ไม่มีข้าวกิน-โรคกระเพาะ สส.โอดครวญ อ้างประชุมสภาฯดึกดื่น

ไม่มีข้าวกิน-โรคกระเพาะ
สส.โอดครวญ
อ้างประชุมสภาฯดึกดื่น
กล้าธรรมโหวตหนุนงบ
สภาถก พ.ร.บ.งบฯ 70 วาระสองวันที่ 2 ฝ่ายค้าน ถล่มงบกรมประมงอัดงบตั้งศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ที่อุดรธานี ทำเพื่อใครหรือแสดงอภินิหารรมต.แต่เมินปลาหมอคางดำ‘กรณ์’จี้รัฐปฏิรูปสหกรณ์ดันโมเดล‘ฟอนเทียร่า’ผ่า‘โครงสร้างเกษตรไทย’ชูตั้ง‘บริษัทข้าวหอมมะลิแห่งชาติ’แก้จนถาวรถกงบคมนาคม“ชวน”โชว์รูปตัดต้นไม้ริมทางหลวงประจานกลางสภา“ตัดกุดหัว”แบบ“ประหารชีวิต”ซัดหน่วยงานมักง่าย “อภิสิทธิ์”ขอตัดงบฯคมนาคม10%ซัดจัดงบไม่ตรงปก-ซ้ำไร้เอกภาพ-ทิ้งเชื้อตัดถนนเป็นงบฯผูกพันส่อเอื้อประโยชน์กลุ่มทุน-พวกพ้องขณะที่”ภัณฑิล”ปชน.โอดประชุมสภาดึก สส.เป็นโรคกระเพาะ ไม่มีข้าวกิน จี้ปธ.ทบทวนสวัสดิการด้าน‘โสภณ’ยันสวัสดิการไม่มี ซื้อกินเองติงจะโดนกล่าวหา‘อาสามาแล้ว กินข้าวฟรี’สั่งเบรกขึ้นป้ายตัวเลขตอบโต้กัน ผิดข้อบังคับ
เมื่อวันที่ 8กันยายน 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 และ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯพิจารณาเสร็จแล้ว เป็นวันที่ 2 เข้าสู่มาตรา 14 กระทรวงเกษตรและสกรณ์และหน่วยงานในกำกับ วงเงิน 53,050 ล้านบาท
ฝ่ายค้านถล่มงบกรมประมง
โดยนายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม ส.ส.สมุทรสาคร พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายมาตรา 14 กระทรวงเกษตรฯโดยเฉพาะกรมประมงว่าเกิดคำถามเรื่องศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ซึ่งการท่องเที่ยวอาจจะเป็นประเด็นที่อาจทำได้ แต่กรมประมงในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ต้องแก้ไขปัญหาประมงในขณะนี้ กรมได้ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีแล้วหรือยังถึงจะไปส่งเสริมการท่องเที่ยว และเมื่อดูแล้วบางรายการที่จะเอาไปทำ ต่อให้ทำสำเร็จตนก็ไม่แน่ใจว่าจะแก้ไขปัญหาประมงได้ เช่น เรื่องกุ้ง กรมประมงของบก่อสร้างโรงเพาะพันธุ์กุ้งก้ามกรามอัจฉริยะ อยากทราบว่าอัจฉริยะอะไร จะเห็นผลผลิตหรือลดต้นทุนได้อย่างไร ตนไม่อยากรู้ว่าจะมีเซ็นเซอร์กี่ตัว มีแผงโซลาร์เซลล์เท่าไหร่ แต่อยากรู้ว่าเกษตรกรพี่น้องชาวประมงหรือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจะมีชีวิตดีขึ้นได้อย่างไร
โครงการนี้จะช่วยลดต้นทุนได้เท่าไหร่และจะเพิ่มผลผลิตกี่เปอร์เซ็นต์และโครงการนี้จะนำไปสู่การทำให้น้ำดีขึ้นและทำให้มีการรอดของกุ้งก้ามกรามเพิ่มมากขึ้น ก็ต้องถามว่ารอดจากเท่าไหร่เป็นเท่าไหร่ หรือแม้แต่แผงโซลาร์เซลล์ที่บอกว่าจะช่วยเรื่องต้นทุนค่าไฟ ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการเลี้ยงกุ้งลดลงได้เท่าไหร่ กี่ปีคืนทุน
เหน็บเกรงใจใครหรือไม่รู้อย่างไร
“สิ่งที่กังวลไม่ใช่ราคาที่ต่างกัน แต่เห็นว่าเรากำลังเกาไม่ถูกที่คัน ต่อให้กรมประมงชี้แจงได้ว่าราคาต่างกันเพราะอะไร ขอถามว่าการลงทุนโรงเพาะพันธ์กุ้งก้ามกรามนี้คือคำตอบสำคัญที่สุดต่อวิกฤตอุตสาหกรรมกุ้งไทยจริงหรือเพราะประเทศไทยเคยเป็นหัวหอกในการส่งออกกุ้งกุลาดำและสร้างเศรษฐกิจของประเทศซึ่งเป็นยุครุ่งเรือง แต่วันนี้หยุดไปแล้ว รวมถึงกุ้งขาวแวนนาไม ที่ประเทศไทยเคยส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลกจนมาเจอปัญหาเรื่องโรคระบาด และเรื่องต้นทุน ตอนนี้นำไปสู่การติดหล่มที่ยังไม่สามารถจะกลับมายืนแถวหน้าได้ ผมไม่ได้บอกว่ากุ้งก้ามกรามไม่สำคัญ แต่ต้องถามว่าหลักคิดในการใช้งบประมาณถูกต้องจริงหรือไม่ยังไม่เห็นว่าจะแก้ไขกุ้งกุลาดำได้อย่างไร ทั้งๆที่กุ้งเหล่านี้มีศักยภาพในการส่งออกจึงไม่แน่ใจว่าที่ท่านไม่แก้ไขเพราะเกรงใจใครหรือไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร”ณัฐพงษ์ กล่าว
“ณัฐชา”ชำแหละกรมประมงยับ
นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กมธ.เสียงข้างน้อยอภิปรายว่ากรมประมง ได้รับงบ 4,800 ล้านบาท ครึ่งหนึ่ง หรือ 2,400 ล้านบาท เป็นงบประมาณในด้านบุคลากร เหลืออีกครึ่งหนึ่ง มีอยู่เพียงน้อยนิด แทนที่จะทำให้ถูกทิศถูกทางหรือทำให้ตรงภารกิจกรมประมงซึ่งการจัดสรรงบประมาณกระทรวงเกษตรฯที่จัดสรรลงมานั้น สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือทุกข์ร้อนของเกษตรกร ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในวันนี้ตายทั้งเป็น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแทนที่กรมประมงจะไปช่วยเหลือดูแล กลับไปทำในสิ่งที่ไม่ได้จำเป็นเร่งด่วน
ตั้งศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ที่อุดร
เช่นศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำที่อดีตรัฐมนตรีบ้านอยู่ทางภาคเหนือจังหวัดพะเยาก็มี วันนี้รัฐมนตรีคนใหม่ก็มีความพยายามตั้งงบประมาณผูกพันปี 70 ปี งบประมาณ 200 กว่าล้านบาท ไปสร้างที่จ.อุดรธานี บ้านเกิดรัฐมนตรี จึงถามว่านี่คือศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำหรือศูนย์แสดงอภินิหารรัฐมนตรีกันแน่ เพราะต้องมีในทุกจังหวัดรัฐมนตรี ทุกยุคทุกสมัย ทำไปเพื่ออะไร ศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำมูลค่ามหาศาล งบประมาณที่ขอผูกพันปีนี้ 229,320,000 บาท ปี70 จะต้องเบิกจ่าย 34.39 ล้านบาท
ชี้อภินิหารรมต.เมินปลาหมอคางดำ
นายณัฐชากล่าวว่า สิ่งที่ท่านอธิบดีชี้แจงชั้นกมธ.ชุดใหญ่ภารกิจที่อธิบดีบอกว่าจำเป็นมากๆเนื่องจากว่าต้องลงทุนท่องเที่ยว ต้องทำเรื่องการศึกษาสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ซึ่งในด้านเศรษฐกิจยิ่งหนักมาก อธิบดีตอบว่าจะได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงการจ้างงานก่อสร้าง นี่คือภารกิจของกรมประมงสักข้อหรือไม่ และสิ่งที่อนุมัติงบประมาณมาเป็นแบบนี้ไม่เหมาะสม ยิ่งตอกย้ำหัวใจของเกษตรกรคนทั้งประเทศซึ่งตนไม่ได้บอกว่าศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำไม่ดี แต่ยุคสมัยนี้ท่านตัดงบประมาณมา 11,000ล้านบาท ท่านตัดหมดทุกโครงการแม้จะไปช่วยเหลือประชาชน แต่โครงการที่ช่วยเหลือใครกันแน่กลับได้รับการอนุมัติ
“วันนี้ จ.อุดรรู้จักพันธุ์สัตว์น้ำครบทุกสายพันธุ์ เหลืออย่างเดียวคือปลาหมอคางดำที่เขายังไม่รู้จัก ไม่รู้จะเอาไปใส่ในพิพิธภัณฑ์ใหม่หรือไม่ ด้วยงบประมาณแบบนี้ผมจึงไม่สามารถเห็นชอบในงบประมาณของกระทรวงเกษตรฯได้เพราะมีการจัดตั้งศูนย์แสดงอภินิหารรัฐมนตรีมากกว่าใส่ใจความเดือดร้อนของเกษตรกร”นายณัฐชาย้ำ
‘กรณ์’จี้รัฐบาลปฏิรูปสหกรณ์
เวลา10.55น.นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตั้งคำถามถึงการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาตรา14 ว่างบประมาณที่จัดทำขึ้นยังคงเป็นการจัดสรรในรูปแบบเดิมๆและมีการปรับลดงบลงทั้งที่ภาคการเกษตรคือหัวใจสำคัญที่สุดในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยจุดแข็งของภาคการเกษตรไทยคือความอุดมสมบูรณ์เกษตรกรมีฝีมือ และผลผลิตมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสากล แต่บรรทัดสุดท้ายเกษตรกรไทยกลับยังคงประสบภาวะความยากจนเนื่องจากขายสินค้าไม่ได้ราคา สาเหตุหลักเกิดจากโครงสร้างเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายย่อยโดยเฉพาะชาวนาในพื้นที่ภาคอีสาน ทำเกษตรแบบปัจเจกและมีที่ดินแปลงเล็ก ส่งผลให้ขาดอำนาจต่อรอง ไม่สามารถสร้างประหยัดต่อขนาดเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก ขาดงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาไม่สามารถสร้างแบรนด์ และขาดช่องทางเข้าถึงตลาดโลกได้อย่างแท้จริง
ผลักดันโมเดล‘ฟอนเทียร่า’
นายกรณ์ระบุว่าเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งปฏิรูประบบสหกรณ์โดยถอดบทเรียนจากความสำเร็จของประเทศนิวซีแลนด์ ที่เคยปฏิรูปสหกรณ์โคนมย่อยนับร้อยแห่งมารวมกันเป็นหนึ่งเดียว แล้วปรับโครงสร้างบริหารจัดการในรูปแบบองค์กรธุรกิจภายใต้ชื่อฟอนเทียร่า(Fonterra)โมเดลนี้เปลี่ยนให้เกษตรกรรายย่อยเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทโดยเกษตรกรจะได้รับประโยชน์สองชั้นคือ1.สิทธิในการขายผลผลิตดิบในราคาที่เป็นธรรม 2.ส่วนแบ่งปันผลจากกำไรของบริษัท ซึ่งบริษัททำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการอย่างมืออาชีพ ทั้งการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ การลดต้นทุน และการเจรจาการค้าระดับโลกกับองค์กรใหญ่อย่าง McDonald’s ซึ่งเป็นสิ่งที่เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง
ชูตั้ง‘บ.ข้าวหอมมะลิแห่งชาติ’
นายกรณ์ กล่าวว่าสำหรับจิ๊กซอว์ทางยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทย ยกตัวอย่างข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) คุณภาพอันดับหนึ่งของโลกที่ผลิตได้เพียง 5 จังหวัดในภาคอีสาน โดยเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนการรวมกลุ่มของเกษตรกรชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ทั้ง 5 จังหวัด เข้ามาถือหุ้นร่วมกันในบริษัทข้าวหอมมะลิแห่งชาติ บริษัทดังกล่าวจะทำหน้าที่ผูกขาดการบริหารจัดการ การทำข้าวถุงการค้า การสร้างแบรนด์ระดับสากล การวิจัยพัฒนา และการทำการตลาดส่งออกทั่วโลก ซึ่งจะช่วยตัดกลไกพ่อค้าคนกลาง เพิ่มอำนาจการต่อรอง และนำกำไรจากการส่งออกกลับมาปันผลให้แก่เกษตรกรผู้ถือหุ้นโดยตรง
“ข้าวหอมมะลิของเราเป็นข้าวที่ทั่วโลกยอมรับ มีคุณภาพอันดับหนึ่ง มีแค่ 5 จังหวัดทุ่งกุลาร้องไห้ที่ปลูกข้าวนี้ เราช่วยกันในการที่จะรวมตัวให้เกษตรกรชาวนาในทุ่งกุลาร้องไห้ทั้ง 5 จังหวัด ร่วมกันเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทบริษัทเดียวที่ผูกขาดการผลิตและการขายข้าวหอมมะลิทำข้าวถุง สร้างแบรนด์ วิเคราะห์วิจัยเพิ่มมูลค่า ลดต้นทุนการผลิต รับซื้อข้าวจากเกษตรกรในราคาที่เป็นธรรมและทำหน้าที่ขายข้าวนั้นสู่ตลาดทั่วโลก กำไรเอามาแบ่งกันกับเกษตรกรในฐานะผู้ถือหุ้นของ“บริษัทข้าวหอมมะลิแห่งชาติ”บริษัทนั้นนี่ คือวิธีที่ผมเชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาความยากจนให้กับพี่น้องเกษตรกรของประเทศได้อย่างถาวร จึงฝากให้มีการจัดสรรงบประมาณและแนวความคิดทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเพื่อดำเนินเรื่องนี้”นายกรณ์ กล่าว
งบก.เกษตรผ่านหลังถกยาว4ชม.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่ประชุมได้ใช้เวลาพิจารณา มาตรา 13 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นานเกือบ 4 ชั่วโมงก่อนที่ประชุมจะผ่านมาตราดังกล่าว ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า สส.ที่อภิปรายส่วนใหญ่ เป็นของสส.พรรคภูมิใจไทยที่สะท้อนถึงปัญหาในพื้นที่และขอให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณให้หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
“ชวน”โชว์รูปตัดต้นไม้ประจาน
จากนั้นที่ประชุมสภาฯเริ่มพิจารณาในส่วนของมาตรา 15 งบประมาณกระทรวงคมนาคม วงเงินรวมกว่า 166,014 ล้านบาทซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีมติปรับลดลง 626 ล้านบาท
เวลา 13.50 น.นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์กล่าวอภิปรายสงวนคำแปรญัตติในส่วนงบประมาณของกระทรวงคมนาคมตอนหนึ่งพร้อมใช้รูปภาพถ่ายต้นไม้ริมทางหลวงที่ถูกตัดจนเหลือแต่ต้นกุดไร้กิ่งก้านว่า คำแปรญัตติของตนไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างในกระทรวงคมนาคม แต่ขอทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้กับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า สมบัติของชาติ ที่เกิด แก่ เจ็บ ตายเช่นกัน แต่เขาไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งจึงไม่มีปากมีเสียง ภาพที่แสดงในจอเป็นต้นไม้ริมทางหลวงทั่วประเทศไทยที่เป็นปรากฏการณ์ ของการตัดทอนทำลายจนเสียหาย
ซัดตัดกุดหัวแบบ“ประหารชีวิต”
“นี่ไม่ใช่การตัดแต่งต้นไม้เพื่อบำรุงรักษา แต่มันเหมือนเป็นการประหารชีวิต ประเทศไทยอยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตรกำลังเผชิญภาวะโลกร้อน ต้นไม้ใหญ่จึงมีความสำคัญยิ่งในการช่วยคายออกซิเจน ช่วยสร้างภูมิทัศน์ และช่วยลดฝุ่น PM 2.5 แต่หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ กลับมอง่า ต้นไม้เป็นภาระในการบำรุงรักษา และกลัวต้องรับผิดชอบเมื่อเกิดอุบัติเหตุ จึงแก้ปัญหาง่ายๆด้วยการตัดแบบหัวกุด หรือโค่นทิ้งลำต้น เพื่อหนีภาระ”
ทั้งนี้ ตนเคยทำหนังสือหารือไปทางรัฐบาลตั้งแต่เดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีการดำเนินการใดและเมื่อมาตรวจสอบงบประมาณของกระทรวงคมนาคมที่ได้กว่า 1.6 แสนล้านบาท แม้จะมีการตัดลดงบฯลงไป 626 ล้านบาท แต่ก็ไม่ได้มีการจัดสรรงบเพิ่มให้กับการดูแลต้นไม้ริมทางหลวงทั่วประเทศเลย
เสนอให้จัดงบให้หน่วยงานเข้าดูแล
“ผมเข้าใจดีว่า แขวงทางหลวง ทางหลวงชนบท หรือชลประทาน ไม่มีงบประมาณในส่วนนี้ บางแห่งจึงปล่อยให้ชาวบ้านมาตัดฟันไม้ไปใช้เอง จนต้นไม้ไม่เหลือกิ่งก้านสาขา ทั้งนี้ ผมขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่ จ.ตรัง ซึ่งมีการแก้ปัญหาโดยให้องค์กรและร้านค้าเอกชนเข้ามาช่วยดูแลรับผิดชอบต้นไม้เกาะกลางถนน เช่น บ.โตโยต้า,บ.ฮอนด้า และโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ พร้อมกับมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อดูแลต้นไม้ โดยผมประเดิมมอบเงินให้ 100,000 บาท จนปัจจุบันมีเงินสมทบเกือบ 500,000 บาท ที่ช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้มาก แต่ยังไม่ทั่วถึง
ผมจึงขอเสนอให้จัดสรรงบประมาณสำหรับการบำรุงรักษาและอนุรักษ์ต้นไม้ทั่วประเทศอย่างถูกต้องตามหลักรุกขกรรมให้กับหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นกรมทางหลวง,กรมทางหลวงชนบท,กรมชลประทานและส่วนท้องถิ่น ที่สำคัญต้องกำชับไม่ให้ใช้วิธีตัดกิ่งก้านแบบกุดหัว ตัดทำลายที่ทำกันอยู่ แต่ให้ใช้เจ้าหน้าที่รุกขกรคนที่มีความรู้เรื่องต้นไม้เข้ามาดูแล เพราะต้นไม้เหล่านี้ช่วยลดภัยพิบัติถือเป็นสมบัติของชาติที่มีคุณค่าเกินกว่าจะประเมินมูลค่าของเขาได้” นายชวน กล่าว
อภิสิทธิ์ขอตัดงบฯคมนาคม10%
เวลา 14.30 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสงวนคำแปรญัตติ โดยขอปรับลดงบประมาณของกระทรวงคมนาคมลงร้อยละ10เพราะมีความข้องใจมากต่อการทำงานของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ที่ผ่านมามักเห็นรัฐมนตรีลงพื้นที่สัญจรและประกาศโครงการต่างๆรายทางแต่เมื่อตรวจสอบเล่มงบประมาณกลับพบว่าไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่สื่อสารกับประชาชนเช่นโครงการแลนด์บริดจ์แม้คณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นจะยอมรับข้อท้วงติงเรื่องความคุ้มค่าแล้วแต่กลับยังมีงบศึกษาตกค้างอยู่ในเล่มงบประมาณขอตั้งคำถามว่า เหตุใด กมธ.จึงไม่ทบทวนตัดออกหรือตั้งใจทิ้งเป็นเชื้อเพื่อเดินหน้าต่อใช่หรือไม่ หรือหลายโครงการใหญ่ที่รัฐบาลนำไปโฆษณาหาเสียง ที่พาดพิงพรรคการเมืองอื่นแท้จริงแล้วเป็นการสานต่อจากรัฐบาลในอดีตหรือไม่ เช่นรถไฟทางคู่ยุครัฐบาลนายชวน หาลีกภัยและรัฐบาลของตน
ทิ้งเชื้องบผูกพันส่อเอื้อปย.กลุ่มทุน
นายอภิสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่รัฐบาลนี้กำลังทำกลับขาดเอกภาพ ไม่มีการบูรณการระบบรางและถนนในลักษณะ Southern Connect อย่างเป็นระบบ งบประมาณส่วนใหญ่กลับมุ่งเน้นไปที่การสร้างถนน โดยใช้วิธีอนุมัติงบผูกพัน โดยเริ่มต้นเพียงร้อยละ 15 เพื่อทิ้งเชื้อไว้ แต่ทิ้งภาระงบประมาณมหาศาลไว้ในอนาคต สุ่มเสี่ยงต่อการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนและผู้รับเหมาเฉพาะกลุ่ม
ดักคอปรากฏการณ์กรรโชกเสียงปชช.
“ผมขอเตือนถึงปัญหาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ภาคตะวันออก เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3สนามบิน ที่ยังขาดความชัดเจน จนทำให้ประเทศเสียทิศทางในการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน เรื่องคมนาคม และโลจิสติกส์ ถือเป็นหัวใจของขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ผมอยากให้รัฐบาลไทย มีแผนที่ชัดเจน จัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับแผนนั้นๆไม่ใช่จัดเงินเพื่อเอื้อกลุ่มทุนและโฆษณาหาเสียงโครงการโลจิสติกส์ไปวันๆ ผมว่าการซื้อเสียงแย่แล้ว แต่กำลังมีปรากฏการณ์กรรโชกเสียงอีกในเรื่องของการไปพูดถึงว่าต้องเลือก สส.ทั้งจังหวัดจึงจะได้โครงการนั้นโครงการนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย
ซัดตั้งงบ”มือใครยาวสาวได้สาวเอา”
นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย อภิปรายเสนอปรับลดงบประมาณลง 3% โดยชี้ว่ามีการตั้งงบซ่อมและสร้างถนนของกรมทางหลวงแบบ”มือใครยาวสาวได้สาวเอา”และมีการปั้นโครงการขนาดกลาง มูลค่า 600-2,000ล้านบาท สำหรับผู้รับเหมาชั้นพิเศษเพิ่มขึ้นจากปี 69 จาก 69 เป็น 70 โครงการ นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตกรณีเกณฑ์เบื้องต้นของโครงการก่อสร้างผูกพันที่ต้องตั้งงบปีแรก15% แต่กลับตั้งไว้เพียง 10% เพื่อเผื่อพื้นที่งบประมาณไว้เพิ่มโครงการ
ปชน.โวยถูกจำกัดสิทธิอภิปราย
ที่รัฐสภา พรรคประชาชน นำโดยนายพงษ์สรณัฐ ทองลี สส. กทม. พรรคประชาชน แถลงเรื่องการยื่นญัตติให้สภาฯ พิจารณาปัญหา และเสนอแนะแนวทางให้กำกับดูแลการประชุมสภาฯว่าเปิดสภามามีปัญหาเรื่อยมาซึ่งแตกต่างจากสมัยที่แล้ว จะมีการเปิดให้สส.อภิปรายอย่างเต็มที่ แต่วันนี้การควบคุมการประชุมที่เกิดขึ้นโดยใช้ดุลยพินิจมีข้อจำกัดกระทบกับสิทธิของสส.ในการอภิปราย พวกเราได้รับปัญหามากมายที่เกิดจากการควบคุมการประชุมของประธานและรองประธานสภาฯดังนั้น เราจึงเข้ามาเสนอญัตติต่อสภาผู้แทนราษฎรให้นำปัญหา เพื่อมาพิจารณากันว่าจะมีแนวทางอย่างไรให้ประธานและรองประธานสภาฯ นำไปกำกับดูแลการควบคุมสภาฯ
นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน กล่าวว่าตนเคยแถลงข่าวในประเด็น นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและรองประธานรัฐสภาว่าไปหาทำหลายเรื่อง เรื่องที่ควรจะทำอย่างกันควบคุมการประชุมก็ไม่เป็นกลาง ท่านมาจากพรรคภูมิใจไทย แต่จริงๆในตำแหน่งประธาน รองประธาน ต้องดำเนินการด้วยความเป็นกลาง แต่เรื่องเวลา เรื่องการถ่วง ประชุมกับวิปอย่างหนึ่ง หน้างานมาเล่นอีกอย่างหนึ่ง
โอดประชุมดึกไม่มีข้าวกินเป็นโรคกระเพาะ
นายภัณฑิลกล่าวอีกว่า“นี่ยังไม่พูดถึงเรื่องอาหาร มันละเมิดสิทธิแรงงาน เราอภิปรายกันจนถึงเที่ยงคืนเมื่อวานไม่มีอะไรกิน เซเว่นก็ปิด ปิด 2 ทุ่ม หลายคนเป็นโรคกระเพาะ ผมก็ทวงถามท่าน ผมยอมเสียตังค์300 500 เพื่อให้มีอาหารตอนกลางคืนกิน แต่ตอนนี้ร้านเขาเจ๊งกันหมดแล้ว”นายภัณฑิล กล่าวและว่าตนได้ถามประธานสภาฯ ก็บอกว่าพยายามมาอุดหนุนร้านค้าวันละ 2,000 บาททุกวัน แต่ร้านค้าเขา ไม่ได้อยู่ได้ด้วยเงินประธาน นี่เป็นสวัสดิการของพวกเรา
“ไม่ได้ออกมาเรียกร้องว่าต้องกินหรูอยู่สบาย แต่เราเดือดร้อนจริงๆ3-4ทุ่ม ไม่มีอะไรกิน เราพร้อมยอมเสียตังค์ประธานบอกว่ามีคนบางคนขวางอยู่ซึ่งก็ไม่รู้ใครแต่ตนว่าเพื่อนสมาชิก 499 คน อยากให้มีอาหารเขาพร้อมที่จะเสียตังค์ ไม่ได้ขอกินฟรี จึงฝากประธานไปทบทวนเรื่องมาตรฐานที่ควรจะเป็นตัวแทนของเราในการดูแลอาคารและสวัสดิการ ทั้งหมด”
ปธ.สภาฯยันกรอบ3วันถกงบ70
ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570วาระ2ที่เริ่มล่าช้าว่า วางกรอบไว้ 3วัน วันนี้ตนได้คุยกับรองประธานฯทั้ง 2 คนว่า จะอยู่ดึกหน่อย แต่ต้องดูว่าถ้าดึกมากจนเกินเหตุ วันพรุ่งนี้ตนอาจจะเข้าประชุมช้า ยืนยันว่า วันนี้จบดึกแน่นอน รองประธานทั้ง 2 ท่านก็เตรียมขยายเวลา อาจจะเกินเที่ยงคืน ส่วนจะล่าช้าไปถึงวันพฤหัสบดี(10ก.ย.69) หรือไม่นั้น ตนคิดว่าสามารถทำให้เร็วได้ 2 ทาง คือ ประการแรก ให้ สส.อภิปรายตามวาระที่พิจารณาอยู่ ไม่ใช่อภิปรายแบบวาระรับหลักการ เรื่องนี้ตนก็ได้เตือนอยู่บ่อยครั้ง ประการที่สอง วิป2 ฝ่าย จะต้องพูดคุยกัน การประชุมจะสำเร็จอยู่ที่การปรึกษาหารือของวิป ซึ่งต้องเข้าใจว่าบางกระทรวง เป็นกระทรวงปากท้องสส.ก็อยากพูดมากเพราะอยากสะท้อนปัญหาประชาชนเช่นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือกระทรวงมหาดไทย แม้กระทั่งกระทรวงสาธารณสุขก็คิดว่าน่าจะเป็นปัญหาเหมือนกัน ซึ่งขอให้ส่งตัวแทน เอาเฉพาะผู้แปรญัตติในการอภิปราย โดยจะพยายามให้เสร็จภายใน 3 วัน
ย้ำชัดไม่มีสวัสดิการ-ซื้อกินเอง
เมื่อถามว่านายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน เรียกร้องว่าประชุมตอนดึกสส.ไม่มีข้าวกิน ควรมีสวัสดิการให้ นายโสภณ กล่าวว่า ก็วนกลับมาที่เดิม ที่มีคนไปพูดว่า ผู้แทนกินข้าวฟรี เรื่องนี้มันวนอยู่ที่เดิม ถ้าจัดสวัสดิการให้ก็จะถูกกล่าวหาว่าอาสามา แล้วมากินข้าวฟรี เรื่องนี้กำลังแก้ปัญหาอยู่ ขอวอนประชาชนว่าเราต้องวางบทบาทนักการเมืองให้ถูกว่าเป็นอย่างไร จะให้เขาเป็นจิตอาสา หรือให้เป็นนักการเมือง ซึ่งเรื่องนี้กำลังศึกษาอยู่
“เรื่องนี้ มีทางอยู่ คือ ซื้อเอง สวัสดิการไม่มี ซื้อเอง” นายโสภณ กล่าว
เบรกป้ายตัวเลขตอบโต้กลางสภา
เมื่อถามถึงเรื่องการตั้งป้ายตัวเลขตอบโต้กันไปมาระหว่างพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ นายโสภณ กล่าวว่า ขณะที่ตนเห็นก็งงว่า เป็นตัวเลขอะไร สื่อถึงอะไร มองไปฝ่ายนี้ก็มีตัวเลข ฝ่ายนั้นก็มีตัวเลข พอมาภายหลังเลยเข้าใจ แต่วันนี้เมื่อเข้าใจแล้วว่าเป็นตัวเลขอะไรก็ตั้งใจว่าจะไม่ให้เอาขึ้นเนื่องจากผิดข้อบังคับ การนำวัตถุอะไรมาแสดง ต้องขออนุญาตประธานก่อน ซึ่งตลอดการประชุม วานนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี เมื่อถามว่าได้มีการกำชับ สส.ในเรื่องนี้หรือไม่ นายโสภณกล่าวว่า “ไม่ได้กำชับ กำชับก็เป็นเรื่องสิ ต้องช่วยๆกัน บ้านเมืองต้องช่วยๆกัน”
3พรรคเปิด”สงครามป้ายตัวเลข”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการประชุมสภาฯพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ. 2570ในวาระ2วันแรก เกิดเหตุการณ์”สงครามป้ายตัวเลข”ขึ้นกลางห้องประชุม ปรากฎว่ามีสส.จาก 3พรรคใหญ่ นำป้ายระบุตัวเลขปริศนามาติดหน้าอกและตั้งโต๊ะอภิปรายเพื่อแสดงสัญลักษณ์ทางการเมืองและจิกกัดฝ่ายตรงข้ามดังนี้พรรคประชาชน สส.พรรคประชาชนได้ติดป้ายเลข”229”ขนาดเท่านามบัตรสีน้ำเงินระบุเลข “229” เพื่อสื่อถึงจำนวน สส. และ สว. ของพรรคภูมิใจไทยที่กำลังถูกจับตาในคดีร้องเรียนเรื่องการฮั้วเลือกตั้งสว.
ขณะที่พรรคภูมิใจไทยได้ตอบโต้ด้วยการขึ้นป้ายเลข”44”และ”143”โดยป้ายเลข”44”บนพื้นหลังสีส้มซึ่งหมายถึงอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกลเดิมที่ถูกดำเนินคดีจากการเสนอแก้ไข ม.112 รวมถึงต่อมาได้ชูป้ายเลข”143”พร้อมอีโมจิหัวใจสีน้ำเงินเพื่อย้อนถึงจำนวน 143เสียงของอดีตพรรคก้าวไกลที่เคยโหวตหนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีในอดีต ด้าน พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นป้าย(เลข”7-157”สื่อถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 (ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ) เพื่อจี้ให้ กกต. เร่งลงมติชี้ชะตาคดีสำคัญ
ปธ.สภาฯสั่งห้ามนำป้ายตัวเลขในสภา
หลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ออกคำสั่ง เบรก และกำชับห้าม สส.นำป้ายตัวเลขต่างๆขึ้นมาแสดง และโต้ตอบกันในห้องประชุมสภาฯอีกในครั้งต่อไป เพื่อรักษาความเรียบร้อยและให้สส. เนื่องจากเป็นการผิดข้อบังคับการประชุมซึ่งกำหนดไว้ว่าการนำวัตถุใดๆมาแสดงในห้องประชุมจะต้องขออนุญาตจากประธานสภาก่อน
นายกฯแจงแอบอ้างตรงไหน
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์ในรายการ ตอบโจทย์ ทางสถานีโทรทัศน์ Thai PBSเมื่อคืนวันที่ 7ก.ย.ตอนหนึ่งได้อธิบายและตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการถูกกล่าวหาว่า อ้างอิงสถาบันฯ หรือเบื้องสูงในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล”ช่วยบอกสิครับว่าผมไปแอบอ้างตรงไหน ตรงไหนที่ผมแอบอ้าง” นายอนุทินกล่าวว่าการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ในทุกนโยบายของรัฐบาลหน้าที่หลักคือ ถวายการรับใช้เบื้องพระยุคลบาท สนองโครงการต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน
“ถวายงานในหน้าที่ที่มี เราไปอ้างตรงไหน ทำตามทุกอย่าง ไม่ทำถวายสิแปลก”
ยันรู้ที่ต่ำที่สูง-รู้มากกว่าคนอื่น
เมื่อถูกถามต่อว่านายกฯอาจจะไม่ได้พูดโดยตรง แต่มักมีภาพปรากฏเช่นการออกงานร่วมกับราชเลขานุการในพระองค์,ประชุมร่วมกับองคมนตรีนายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดการ ไม่เคยนำเรื่องเบื้องสูงหรือสถาบันฯ มาแอบอ้างเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หรือใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน ทุกอย่างดำเนินการไปตามขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารอย่างเปิดเผยและตรวจสอบได้”อยู่ดีๆ ผมจะไปประชุมกับท่านองคมนตรีได้ไหม ถ้าผมไม่มีกำหนดการที่เชิญผมไปร่วมอยู่ดีๆ ผมจะไปกับทางท่านราชเลขานุการในพระองค์ ได้ไหม ถ้าผมไม่มีกำหนด ที่ให้ผมเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบของคณะเดินทาง” นายกฯย้ำว่าไม่มีทางที่จะโทรไปร้องขอเพื่อไปร่วมงานหวังให้มีภาพติดตัวและทำให้ประชาชนเห็นว่าใกล้ชิดกับทางราชสำนัก
นายอนุทินกล่าวด้วยว่า ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามครรลองประชาธิปไตย พรรคภูมิใจไทยได้จำนวน สส. มากเป็นอันดับ 1 ครั้งที่แล้วก็มาด้วยเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร และไม่มีตรงไหนแอบอ้างหรือใช้บารมีของสถาบันมาช่วยเหลือ “ทำไมผมจะไม่รู้ที่สูง ที่ต่ำ ผมต้องรู้มากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ”นายกฯกล่าว
กธ.โหวตงบฯ70ยึดแนวนโยบายเดิม
ที่รัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคกล้าธรรมกล่าวถึงทิศทางการลงมติร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วาระ 2-3ว่าต้องเข้าใจก่อนว่างบฯปี 70สมัยแรกที่ทำตนเป็นรองนายกรัฐมนตรีของกระทรวงที่ตนกำกับดูแลก็มาจากแผนในขณะนั้น ในขั้นของกรรมาธิการที่มีการตัดออกไปบางส่วน ยังคงเป็นแผนส่วนใหญ่ที่ทำกับมือเรามา หากเราไม่เห็นด้วยก็เท่ากับเราเกเรฉะนั้นการโหวตแบบรายมาตรา เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมาจึงเป็นในทิศทางเดียวกันตามนโยบายของตน ส่วนก่อนหน้านี้พรรคกล้าธรรมโหวตงดออกเสียงพระราชกำหนดเงินกู้ 400,000 ล้านบาท ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกและมีโอกาสที่จะร่วมรัฐบาลนี้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ย้ำว่า เรื่องของการเงินการคลังเป็นเรื่องสำคัญที่มีต่อพี่น้องประชาชน เราต้องละเอียดในตรงนี้ในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎร ต้องละเอียดอย่าทำอะไรเพื่อความสะใจ
เมื่อถามว่าพรรคกล้าธรรมจะร่วมกับพรรคฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า เรื่องพวกนี้ยังไม่ถึงเวลา ถึงเวลาค่อยว่ากัน
ชี้สัมพันธ์“อนุทิน”ยังเป็นเพื่อนกัน
เมื่อถามว่า มีสัญญาณที่รัฐบาลจะเชิญพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมแล้วหรือไม่ร.อ.ธรรมนัส ตอบแบบทีเล่นทีจริงว่า “กระแสข่าวลือ”พร้อมหัวเราะ เมื่อถามย้ำว่า นายกฯมีการพูดคุยหรือทาบทามให้มาร่วมรัฐบาลหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสตอบว่าตนยืนยันแบบเดิมว่าตนกับท่านนายกฯเป็นเพื่อนกัน การพบปะการประสานงานบางเรื่อง หากเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดินและพี่น้องประชาชนก็ต้องยอมรับว่าผมทำ เราอย่าปฏิเสธความจริงเลย
ให้โอกาสทำงาน-ไม่เชื่อไปไม่รอด
เมื่อถามว่ามีการวิจารณ์ว่าพรรคกล้าธรรมเป็นฝ่ายคอยเป็นจริงหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสระบุว่า เวลาถามคำถามนี้ตนก็ตอบเหมือนเดิม เราทำหน้าที่ตามที่เราได้รับมอบหมายอย่างชัดเจน บางเรื่องที่ไม่ควรตีรัฐบาล ก็ไม่ควร สำคัญที่สุดรัฐบาลเพิ่งเข้ามาทำงานไม่นานได้ไม่กี่เดือน ต้องให้โอกาส ตนยืนยันเหมือนเดิม
เมื่อถามว่ามีกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลอาจจะไปไม่รอดด้วยมรสุมการเมืองต่างๆนั้นร.อ.ธรรมนัสย้อนถามว่า อะไรเหรอครับที่จะทำให้รัฐบาลไปไม่รอด ในฐานะที่ตนเป็นรัฐบาลมาตลอดและมีบางช่วงที่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล ตนก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกกระแสตีแรงมาตลอด แต่ตนก็อยู่รอดปลอดภัยมาตลอด ฉะนั้นกระแสจึงไม่สามารถพิสูจน์กันได้ ต้องพิสูจน์ที่ฝืมือการทำงาน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

