คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

คืนชีพ ‘อควาเรียมหอยสังข์-สถาปัตยโกง’
โครงการอควาเรียมหอยสังข์ หรือ ศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา
ผลาญเงินงบประมาณแผ่นดินไปแล้วกว่า 1,400 ล้านบาท
เป็นโครงการก่อสร้างอาคารรูปทรงหอยสังข์ ริมทะเลสาบสงขลา
ยังสร้างไม่เสร็จ ถูกปล่อยทิ้งร้างกว่า 15-17 ปี เนื่องจากปัญหาการดำเนินการก่อสร้างและการทุจริต
ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวที่จะดำเนินการเพื่อให้มีการใช้งานโครงการดังกล่าวให้เกิดประโยชน์ ฟื้นฟูให้เป็นแลนด์มาร์คและแหล่งท่องเที่ยว
1. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่โครงการอควาเรียมหอยสังข์ ณ วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา จากนั้นเปิดเผยว่า จากการสำรวจสภาพภายในอาคาร พบว่า เทคโนโลยีและอุปกรณ์ระบบประมงต่างๆ ที่ติดตั้งไว้ตั้งแต่ 18 ปีก่อน มีความล้าสมัยมากเกินไป
“...การจะทุ่มงบประมาณลงไปเพื่อซ่อมแซมระบบเติมน้ำหรือระบบเลี้ยงสัตว์น้ำแบบเดิมนั้น “ไม่คุ้มค่า” และไม่สามารถรองรับการใช้งานในปัจจุบันได้แล้ว สิ่งที่ยังใช้งานได้ดีและมีศักยภาพอยู่มีเพียงอย่างเดียว คือ “โครงสร้างหลักและตัวอาคาร” ที่ยังคงแข็งแรง”
รมว.ศธ. เปิดเผยว่า ได้นำเรื่องนี้เข้าเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อจัดตั้ง “คณะกรรมการร่วมเพื่อศึกษาและแก้ไขปัญหาโครงการฯ” อย่างเป็นระบบ ดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาร่วมทีมกันถึง 8 ฝ่าย ประกอบด้วย กระทรวงศึกษาธิการ (โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา) จังหวัดสงขลา องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงบประมาณ กรมธนารักษ์ กรมบัญชีกลาง ภาคประชาชนและผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ โดยวางกรอบระยะเวลาให้คณะกรรมการชุดนี้หาข้อสรุปและแนวทางพัฒนาพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดให้เสร็จสิ้นภายใน 90 วัน
2. รมว.ศธ. นายประเสริฐ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ยังยอมรับด้วยว่า หากจะทำการปรับปรุงพื้นที่นี้ให้กลับมาพร้อมใช้งาน คาดว่าต้องใช้วงเงินงบประมาณสูงตั้งแต่ 500 ถึง 1,000 ล้านบาท แถมยังมีภาระค่าบำรุงรักษารายเดือนอีกเดือนละหลายล้านบาทในอนาคต
กระทรวงศึกษาธิการจึงเปิดกว้างรับฟังทุกข้อเสนอ ไม่ว่าจะเป็น
- ปรับปรุงเป็นอควาเรียมและศูนย์เรียนรู้ระบบนิเวศการท่องเที่ยวสมัยใหม่
- ปรับเปลี่ยนฟังก์ชันเป็นศูนย์ประชุมหรือสถานที่จัดกิจกรรม
-ให้ อบจ.สงขลา รับช่วงต่อ หรือเปิดรูปแบบให้เช่า/ร่วมทุนกับเอกชน (PPP)
ส่วนเรื่องคดีความ ก็ว่าไปตามกฎหมาย แต่พื้นที่ต้องเดินหน้า
3. รายงานข่าวระบุว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลา มีความเคลื่อนไหวเพื่อที่จะปลดล็อกอควาเรียมหอยสังข์
อบจ.สงขลา แสดงความพร้อมที่รับมอบพื้นที่เข้ามาพัฒนาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
อบจ.สงขลา ร่วมกับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน โดยวางแผนพัฒนาพื้นที่บริเวณวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ให้เป็นมากกว่าแค่อควาเรียม แต่จะยกระดับเป็นมัลติฟังก์ชันแลนด์มาร์ค ประกอบด้วย
- พื้นที่แสดงสัตว์น้ำระดับสากล ปรับปรุงนิทรรศการสัตว์น้ำและพรรณไม้น้ำทะเลสาบสงขลา ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย
- สร้างพื้นที่เพิ่มเติมสำหรับจัดอีเวนต์ ศูนย์การประชุม และนิทรรศการขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
- ลานกีฬา, สนามกีฬาเอ็กซ์ตรีม, และสวนสาธารณะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ
- ท่าเทียบเรือเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว และเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน
สำหรับรูปแบบการลงทุนและบริหารจัดการ นายก อบจ.สงขลา ยืนยันว่า จะไม่นำงบประมาณรายได้หลักของ อบจ. มาลงทุนในโครงการนี้ แต่จะใช้แนวทางเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน (PPP) หรือขอรับการสนับสนุนงบกลางบางส่วนจากรัฐบาล เมื่อโครงการแล้วเสร็จ อบจ.สงขลา จะไม่เป็นผู้บริหารจัดการเอง แต่จะทำสัญญาจ้างบริษัทเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญระดับมืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการแทนเพื่อป้องนปัญหาการขาดทุนในระยะยาว


ทั้งนี้ ตั้งเป้าว่าจะเปิดใช้งานได้ภายในระยะเวลา 4 ปี
4. แนวคิดข้างต้น น่าสนใจทั้งสิ้น
เพราะของที่เสียเงินแผ่นดินไปเกือบ 2 พันล้านบาท จะได้ไม่ถูกทิ้ง รกร้างรกโลก สิ้นเปลืองพื้นที่
แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องเน้นย้ำ คือ จะต้องมิให้กระทบกับการดำเนินคดี เอาผิดคนโกงในโครงการอควาเรียมหอยสังข์อย่างเด็ดขาด
ทั้งยังควรจะจดจารข้อมูลปัญหาการทุจริตไว้เป็นบทเรียนสังคม ให้ลูกหลานได้ตระหนักถึงพฤติกรรมของคนโกงในโครงการนี้เอาไว้ด้วย
อย่าลืมว่า พลเอกเปรม คือรัฐบุรุษ คือต้นแบบของข้าราชการที่ตงฉิน รังเกียจการทุจริต
รายการรู้ทันคดีโกง ทางสถานีข่าว Top News เคยนำเสนอเรื่อง “อควาเรียมหอยสังข์ ประติมากรรมประจานคอร์รัปชัน” เนื้อหาสาระน่าสนใจมาก บางส่วน ระบุว่า
โครงการ ‘อควาเรียมหอยสังข์ จังหวัดสงขลา’ เริ่มต้นด้วยความหวังว่าจะเป็นศูนย์เรียนรู้สัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา
แต่สุดท้าย กลับกลายเป็นโครงการร้าง เป็นประติมากรรมอัปยศ เป็นสถาปัตยโกง ยืนเด่นท้าแดดลมฝนเชิงสะพานติณสูลานนท์ ทั้งๆ ที่ รัฐฐบุรุษ พลเอกเปรม รังเกียจการโกงอย่างยิ่ง
โครงการใช้งบประมาณทะลุ 1,400 ล้านบาท มีการแก้สัญญาหลายครั้ง ถูกกล่าวหาว่ามีการฮั้วประมูล เอื้อเอกชน และเบิกจ่ายเงินทั้งที่งานไม่คืบหน้า
คดีนี้ ใช้เวลาสอบสวนถึง 15 ปี สำนวนกว่า 3,000 หน้า
ก่อนที่ ป.ป.ช.จะชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนหลายราย
ขณะนี้ คดียังไม่มีคำพิพากษาชี้ขาด
แรกเริ่ม สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอส.) ต้องการสร้างเพื่อใช้เป็นศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา โดยใช้งบประมาณเบื้องต้น 850 ล้านบาท
ขณะก่อสร้าง มีการแก้แบบหลายครั้ง จนงบประมาณบานปลายเป็น 1,400 ล้านบาท
เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2550 ระยะเวลาในการก่อสร้างตามสัญญาจะใช้เวลา 4 ปี ซึ่งควรจะแล้วเสร็จเต็มรูปแบบตามโครงการตั้งแต่ปี 2553 แต่มาจนถึงปี พ.ศ. 2554 ผู้รับเหมาได้ทิ้งงานหลังเบิกงบประมาณไปแล้ว 1,400 ล้านบาท
ในทางตรวจสอบ พบว่า สาเหตุที่ทำให้การก่อสร้างล่าช้ามาจาก 2 ประเด็น คือ 1.บริษัทผู้รับเหมาไม่ดำเนินการก่อสร้างตามที่มีการเซ็นสัญญา และจ่ายเงินมัดจำไปแล้ว จำนวน 125 ล้านบาท และ 2.พบว่า อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) รายหนึ่ง ได้ทำหนังสือถึงบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างให้หยุดการก่อสร้าง ภายหลังจากเข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กอศ.เพียง 20 กว่าวันเท่านั้น
โดยปรากฏว่า มีเพียงการนำดินไปถมพื้นที่ แต่ยังไม่มีการก่อสร้างใดๆ โดยอ้างว่าแบบก่อสร้างไม่ชัดเจน แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นได้รับการยืนยันว่าแบบการก่อสร้างดำเนินการอย่างถูกต้อง และหากแบบไม่ชัดเจน เหตุใดจึงมีการเซ็นสัญญาและจ่ายเงินมัดจำตั้งแต่แรก
ประเด็นที่ ป.ป.ช.ตรวจพบ มีทั้งการ“ฮั้วประมูล และการจ่ายเงินล่วงหน้าให้เอกชน” ทั้งที่ยังไม่ได้เนื้องานจริง
สุดท้าย คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติชี้มูลความผิดในคดีทุจริตโครงการก่อสร้างอควาเรียมหอยสังข์
พฤติการณ์ความผิดที่ถูกชี้มูล ป.ป.ช.ระบุว่า กลุ่มบุคคลได้ประชุมร่วมกันและมีมติยกเลิกรูปแบบรายการงานก่อสร้างเดิมจำนวน 102 รายการ และไปแก้ไขสัญญาเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มเนื้องานใหม่อีก 5 รายการ (ในการแก้ไขสัญญาครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2557) โดยที่การกระทำนี้ไม่มีเหตุผลความจำเป็นที่ชอบด้วยกฎหมาย และเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชนผู้รับเหมาไม่ต้องส่งมอบงานตามสัญญาเดิม ไม่ต้องถูกคิดค่าปรับกรณีส่งมอบงานล่าช้า รวมถึงไม่ต้องคืนเงินค่างานส่วนที่ตัดออกไปจำนวน 102 รายการส่งคืนคลัง ส่งผลให้ราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
ผู้ถูกชี้มูล แบ่งออกเป็นกลุ่มข้าราชการระดับสูง คณะกรรมการชุดต่างๆ และฝ่ายเอกชน ดังนี้
1. กลุ่มข้าราชการระดับสูง (ผู้อนุมัติ) นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ในฐานะอดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ซึ่ง ป.ป.ช. ระบุพฤติการณ์ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างแน่ชัด และอนุมัติลงนามแก้ไขสัญญาจ้างครั้งที่ 6
2. กลุ่มคณะกรรมการตรวจการจ้าง ว่าที่ร้อยตรี ณรงค์ เกษตรภิบาล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพปฎล สุวัจนานนท์ นายควรคิด รัตนรักษ์ นายชาญเวช บุญประเดิม
3. กลุ่มคณะกรรมการควบคุมงาน นายไพรัชช์ ศรีแก้วช่วง นายวุฒิพงษ์ วงศ์สุวรรณ (อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์)
และ 4. กลุ่มเอกชน (ผู้รับจ้าง/ผู้สนับสนุน) บริษัท ไทคอน จำกัด นายบรรณกร นันทวิสัย
ขณะนี้ ผู้ถูกกล่าวหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ ยังมีสิทธิ์ในการต่อสู้คดีในชั้นของศาลต่อไป
สรุป... หากจะหาวิธีใช้ประโยชน์ เป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่อย่าลืมว่า พลเอกเปรม รัฐบุรุษ คือต้นแบบของข้าราชการที่ตงฉิน รังเกียจการทุจริต
พึงระวัง อย่าให้กระทบคดีทุจริต “อควาเรียมหอยสังข์-สถาปัตยโกง”
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

