'ดร.สุวินัย' ชี้ 'เอาประเทศไทยคืนมา' ตั้งโจทย์ผิดตั้งแต่ต้น ประเทศไม่ได้โดนยึด แต่คือการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างและเทคโนโลยี

วันนี้ 8 กันยายน 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ภาพพร้อมร่ายยาวเกี่ยวกับการตั้งโจทย์ผิดตั้งแต่ต้นของเอาประเทศไทยคืนมา ด้วยข้อความทั้งหมดว่า "โจทย์ “เอาประเทศไทยคืนมา” ตั้งโจทย์ผิดตั้งแต่ต้น
/////
ปัญหาของประเทศไทย
คือปัญหาเชิงโครงสร้างในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดาต้านิยม
อย่าตีโจทย์ตื้น ๆ ว่าประเทศไทยเพียงแค่ "ถูกใครยึดไป"

.....
ช่วงนี้เราได้ยินคำพูดทางการเมืองทำนองว่า
ประเทศไทยกำลังถูกคนบางกลุ่มยึดไป
ถูกทุนยึด
ถูกนักการเมืองยึด
ถูกเครือข่ายอำนาจยึด
ถูกทุนเทายึด
ถูกต่างชาติยึด
หรือถูก "ระบอบสีน้ำเงิน" ยึด
.....
เมื่อจงใจวางโจทย์แบบนี้
คำตอบทางการเมือง
ก็เกิดขึ้นแทบจะทันที
ถ้าประเทศถูกใครยึดไป
เราก็ต้อง
"เอาประเทศไทยของเราคืนมา"
ฟังดูง่าย
มีผู้ร้าย
มีผู้เสียหาย
มีประเทศที่ถูกยึด
และมีภารกิจไปเอาคืน
แต่ผู้เขียนคิดว่า
ปัญหาของประเทศไทยในวันนี้
ซับซ้อนกว่านั้นมาก
.....
ประเทศไทยไม่ได้กำลังเผชิญเพียง
นักการเมืองเลว
นายทุนเลว
ข้าราชการเลว
ทุนเทา
คอร์รัปชัน
หรือเครือข่ายผลประโยชน์
สิ่งเหล่านี้มีจริง
ต้องตรวจสอบ
ต้องแก้ไข
ใครผิดก็ต้องรับผิด
แต่ถ้าเราเอาปัญหาเหล่านี้ทั้งหมด
มาร้อยเข้าด้วยกัน
แล้วสรุปแบบเหมารวมว่า
"นี่คือหลักฐานว่าประเทศไทยถูกพวกมันยึดไป"
เราอาจกำลังตีโจทย์
ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย
ตื้นเกินไป
.....
เพราะประเทศไทยกำลังอยู่ท่ามกลาง
การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่
จากโลกอุตสาหกรรม
เข้าสู่โลกที่
Data
AI
Cloud
Semiconductor
Robot
Digital Infrastructure
Platform
และ Computing Power
กำลังกลายเป็น
โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจ
ผู้เขียนเรียกยุคใหม่นี้ว่า
"ยุคดาต้านิยม"
.....
ลองมองสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา
รถยนต์สันดาป
กำลังถูกท้าทายด้วย EV
โรงงานที่เคยใช้แรงงานจำนวนมาก
กำลังใช้ Automation และ Robot มากขึ้น
ธนาคาร
กำลังกลายเป็น Digital Banking
ร้านค้า
ย้ายเข้าสู่ Platform
เงินสด
กำลังถูกแทนด้วย Digital Payment
งานสำนักงานจำนวนมาก
กำลังถูก AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงาน
Data Center
กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
การแข่งขันระหว่างประเทศ
กำลังขยับจาก
แรงงานราคาถูก
ไปสู่
พลังงาน
ข้อมูล
ชิป
AI
บุคลากรทักษะสูง
และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ทั้งหมดนี้
ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้น
เพราะนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง
และไม่สามารถแก้ได้
ด้วยการกำจัด "ผู้ร้าย" คนใดคนหนึ่ง (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
.....
ประเทศไทยเอง
ก็กำลังถูกแรงเหล่านี้กระแทกพร้อมกัน
อุตสาหกรรมรถยนต์แบบเดิม
ต้องปรับตัว
SME ต้องเผชิญการแข่งขันใหม่
แรงงานทักษะต่ำ
ถูกกดดัน
คนรุ่นใหม่
รู้สึกว่าโอกาสทางเศรษฐกิจลดลง
คนวัยกลางคน
กลัวตกงาน
คนสูงอายุเพิ่มขึ้น
เด็กเกิดน้อยลง
หนี้ครัวเรือนสูง
ความเหลื่อมล้ำยังอยู่
ระบบการศึกษา
ปรับตัวไม่ทันโลก
ขณะที่เทคโนโลยี
เปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
.....
เมื่อปัญหาเหล่านี้
เกิดพร้อมกัน
สิ่งหนึ่งย่อมเกิดขึ้นตามมา
คือ ความคับข้องใจของสังคม
คนรู้สึกว่า
ชีวิตยากขึ้น
เศรษฐกิจไม่เหมือนเดิม
ลูกหลานหางานยาก
ธุรกิจทำยากขึ้น
รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ
อนาคตไม่แน่นอน
และรู้สึกว่า
ประเทศไทยกำลังเดินไปไหน
ก็ไม่รู้
ความรู้สึกเหล่านี้
เป็นความรู้สึกจริง
ไม่ควรดูถูกมัน
.....
แต่ปัญหาเริ่มขึ้น
เมื่อมีใครบางคน
เอาความคับข้องใจจำนวนมหาศาลนี้
ไปให้คำอธิบายง่าย ๆ ว่า
"เพราะพวกมัน"
.....
เศรษฐกิจไม่ดี
เพราะพวกมัน
ประเทศไม่พัฒนา
เพราะพวกมัน
คนจนลง
เพราะพวกมัน
ทุนผูกขาด
เพราะพวกมัน
ต่างชาติได้ประโยชน์
เพราะพวกมัน
ระบบราชการมีปัญหา
เพราะพวกมัน
ประเทศไทยกำลังมีปัญหา
เพราะ
ประเทศถูกพวกมันยึดไปแล้ว
.....
คำอธิบายแบบนี้
มีพลังทางการเมืองสูงมาก
เพราะมันเปลี่ยน
โลกที่ซับซ้อน
ให้กลายเป็น
เรื่องที่เข้าใจง่าย
มีพระเอก
มีผู้ร้าย
มีเหยื่อ
มีศัตรู
และมีภารกิจ
"เอาประเทศไทยคืนมา"
.....
แต่ความง่าย
ไม่ได้แปลว่าถูกต้องเสมอไป
ปัญหาเชิงโครงสร้าง
ไม่สามารถแก้ด้วย
การหาผู้ร้ายเพียงคนเดียว
เพราะต่อให้เอาผู้ร้ายคนนั้นออกไป
โครงสร้างเดิม
ก็ยังอยู่
.....
สมมติพรุ่งนี้
ไม่มีนักการเมืองที่เราเกลียด
เหลืออยู่เลย
ปัญหาสังคมสูงวัย
จะหายหรือไม่?
เด็กเกิดน้อย
จะหายหรือไม่?
หนี้ครัวเรือน
จะหายหรือไม่?
SME จะสามารถแข่งขัน
กับ Platform ระดับโลกได้ทันทีหรือไม่?
แรงงานไทย
จะมีทักษะ AI ขึ้นมาทันทีหรือไม่?
ระบบการศึกษา
จะตอบสนองเศรษฐกิจใหม่ทันทีหรือไม่?
อุตสาหกรรมรถยนต์ไทย
จะผ่านการเปลี่ยนผ่าน EV โดยอัตโนมัติหรือไม่?
ความเหลื่อมล้ำ
จะหายไปหรือไม่?
คำตอบคือ
ไม่
.....
นี่ไม่ได้หมายความว่า
นักการเมือง
ไม่มีความรับผิดชอบ
ตรงกันข้าม
การเมืองมีความสำคัญมาก
เพราะรัฐบาลต้องเป็นผู้
ออกแบบสถาบัน
วางกติกา
ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
พัฒนาคน
จัดการแข่งขัน
กำกับทุน
จัดการคอร์รัปชัน
สร้าง Social Safety Net
และช่วยให้คนจำนวนมาก
สามารถผ่านการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไปได้
ดังนั้น
การวิจารณ์รัฐบาล
ยังจำเป็น
การตรวจสอบรัฐบาล
ยังจำเป็น
การเปิดโปงคอร์รัปชัน
ยังจำเป็น
แต่สิ่งเหล่านี้
ต้องอยู่ภายใน
การวินิจฉัยปัญหาที่ถูกต้อง (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
.....
สิ่งที่สังคมไทยควรกังวล
คือการเมืองแบบ
Enemy-Centered Politics
หรือการเมืองที่สร้างโลก
โดยมี “ศัตรู” เป็นศูนย์กลาง
เพราะมันมีแนวโน้ม
ทำให้เราถามว่า
"ใครทำประเทศพัง?"
มากกว่า
"โครงสร้างอะไรของประเทศกำลังใช้การไม่ได้?"
ถามว่า
"ใครยึดประเทศไทย?"
แทนที่จะถามว่า
"ประเทศไทยต้องออกแบบตัวเองใหม่อย่างไร?"
.....
สองคำถามนี้
นำไปสู่การเมือง
คนละแบบ
ถ้าโจทย์คือใครยึดประเทศ
คำตอบคือ
หาศัตรู
เปิดโปงศัตรู
ระดมคน
โค่นศัตรู
แล้วเอาประเทศคืนมา
แต่ถ้าโจทย์คือ
ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง
คำตอบจะยากกว่านั้นมาก
เราต้องถามว่า
อุตสาหกรรมไทย
จะอยู่ตรงไหนในโลกใหม่?
คนไทยต้องมีทักษะอะไร?
ระบบการศึกษา
ต้องเปลี่ยนอย่างไร?
SME จะเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างไร?
Data Center
ควรส่งเสริมแค่ไหน?
จะบริหารไฟ
น้ำ
ที่ดิน
สิ่งแวดล้อม
และผลประโยชน์ของชุมชนอย่างไร?
AI จะเพิ่ม Productivity
ของประเทศอย่างไร?
แรงงานที่ถูก Disrupt
จะไปไหน?
รัฐไทยต้องปรับตัวอย่างไร?
และเราจะทำอย่างไร
ไม่ให้คนจำนวนมหาศาล
ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง?
.....
คำถามเหล่านี้
ไม่มีคำตอบที่เร้าใจ
เหมือนคำว่า
"เอาประเทศไทยคืนมา"
แต่มันอาจเป็นคำถาม
ที่ประเทศไทยต้องตอบจริง ๆ
อย่างเลี่ยงไม่ได้
ในอีกสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้า
.....
และมีอีกเรื่องหนึ่ง
ที่ผู้เขียนคิดว่า
เราควรพูดกันตรง ๆ
เวลาสังคมเกิด
ความคับข้องใจครั้งใหญ่
มนุษย์มีแนวโน้มอย่างหนึ่ง
คือ
มองหาคนอื่นเพื่อรับผิดแทนเรา
นักการเมืองผิด
นายทุนผิด
ข้าราชการผิด
ต่างชาติผิด
จีนผิด
อเมริกาผิด
Platform ผิด
AI ผิด
คนรุ่นใหม่ผิด
คนรุ่นเก่าผิด
ทุกคนผิด
ยกเว้นตัวเราเอง
.....
แต่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่
ไม่เคยถามเราว่า
เราพร้อมหรือยัง
AI ไม่ได้หยุดพัฒนา
เพราะเรายังไม่พร้อม
ธุรกิจใหม่
ไม่ได้หยุดแข่งขัน
เพราะ SME ไทย
ยังปรับตัวไม่ทัน
โลกไม่ได้หยุดหมุน
เพราะระบบการศึกษาไทย
ยังเปลี่ยนไม่เสร็จ
.....
ดังนั้น
ความรับผิดชอบต่ออนาคต
ไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว
รัฐบาลต้องปรับ
ธุรกิจต้องปรับ
มหาวิทยาลัยต้องปรับ
โรงเรียนต้องปรับ
ข้าราชการต้องปรับ
แรงงานต้องปรับ
และประชาชนเอง
ก็ต้องปรับ
.....
คำถามจึงไม่ควรมีเพียงว่า
"ใครทำให้ชีวิตเราลำบาก?"
แต่ควรมีอีกคำถามควบคู่กันว่า
"แล้วเรากำลังทำอะไร
เพื่อให้ตัวเองอยู่รอดและเติบโต
ในโลกที่เปลี่ยนไป?"
.....
ตรงนี้ต่างหาก
คือจุดที่ผู้เขียนเห็นว่า
การเมืองไทย
ต้องเติบโตขึ้นอีกขั้น
จากการเมืองที่
มองหาผู้ร้าย
ไปสู่การเมืองที่
วินิจฉัยโครงสร้าง
จากการเมืองที่
ระดมความโกรธ
ไปสู่การเมืองที่
สร้างความสามารถในการปรับตัว
จากการถามว่า
"ประเทศเป็นของใคร?"
ไปสู่คำถามว่า
"ประเทศนี้จะพาคนของเรา
ผ่านโลกใหม่ไปได้อย่างไร?"
.....
แน่นอน
ถ้ามีทุนเทา
ก็ปราบ
ถ้ามีคอร์รัปชัน
ก็สอบ
ถ้ามีฮั้ว
ก็เอาผิด
ถ้ามีการใช้อำนาจโดยมิชอบ
ก็จัดการ
ถ้ามีนโยบายผิด
ก็วิจารณ์
สิ่งเหล่านี้
ไม่ต้องละเว้นแม้แต่น้อย
แต่หลังจากจัดการเรื่องเหล่านั้นแล้ว
ประเทศไทยยังต้องกลับมา
เผชิญโจทย์เดิมอยู่ดี
คือ
เราจะปรับโครงสร้างประเทศอย่างไร
เพื่ออยู่ในโลกยุคดาต้านิยม?
.....
นี่คือเหตุผลที่ผู้เขียน
ไม่เชื่อในคำอธิบาย
ที่บอกว่า
ประเทศไทยกำลังมีปัญหา
เพราะถูกคนกลุ่มหนึ่ง
"ยึดไป"
เพราะคำอธิบายเช่นนั้น
อาจทำให้เรารู้สึกว่า
ถ้าเอาคนกลุ่มนั้นออกไปได้
ทุกอย่างจะกลับมาดีเหมือนเดิม
แต่ปัญหาคือ
โลกเดิมไม่มีให้เรากลับไปแล้ว (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
.....
ประเทศไทยในอีกสิบปีข้างหน้า
จะไม่เหมือนประเทศไทย
เมื่อยี่สิบปีก่อน
ไม่มีวัน ไม่มีทาง
ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาล
ไม่ว่าใครเป็นนายกรัฐมนตรี
ไม่ว่าใครชนะการเลือกตั้ง
แรงกระแทกจาก
AI
Data
Technology
Demography
Climate
Geopolitics
และการแข่งขันของเศรษฐกิจโลก
ก็ยังมาถึงประเทศไทยอยู่ดี
.....
ดังนั้น
โจทย์ใหญ่ของประเทศไทย
ไม่ใช่
"เราจะเอาประเทศไทยคืนมาจากใคร?"
แต่เป็น
"เราจะสร้างประเทศไทยแบบไหน
ขึ้นมารองรับโลกที่กำลังมาถึง?"
ต่างหาก
คำถามแรก
ทำให้เราหันหลัง
กลับไปมองหา "ศัตรู"
คำถามที่สอง
บังคับให้เรา
หันหน้าไปมองอนาคต
.....
และบางที
การเมืองที่ประเทศไทยต้องการ
ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่นี้
อาจไม่ใช่การเมือง
ที่เก่งที่สุดในการบอกประชาชนว่า
ใครคือคนที่ต้องโทษ
แต่อาจเป็นการเมือง
ที่สามารถตอบให้ได้ว่า
ประเทศไทยต้องเปลี่ยนอะไร
และคนไทยทุกคนต้องเปลี่ยนอะไรในตัวเอง
เพื่อให้เราผ่าน
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้
ไปด้วยกัน
โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
~ สุวินัย ภรณวลัย



















ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สุวินัย ภรณวลัย

