไรแล้วล้มเหลว รัฐบาลต้องใช้งบประมาณทุกอย่างของประเทศ ให้คุ้มค่าและงบประมาณทุกอย่างที่รัฐบาลได้ใช้ ต้องคิดมาก่อนไม่ใช่ว่าเหมือนวันนี้มีเงินในกระเป๋า แล้วจะนำไปใช้อะไรก็ใช้ ซึ่งไม่ใช่ พร้อมย้ำด้วยว่า เขาไม่เข้าใจ
สงสัยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้
เมื่อถามว่าอยากให้ใช้ความกล้าหาญทางการเมือง ในการแก้ไขปัญหานี้ นายอนุทินหัวเราะอีกครั้ง ก่อนกล่าวต่อว่า”รัฐบาลไม่มีความกล้าหาญแล้วจะเป็นรัฐบาลได้อย่างไร”ก่อนหันมาบอกผู้สื่อข่าวว่าชอบถามว่าคนนั้นพูดที คนนี้พูดที แล้วเอามาชนกัน ซึ่งระบบรัฐสภาระบบตรวจสอบ สามารถที่จะเรียกรัฐมนตรีไปตอบกระทู้ ตอบญัตติ หรือแม้กระทั่ง หากไม่มีความมั่นใจก็สามารถยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทั้งมาตรา 151และมาตรา 152 ได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้น ต้องให้มีการชี้แจง ผู้ที่สงสัยและผู้ที่ชี้แจง เขาได้พูดคุยกัน หากไปถามคนนั้นพูดทีคนนี้พูดที ก็จะกลายเป็น พูดกันคนละทีซึ่งเราก็ไม่ได้เห็นว่าเขาพูดจริงหรือไม่
เมินตั้งรมช.ช่วยงาน’เอกนิติ-ศุภจี’
เมื่อถามว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ ประภาศรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังแบะท่าอยากมี รมช.คลัง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าวันนี้ก็ยังทำงานได้ดีอยู่ ไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีรัฐมนตรีช่วย ก็มีผู้ช่วยรัฐมนตรี ซึ่งในส่วนของ นายเอกนิติ รวมถึง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯละรมว.พาณิชย์ ก็มีผู้ช่วยรัฐมนตรี ที่มีความรู้ความสามารถและตรงต่อวิชาชีพ เมื่อถามว่าหากอนาคตจะมี รมช.ควรเป็นนักการเมืองในพรรคหรือเป็นคนนอก หรือให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเป็นผู้ตัดสินใจ นายกฯกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
เลื่อนกินข้าวพรรคร่วม6ก.ย.ไปก่อน
ขณะที่ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะนายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่าจากกำหนดการเดิมในวันที่ 6 กันยายน ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้นัดหมายรัฐมนตรีและแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลร่วมรับประทานอาหาร ณ บ้านพักส่วนตัว ย่านบางพลีนั้น เบื้องต้นได้เลื่อนกำหนดการดังกล่าวออกไปก่อนเนื่องจากในสัปดาห์หน้านายกรัฐมนตรี มีภารกิจสำคัญ ส่วนจะจัดงานดังกล่าวเมื่อไหร่นั้น นายกรัฐมนตรีจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
‘ทรงศักดิ์’ยันรบ.พร้อมรับศึกซักฟอก
นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลต้องมีการเตรียมความพร้อมอย่างไรหรือไม่ว่า เรื่องนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เมื่อมีสภาฯฝ่ายค้านก็ต้องมีหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาล ส่วนรัฐบาลต้องมีความพร้อมในการตอบหรือชี้แจงข้อคำถามต่างๆที่ฝ่ายค้านอภิปราย ซึ่งตนมั่นใจว่าสิ่งที่รัฐบาลทำงานมา รัฐมนตรีแต่ละคนสามารถตอบได้
ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องที่ฝ่ายค้านพยายามจี้รัฐบาลเกี่ยวกับการฮั้วสว. นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ตนมองว่าการจะอภิปรายต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของรัฐบาล ส่วนเรื่องวุฒิสภาไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลแต่เป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ในการเลือกบุคคลที่จะทำหน้าที่เป็นวุฒิสภา รัฐบาลมีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือเมื่อกกต.ของบประมาณในการจัดการเลือกตั้งต่าง ๆ ก็พิจารณาให้ เท่านั้น ส่วนหน้าที่การจัดการเลือกตั้ง เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกกต.
ปมฮั้วสว.หน้าที่ปธ.สภาต้องควบคุม
เมื่อถามว่าหากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายโดยไม่ใช้เรื่อง สว.มาพูดโดยตรง แต่อาจสอดแทรกผ่านประเด็นอื่น จะต้องเตรียมรับมืออย่างไรหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภา ที่ต้องคอยกำกับดูแลการประชุมให้เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม เมื่อถามย้ำว่า ไม่มีความกังวลหรือห่วงว่าฝ่ายค้านจะบอกว่ารัฐบาลพยายามหลีกเลี่ยงในการพูดเรื่องนี้ใช่หรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า มองว่าเป็นสิ่งที่คนถามต้องรู้หน้าที่ตัวเองว่าเป็นสิ่งที่ควรถามหรือไม่ ต้องถามในเรื่องการทำงานของฝ่ายที่ตอบคำถามด้วยซึ่งก็คือรัฐบาลนั่นเอง
รัฐบาลเสียงยังปึ๊ก-ไม่ต้องง้องูเห่า
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลมั่นใจเสียงที่จะสนับสนุนในสภาฯใช่หรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ทั้งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีก็บอกว่ามีความพร้อม แม้จะยังไม่รู้ว่ารัฐมนตรีคนไหนจะถูกอภิปรายบ้าง แต่ละกระทรวงก็ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อชี้แจงในสภาฯ โดยต้องรอดูการยื่นอภิปรายก่อน แต่ในส่วนของรัฐมนตรีก็ต้องเตรียมดูเนื้อหางานที่ตนเองทำ ว่าจะมีประเด็นใดบ้างที่อาจถูกซักฟอก ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผู้สื่อข่าวถามว่าจำเป็นต้องดึงเสียงพรรคฝ่ายค้านเช่น พรรคกล้าธรรม มาช่วยยกมือสนับสนุนหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันเสียงรัฐบาลที่มีอยู่มีความเหนียวแน่นมาก การอภิปรายไม่ไว้วางใจ บางครั้งเมื่อพรรคฝ่ายค้านได้รับฟังคำตอบจากรัฐบาลแล้ว หลายครั้งก็ให้เกียรติรัฐบาลโดยการโหวตให้ก็มีเยอะเหมือนกัน ตรงนี้เป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละคน ซึ่งตอนนี้ก็ไม่เห็นว่ามีประเด็นอะไรที่น่าเป็นห่วง
‘ศุภชัย’รู้ทันตรวจงานกกต.บี้ฮั้วสว
นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ “ตรวจสอบ กกต. หรือกำลังกดดัน กกต.?” โดยระบุว่า การตรวจสอบองค์กรอิสระเป็นหน้าที่ของรัฐสภา แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่างการตั้งคำถามต่อการทำงาน กับการชี้นำผลลัพธ์ของกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุด เมื่อวานนี้สภาผู้แทนราษฎรมีวาระการประชุม พิจารณา รายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปี 2567 ซึ่งครอบคลุมภารกิจของ กกต. ทั้งการเลือกตั้ง การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา การสืบสวนไต่สวน งานพรรคการเมือง และการบริหารองค์กร
ใช้สภาฯกดดันในสิ่งที่มุ่งหวังไว้
อย่างไรก็ตาม สามารถคาดการณ์ได้จากการกล่าวของสมาชิกพรรคฝ่ายค้านว่าการอภิปรายกลับมุ่งเน้น คดีเกี่ยวกับการเลือก สว.ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต.จึงเกิดคำถามว่า สภากำลังตรวจสอบผลการปฏิบัติงานประจำปี หรือกำลังกดดันกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุด ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น หากมีการนำข้อมูลหรือรายละเอียดจากสำนวนการสอบสวนหรือสำนวนไต่สวนที่ยังไม่สิ้นสุด มาใช้ประกอบการอภิปราย ก็ยิ่งต้องตั้งคำถามถึงที่มาของเอกสารเหล่านั้นว่า ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้เปิดเผยมีอำนาจเปิดเผยหรือไม่ และสมควรหรือไม่ที่จะนำเนื้อหาภายในสำนวนมาไล่ถามองค์กรที่กำลังทำหน้าที่พิจารณาสำนวนนั้นเสียเอง โดยเฉพาะเมื่อผู้ตั้งคำถามเป็นสมาชิกรัฐสภา ซึ่งใช้อำนาจตรวจสอบในนามของฝ่ายนิติบัญญัติ ยิ่งควรระมัดระวังไม่ให้การตรวจสอบถูกมองว่าเป็นการนำข้อมูลจากกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุดมาใช้สร้างแรงกดดันต่อผู้มีหน้าที่วินิจฉัย
คาดอภิปรายเป้าใหญ่ไปลงที่กกต.
สภามีหน้าที่ตรวจสอบ กกต.แต่ไม่ควรทำหน้าที่แทน กกต.ตั้งคำถามได้ แต่อย่าชี้นำ เร่งรัดได้ แต่อย่ากำหนดคำตอบล่วงหน้าและกระแสสังคมไม่อาจแทนที่พยานหลักฐาน หากต้องการให้ กกต. เป็นองค์กรอิสระอย่างแท้จริง ต้องเคารพความเป็นอิสระขององค์กร แม้ผลการพิจารณาจะไม่ตรงกับความคาดหวังของฝ่ายใดตรวจสอบได้ แต่อย่ากดดันให้ได้คำตอบตามต้องการและก่อนจะนำสำนวนมาตั้งคำถามกับคนอื่น ก็ควรตอบคำถามให้ได้เสียก่อนว่า สำนวนนั้นมาจากไหน ได้มาอย่างไร และมีสิทธินำมาเปิดเผยหรือไม่ เพราะกฎหมายต้องอยู่เหนือกระแส พยานหลักฐานต้องอยู่เหนือการเมือง และความเป็นอิสระของ กกต. ต้องอยู่เหนือแรงกดดันจากทุกฝ่าย การอภิปรายที่จะมาถึงของฝ่ายค้านก็จะเป็นดังที่ผมทำนายไว้ เพราะจะกลายเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจองค์กรอิสระคือ กกต.แทนที่จะเป็นการตรวจสอบตามปกติ อันมิใช่หน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร
‘โรม’จวกอำมหิตยื้อถกรายงานกกต.
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงภาพรวมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 3ก.ย.ที่ผ่านมา มองเป็นเกมการเมืองหรือไม่เพราะสุดท้ายรายงานประจำปีของ กกต.ก็ไม่ได้พิจารณาว่า เราตกลงกันหมดแล้ว หากเดินตามที่ตกลงก็จบไม่มีปัญหาอะไรเลย แต่ตนขอใช้คำว่า พยายามแกล้งไม่เข้าใจ พยายามที่จะมึน อยู่ๆทุกคนก็พร้อมที่จะทิ้งวุฒิภาวะความรู้สิ่งที่ตกลงโดยพร้อมเพรียงกัน โดยแอบอ้างเอาเรื่องสถานการณ์3จังหวัดชายแดนใต้เพื่อปกป้อง ความมุ่งหมายทางการเมืองที่ซ่อนอยู่“อำมหิตนะพูดกันตรงๆว่าอำมหิต”
เมื่อถามว่า เรื่องที่มองว่ารัฐบาลปกป้องอยู่ คือกังวลว่าจะมีการอภิปราย พาดพิงไปถึงคดีฮั้ว สว.ใช่หรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ไม่ต้องเหนียมอาย เราเตรียมเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว แต่การที่รัฐบาลนำเรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มา แล้วบอกว่า เป็นเรื่องเร่งด่วนสำคัญมาก ซึ่งตนก็เข้าใจว่ารัฐบาลมี สส.ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้จำนวนมาก แต่ในทางปฏิบัติต้องการที่จะเห็นการแก้ปัญหาจริงหรือไม่
คดีสส.กมลศักดิ์ยังหาคนยิงไม่ได้
เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่นายกรัฐมนตรีกล่าวหาผู้นำฝ่ายค้านว่า ไม่รู้เรื่องงบประมาณการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนอยากเห็นคนที่เข้าใจการใช้เงินงบประมาณในการแก้ปัญหา ที่ทำ ๆ กันอยู่เข้าใจแล้วใช่หรือไม่ สถานการณ์ไฟใต้ที่ลุกโชนขณะนี้คือคนเข้าใจหรือ ถ้านายกฯบอกว่าเราไม่เข้าใจก็ชี้มาเป็นจุดๆเลย เอากฎหมายมาว่ากัน เพราะการพูดถึงงบประมาณแผ่นดินต้องว่ากันตามกฎหมายอยู่แล้ว ถ้าท่านจะมาโจมตีดิสเครดิตเฉยๆต้องถามกลับไปว่าท่านยังมีเครดิตอะไรเหลือที่จะมาดิสเครดิตคนอื่น วันนี้ต้องคุยกันด้วยความจริง สถานการณ์ไฟใต้รุนแรงเพราะใคร สส.กมลศักดิ์ ยังตามหาคนร้ายตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังไม่ได้ ขอถามจริงๆใครกันแน่ที่บริหารราชการแผ่นดินผิดพลาด ใครกันแน่ที่ไม่เข้าใจการบริหารราชการแผ่นดิน ใครกันแน่ที่ไม่เข้าใจเรื่องเงินภาษีและงบประมาณต่างๆ
ลั่นอภิปรายรัฐบาลซัดเต็มที่แน่นอน
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า อยากชวนประชาชนทุกคนคิดว่าเรายอมกันแบบนี้จริงๆหรือเรายอมให้ประเทศของเราถูกทำงานผ่านเครือข่ายองค์กรอาชญากรรม ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ นักการเมือง อดีตข้าราชการการเมือง ที่ปรึกษาต่างๆและอาจมีภาคธุรกิจที่เข้ามาสุมหัวกัน แล้วปล้นประเทศไทยอย่างที่ทำกันอยู่เรารับกันได้หรือ ดังนั้นตนคิดว่าวันนี้พวกเราทำเต็มที่ กลไกของฝ่ายค้านเรามีไม่เยอะ แต่เราทำเต็มที่ให้ออกมาดีที่สุดและในอนาคตที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เราลุยเต็มที่อย่างแน่นอน ส่วนในสมัยการประชุมนี้จะใช้กลไกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทั้งแบบลงมติและไม่ลงมติหรือไม่ก็ขอให้รอติดตาม
อย่าแทรกแซงสื่อ-เขามีสิทธิ์ถาม
เมื่อถามว่านายกฯไม่อยากให้สื่อถามไปมา แต่อยากถามในสภาดีกว่าและพร้อมมาชี้แจง นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ถ้าเขาบริสุทธิ์ใจ ถ้าไม่สร้างปัญหาต่างๆตนคิดว่าเขาไม่จำเป็นต้องกลัวในเรื่องพวกนี้ คิดว่านักข่าวมีวิธีการทำข่าวแบบนี้มานานแล้ว ดังนั้นอยู่ๆจะมาบอกว่านักข่าวควรทำอะไร หรือไม่ควรทำอะไร เดี๋ยวจะโดนตั้งคำถามต่อว่า แทรกแซงการทำงานของสื่อหรือไม่ ตนคิดว่าสื่อมวลชนมีสิทธิ์ที่จะถาม ส่วนจะเป็นคำถามอย่างไร ประชาชนก็พร้อมที่จะตรวจสอบสื่ออยู่แล้ว ส่วนนักการเมืองตอบได้ก็ตอบ ตอบไม่ได้ก็บอกตอบไม่ได้ แต่ที่น่ากังวลคือนักการเมืองที่ต้องตอบมันกลัวคำถาม
‘ภัณฑิล’ซัดพยายามอุ้ม’กกต.’
นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงถึงการพิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาเกี่ยวกับปัญหาชายแดนใต้ที่ทำให้เกิดความวุ่นวายจนทำให้วาระรับทราบรายงานประจำปีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถูกเลื่อนออกไปว่า รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย พยายามอุ้มกกต.ยื้อเวลาพิจารณาหนีการตรวจสอบของสภา รัฐบาลถึงขั้นอุ้มองค์กรอิสระ โอ้โห มันขนาดนั้นเลยหรือ ผมจึงต้องมาแถลงข่าววันนี้ เพราะมีหลากหลายประเด็นที่สมาชิกต้องการอภิปราย หวังว่าการประชุมสัปดาห์หน้าจะไม่โดนบิดเบี้ยวอีก ใช้ข้ออ้างการอภิปรายงบ 2-3 วันที่ 7-9กันยายน แล้ววันที่ 10กันยายน จะขอให้สมาชิกพักผ่อน
นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีประเด็นข้อร้องเรียนการทำหน้าที่ของกกต.จำนวนมาก โดยเฉพาะตนได้รับเรื่องร้องเรียนมาว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์จากกกต.ว่าใครอยากหลุดจากคดีตามข่าวที่ว่ามีสส.โอนเงินไปให้ และมองว่าใช่เรื่องบังเอิญเพราะมีการนัดกันเป็นอย่างดี ที่มีการโอนเงินไปยังเจ้าหน้าที่กกต.ถึง 13 ครั้ง 8.6 แสนบาท ไม่น่าเชื่อถือเลย สส.มีการจ่ายเงินและผลประโยชน์ และยังมีข้อร้องเรียนจากประชาชนจังหวัดสระแก้วที่ในสัปดาห์หน้าจะยื่นร้องว่าตำรวจไปคุกคาม พยานที่เป็นผู้สมัครสว.ที่เป็นโหวตเตอร์ให้กับผู้สมัครสว.คนอื่น ซึ่งได้มีการไปแจ้งความเอาผิดกับผู้สมัครสว.ว่าสมัคร ด้วยคุณสมบัติอันเป็นเท็จ แต่พยานได้ลาออกจากสมาชิกพรรคไปก่อนแล้ว ซึ่งมองว่า กกต.กำลังพยายามไล่ฟ้องพยาน ซึ่งต้องคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะในคดีโกง สว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

