ปราชญ์ สามสี สวน อ.วีระ ราชการไม่ใช่บริษัท ปมชง ฟรีซเงินเดือน 1-2 ปี ย้ำค่าครองชีพไม่เคยหยุดตาม

ปราชญ์ สามสี สวน อ.วีระ ราชการไม่ใช่บริษัท
ในขณะที่ค่าครองชีพยังเดินต่อ สิ่งที่เกิดขึ้นในทางเศรษฐศาสตร์ก็คือ รายได้ที่แท้จริงของเขาลดลง
ย้ำวิกฤตเศรษฐกิจแต่ค่าครองชีพไม่เคยฟรีซ
วันที่ 9 กันยาน 2569 จากกรณีที่ นาย วีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะ กมธ.วิสามัญฯ กล่าวในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้ว ในวาระ 2 เป็นวันแรก ชงฟรีซเงินเดือน ขรก. 1-2 ปี เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา จนกลายเป็นวิพากษ์วิจารณ์สนั่นไปทั่วโลกออนไลน์
ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์ สามสี” ได้โพสต์ถึงเรื่องนี้ว่า แช่แข็งเงินเดือนข้าราชการ คือคำตอบของวิกฤตจริงหรือ?
ข้าพเจ้าได้ฟังข้อเสนอของ อ.วีระ ธีระภัทรานนท์ ที่เสนอให้ “ฟรีซ” การขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 1–2 ปี โดยให้เหตุผลว่าประเทศกำลังประสบปัญหาทางการคลัง ข้าราชการจึงควร “ร่วมทุกข์ร่วมสุข” และเสียสละไปพร้อมกับประชาชน
ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับคำว่า “ร่วมทุกข์ร่วมสุข” แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดที่ว่า เมื่อประเทศมีปัญหา สิ่งหนึ่งที่ควรทำคือหยุดการขึ้นเงินเดือนของคนทำงานภาครัฐ
เพราะก่อนจะขอให้ใครเสียสละ เราควรถามก่อนว่า ทุกวันนี้เขาเหลืออะไรให้เสียสละอีกมากน้อยเพียงใด
ข้อเสนอของ อ.วีระเกี่ยวข้องกับงบเงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิประมาณ 13,000 ล้านบาท และเสนอให้ระงับการขึ้นเงินเดือน 1–2 ปี โดยเปรียบรัฐบาลกับบริษัทที่กำลังมีปัญหา ซึ่งลูกจ้างก็ควรยอมเสียสละแต่จุดที่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยอย่างสำคัญคือ “ราชการไม่ใช่บริษัท”
บริษัทเมื่อรายได้ลด อาจลดการผลิต ลดสาขา หรือลดกิจกรรมลงได้ แต่รัฐทำอย่างนั้นไม่ได้ง่าย ๆ ต่อให้เศรษฐกิจไม่ดี ครูก็ยังต้องสอน ตำรวจก็ยังต้องดูแลประชาชน บุคลากรทางการแพทย์ยังต้องรักษาคน เจ้าหน้าที่ปกครองยังต้องทำงาน และทหารก็ยังต้องรักษาความมั่นคงของประเทศ ภารกิจของรัฐจำนวนมากไม่ได้ลดลงตามรายได้ของรัฐบาล และบางครั้งในยามวิกฤตกลับเพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำ
ที่สำคัญ การขึ้นเงินเดือนข้าราชการไม่ได้หมายความว่าข้าราชการทุกคนกำลังจะกลายเป็นคนร่ำรวย
รัฐบาลเพิ่งปรับโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ โดยทยอยปรับอัตราแรกบรรจุและชดเชยผู้ได้รับผลกระทบในปี 2567–2568 เป้าหมายหนึ่งคือทำให้ผู้จบปริญญาตรีแรกบรรจุได้รับไม่น้อยกว่า 18,000 บาท ไม่ใช่เงินเดือนระดับที่จะเรียกได้ว่าใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับค่าครองชีพและภาระครอบครัวในปัจจุบัน
ลองมองครูคนหนึ่งที่ต้องผ่อนบ้าน เลี้ยงลูก ดูแลพ่อแม่ และมีหนี้สิน หรือข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ต้องย้ายไปปฏิบัติงานต่างจังหวัด ทหารที่ประจำชายแดน ตำรวจที่เข้าเวร หรือบุคลากรสาธารณสุขที่ทำงานเป็นกะคนเหล่านี้ไม่ได้มีต้นทุนชีวิตถูกแช่แข็งตามเงินเดือน
ค่าอาหารไม่ฟรีซ
ค่าไฟไม่ฟรีซ
ค่าเดินทางไม่ฟรีซ
ค่าเล่าเรียนลูกไม่ฟรีซ
ดอกเบี้ยและหนี้ครัวเรือนก็ไม่ฟรีซ
ดังนั้น หากหยุดเงินเดือนของเขาไว้ 1–2 ปี ในขณะที่ค่าครองชีพยังเดินต่อ สิ่งที่เกิดขึ้นในทางเศรษฐศาสตร์ก็คือ รายได้ที่แท้จริงของเขาลดลง
และอย่าลืมว่าเงินเดือนราชการจำนวนมากถูกออกแบบเป็นระบบขั้นและความก้าวหน้าในอาชีพ การเลื่อนเงินเดือนไม่ใช่ “โบนัสแจกฟรี” แต่เชื่อมโยงกับอายุงาน ผลงาน คุณสมบัติ และความก้าวหน้าตามระบบราชการ
ข้าพเจ้าไม่ได้ปฏิเสธว่าระบบราชการไทยมีขนาดใหญ่ หรือไม่มีส่วนที่ควรปฏิรูป ตรงกันข้าม หากงบบุคลากรภาครัฐสูงจนกระทบฐานะการคลัง เราก็ควรกล้าปฏิรูปจริง ๆ ตั้งแต่จำนวนตำแหน่ง หน่วยงานที่ซ้ำซ้อน การจัดซื้อจัดจ้าง งบโครงการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไปจนถึงโครงสร้างกำลังคนระยะยาว
เพราะแม้ฝ่ายที่สนับสนุนการปฏิรูประบบราชการจะชี้ว่าค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐเป็นภาระก้อนใหญ่ของประเทศ แต่การปฏิรูปโครงสร้างกับการ หยุดรายได้ของคนที่อยู่ปลายทางของระบบ เป็นคนละเรื่องกัน
ถ้าระบบใหญ่เกินไป ก็แก้ขนาดของระบบ
ถ้าหน่วยงานซ้ำซ้อน ก็ยุบหรือควบรวม
ถ้างบประมาณรั่วไหล ก็จัดการการรั่วไหล
ถ้ากำลังคนมากเกินความจำเป็น ก็วางแผนอัตรากำลังใหม่
แต่อย่าแก้ปัญหาโครงสร้างด้วยการหยุดเงินเดือนคนทำงาน
และถ้าจะใช้คำว่า “ร่วมทุกข์ร่วมสุข” จริง ๆ ข้าพเจ้าก็อยากเห็นหลักการเดียวกันถูกใช้กับคนทุกกลุ่มที่รับเงินจากภาษีประชาชน ตั้งแต่ข้าราชการระดับสูง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คณะที่ปรึกษา คณะกรรมการต่าง ๆ ตลอดจนงบประมาณและสิทธิประโยชน์ที่ไม่จำเป็น
ไม่ใช่พูดถึงความเสียสละ แล้วมองลงไปที่เงินเดือนครู ตำรวจ ทหาร พยาบาล หรือข้าราชการชั้นผู้น้อยเป็นอันดับแรก
ข้าพเจ้าจึงไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอฟรีซการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 1–2 ปี
ประเทศมีปัญหาการคลัง เราต้องแก้
ระบบราชการใหญ่ เราต้องปฏิรูป
รายจ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพ เราต้องตัด
แต่ก่อนจะหยิบเงิน 13,000 ล้านบาท จากการเลื่อนเงินเดือนและปรับวุฒิของคนทำงานมาเป็นคำตอบ เราควรถามให้หนักเสียก่อนว่า
ในงบประมาณหลายล้านล้านบาทของประเทศ ไม่มีสิ่งใดควรตัดก่อนเงินเดือนของคนทำงานจริง ๆ หรือ?
และหากประเทศไทยต้องการให้ข้าราชการมีประสิทธิภาพ ซื่อสัตย์ และทำงานเพื่อประชาชน สิ่งที่เราควรสร้างคือระบบที่ “คนทำงานดีอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี” ไม่ใช่ระบบที่เมื่อประเทศมีปัญหา คนกลุ่มแรกที่ถูกขอให้หยุดความก้าวหน้าทางรายได้ คือคนที่ยังต้องทำงานให้รัฐทุกวัน
ปราชญ์ สามสี

