สับเละงบฯมหาดไทย ถล่มทิ้งทวน จัดซื้อแพงเว่อร์10เท่า เสาไฟ-เก้าอี้-เสื้อเกราะ แฉเปิดช่องล็อกสเปก

สับเละงบฯมหาดไทย
ถล่มทิ้งทวน
จัดซื้อแพงเว่อร์10เท่า
เสาไฟ-เก้าอี้-เสื้อเกราะ
แฉเปิดช่องล็อกสเปก
รัฐบาลดาหน้าอัดเท้ง
ปลุกม็อบกดดันกกต.
“ภูมิใจไทย” ดาหน้า อัด“เท้ง”ปลุกม็อบกดดันกกต.ก่อนพิจารณาคดีฮั้ว สว.เหมาะสมแล้วหรือ ซัด“ฝ่ายค้าน”มุ่งกดดันต่อเนื่อง หากได้ผลตามต้องการ กลุ่มสว.สำรองได้ประโยชน์เขาเป็นพวกใครเดินขบวนอาทิตย์นี้ อย่าให้กระทบชีวิตปชช. “สว.พิสิษฐ์” ชี้ฝ่ายค้านปลุกม็อบ ไม่มีผลต่อการตัดสินใจของ กกต. สภาถกงบฯ 70 ทิ้งทวน “ฝ่ายค้าน”สส.ปชน.รุมถล่ม‘งบมหาดไทย’จวกปค.ซื้อซอฟต์แวร์ตรวจข้อมูลมือถือ100ล้าน ส่อไม่โปร่งใส- จัดซื้อเสื้อเกราะตัวละ4.6หมื่นสเปกเดียวกับกอ.รมน.แพงกว่า1.5หมื่น อัด“เสาไฟโซลาร์เซลล์”แพงเว่อร์10เท่า รวมถึงจัดซื้อเก้าอี้สเปกเดียวกันสุดแพง เปิดช่องล็อคสเปกขณะที่”สุชาติ”เพื่อไทย ค้านรัฐบาลใช้เงิน 1.55 หมื่นล้านบาท ซื้อประกันภัยพิบัติ ห่วงมีผลประโยชน์ทับซ้อน“หมอวรงค์”อัดงบเยียวยาภัยพิบัติ ซัดรัฐบาลทำประกันภัยพิบัติ1.55หมื่นล้านเบี้ยสูง20%แพงสุดในโลก หวั่นมีคนหวังคอมมิชชั่น
จากกรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า”วันอาทิตย์ 13ก.ย.ก่อนที่ กกต.มีมติคดีโกง สว.ชวนทุกคนร่วมเดิน 11กม.กดดัน กกต.จากหน้า iLaw10โมง ถึงหอศิลป์ฯ ช่วงเย็นครับ”
เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชี พรรคภูมิใจไทย(ภท.)โพสต์ข้อความว่า หัวหน้าพรรคการเมืองควรทำเช่นนี้หรือ วิพากษ์วิจารณ์ กกต.ทำได้ เรียกร้องให้ทำงานโปร่งใส-ทำได้ ชุมนุมโดยสงบ-เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่การที่หัวหน้าพรรคการเมืองและผู้นำฝ่ายค้าน เชิญชวนประชาชนเดิน กดดัน กกต.ก่อนพิจารณาคดี สว.เป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามว่า เหมาะสมกับสถานะและความรับผิดชอบของหัวหน้าพรรคการเมืองหรือไม่ โดยเฉพาะหากเป้าหมายไม่ใช่เพียงเรียกร้องให้ กกต.ทำหน้าที่ แต่ต้องการให้ผลการพิจารณาออกมาในทิศทางที่กำหนดล่วงหน้าตรวจสอบองค์กรอิสระได้ แต่ไม่ควรใช้มวลชนกดดันคำวินิจฉัย เพราะคดีต้องตัดสินด้วย กฎหมายและพยานหลักฐาน ไม่ใช่ด้วย กระแสมวลชนหรือแรงกดดันทางการเมือง ยิ่งเป็นหัวหน้าพรรค ยิ่งต้องเคารพหลักนิติรัฐ
‘สิริพงศ์’ซัดฝ่ายค้านกดดันต่อเนื่อง
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคมให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เชิญชวนประชาชนมาร่วมเดินขบวนในวันอาทิตย์ที่ 13ก.ย.เป็นการกดดันคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ในคดีฮั้ว สว.หรือไม่ว่าประเด็นนี้ตนคิดว่าสังคมต้องทำความเข้าใจ วันนี้เราถูกกล่าวหาว่ามีกระบวนการต่างๆ เกี่ยวกับ สว.ตนจึงอยากเชิญชวนให้ประชาชนทำความเข้าใจว่าถ้าวันนี้การดำเนินการของ กกต.ไม่ว่าจะอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าผลออกมาเป็นที่ไม่พอใจของฝ่ายตรงกันข้าม เขาก็จะบอกว่าเป็นเพราะ กกต.ได้รับความกดดันจากรัฐบาล นี่คือคำพูดที่เรามักได้ยินอยู่เป็นประจำ แต่ขณะเดียวกัน วันนี้ฝ่ายค้านทำให้เห็นเลยว่ากำลังกดดัน กกต.โดยการเชิญคนออกมาเดินบนท้องถนน ก่อนหน้านี้ก็มีการทำลักษณะนี้คือ การไปออกกำลังกายที่หน้าสำนักงาน กกต.ซึ่งประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จก็แล้วแต่ ซึ่งเขาบอกว่านี่เป็นการกดดัน กกต.
เตือนลงถนนอย่าทำปชช.เดือดร้อน
นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ความพยายามในการกดดัน กกต.ของฝ่ายค้านมีการทำมาอย่างต่อเนื่อง วันนี้ฝ่ายค้านไม่ได้ทำเพียงลำพัง แต่ทำกับเครือข่ายของฝ่ายค้านด้วย ซึ่งการทำในครั้งนั้น อย่างการไปออกกำลังกายหน้าสำนักงาน กกต.อาจจะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง แต่การดำเนินการใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากก็ต้องขอความกรุณา เช่น การที่จะชุมนุมในสถานที่สาธารณะ ไม่ได้รบกวนต่อการสัญจรของประชาชนก็อาจจะทำได้ แต่การที่จะไปปิดถนนหรือเดินขบวนเป็นระยะทางไกลๆ ใช้เวลานานๆ อาจจะกระทบต่อชีวิตของประชาชนก็ต้องขอฝากด้วย ดังนั้น จึงอยากขอว่าความพยายามในการกดดัน กกต.ครั้งนี้ ถ้าผลไม่ออกมาเป็นอย่างที่เขาคาดไว้แล้วมันจะเป็นอย่างไร หรือถ้าผลออกมาเป็นไปอย่างที่เขาคาดหวัง ผลที่ตามมาใครได้ประโยชน์ สมมุติกลุ่ม สว.ต่างๆ ถูกดำเนินคดี ถูกให้ออกไป แล้วใครได้ประโยชน์ คนที่ได้ประโยชน์ย่อมเป็นกลุ่ม สว.สำรอง ซึ่งเป็นพวกของใคร ตรงนี้ขอชวนให้ทุกคนได้คิดว่า สิ่งที่พูดไปทั้งหมดนี้ ตรงไปตรงมาหรือไม่
เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่ผู้นำฝ่ายค้านนำขบวนเชิญชวนประชาชนมาร่วมในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย.นี้ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าในการสื่อสารกับประชาชนเขาอาจจะบอกได้ว่าเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ถ้าสำหรับคนที่ติดตามการเมืองมาย่อมรู้คำตอบอยู่แล้วว่า ในการดำเนินการหวังมาซึ่งสิ่งใด
‘พิสิษฐ์’เชื่อปลุกกดดัน’กกต.’ไม่ได้
ขณะที่นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว.ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) แถลงถึงการประชุมในสัปดาห์หน้าตรงกับวันที่ กกต.จะพิจารณาคดีฮั้วสว.ทั้ง 138คน มั่นใจหรือไม่ว่า จะยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ว่าเราไม่ทราบว่าทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประกาศอย่างไร และจะมีผลอย่างไร ขึ้นอยู่กับประเด็นหลัก คือเมื่อกกต.ประกาศรายชื่อแล้วทั้งหมดต้องส่งไปยังศาลฎีกา หากศาลฎีการับก็จะถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยตามกฎหมายอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า ในการประชุมกิจการวุฒิสภาได้มีการพูดถึงเรื่องนี้หรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ไม่มี เพราะยังไม่ได้มีการดำเนินการอะไร เรายังไม่ทราบถึงจำนวนที่ชัดเจนแน่นอน เมื่อถามว่า ส่วนตัวได้มีการประเมินว่าการเคลื่อนไหวบนเวทีฝ่ายค้านจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของกกต.หรือไม่นั้น ส่วนตัวคิดว่าไม่น่ามีผลให้กกต.ตัดสินใจไปตามกระบวนการของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะกกต. คงมีหลักการและกฎเกณฑ์ เหตุผล ที่จะปฏิบัติหน้าที่รวมถึงกรอบกฎหมายในการพิจารณาในความผิดต่างๆ ของแต่ละบุคคล
จี้‘โสภณ’ชงศาลไต่สวน’ศักดิ์สยาม‘
เวลา10.20น.ที่รัฐสภา นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) พร้อมคณะ เข้ายื่นหนังสือถึง นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ผ่าน พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา โดย นายพิชิต กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาส่งคำร้องของ คปท.ที่ยื่นให้ผู้นำฝ่ายค้านและสว.ร่วมกันลงชื่อ เพื่อส่งผลคำวินิจฉัยของปปช.กรณี นายศักดิ์ สยามชิดชอบ ซึ่งตรงข้ามกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน การใช้สิทธิ์สมาชิกรัฐสภาร่วมกันลงชื่อเป็นเจตจำนงของรัฐธรรมนูญที่ให้สมาชิกรัฐสภาเข้ามาตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระ เช่น ปปช.ซึ่งสส.และสว.ได้ลงชื่อเรียบร้อยแล้วและได้ยื่นต่อประธานรัฐสภา ซึ่งหน้าที่ของประธานรัฐสภาคือ การตรวจสอบว่า ลงชื่อครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ ก่อนจะส่งไปยังประธานศาลฎีกาในการตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาตรวจสอบ แต่ประธานรัฐสภากลับไปตั้งกรรมการชุดพิเศษเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง การกระทำแบบนี้เท่ากับทำตัวเป็นผู้พิพากษาเสียเองโดย คปท.เห็นว่า การตั้งกรรมการของประธานรัฐสภาเป็นการถ่วงเวลา ทำลายเจตนารมย์รัฐธรรมนูญที่ให้รัฐสภาตรวจสอบองค์กรอิสระ
สภาถกงบปี 70วาระ2-3ถล่มทิ้งทวน
เมื่อเวลา 10.00น.วันที่ 9 ก.ย.ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2570 วงเงิน 3.78ล้านล้านบาท วาระ2-3 ต่อเนื่องเป็นวันที่สาม มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม เริ่มต้นพิจารณา มาตรา20 กระทรวงมหาดไทยวงเงิน 226,929ล้านบาท
ปชน.ซัดซื้อซอฟต์แวร์100ล.ไม่โปร่งใส
โดย สส.พรรคฝ่ายค้าน ได้ลุกอภิปรายกันเป็นส่วนใหญ่ น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กทม. พรรคประชาชนอภิปรายว่าขอเสนอตัดงบโครงการจัดหาระบบวิเคราะห์และสำเนาข้อมูลโทรศัพท์มือถือ เพื่อการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัล วงเงิน 100 ล้านบาท ของกรมการปกครอง เป็นโครงการสำหรับดึงและตรวจข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือเพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐานแต่ไม่สามารถชี้แจงได้ว่า ซอฟต์แวร์ ที่จะซื้อคือผลิตภัณฑ์อะไรแต่กำหนดราคากลางมาแล้ว 100ล้านบาท โดยไปสืบราคาจาก 2บริษัท โดยบริษัทแรกมีรายได้ 0 บาท ที่แจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและบริษัทที่สองมีรายได้ 480,000 บาท ทั้งที่โครงการมีวงเงิน 100 ล้านบาท ช่วงนี้คำว่า“ฮั้ว”เป็นคำที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของคนบางกลุ่มจึงต้องชี้แจงให้ได้อย่างโปร่งใส
ชี้จัดซื้อซ้ำซ้อนกับตำรวจที่มีระบบอยู่แล้ว
ขณะที่เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลทางโทรศัพท์ที่ระบุว่าข้อมูลต้องถูกส่งไปให้ผู้บริการภายนอกประเทศช่วยประมวลผลจึงเป็นห่วงการเข้าถึงข้อมูล เพราะช่วงที่ผ่านมากรมการปกครองมีกระแสข่าวว่ามีข้อมูลหลุด รวมถึงเรื่องความซ้ำซ้อนการทำงาน เพราะปัจจุบันตำรวจและหน่วยงานพิสูจน์หลักฐานมีการตรวจข้อมูลจากโทรศัพท์อยู่แล้ว เหตุใดกรมการปกครองต้องซื้อระบบของตัวเองอีก 100 ล้านบาท งานที่กรมการปกครองทำ มีอะไรที่ระบบของตำรวจทำไม่ได้ หากต่างคนต่างซื้อ คนที่จ่ายเงินคือประชาชน
แฉปค.ซื้อเสื้อเกราะตัวละ4.6หมื่น
น.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนอภิปรายมาตรา20กระทรวงมหาดไทยว่าปีนี้กรมการปกครอง ของบเพื่อขอซื้อเสื้อเกราะกันกระสุนจำนวน 14,814 ตัว วงเงิน 482.8 ล้านบาท ประกอบด้วย เสื้อเกราะสำหรับกองบัญชาการกองรักษาการดินแดนจำนวน 4,977 ตัว ราคาตัวละ 46,000บาท วงเงิน 228.9 ล้านบาท สำหรับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านอีก1,200 ตัว ราคาตัวละ 46,000 บาท วงเงิน 55.2ล้านบาทและเสื้อคออ่อนระดับ3Aอีก 8,637 ตัวราคาตัวละ 23,000 บาท วงเงิน 198.6 ล้านบาท
ชี้สเปกเดียวกอ.รมน.แพงกว่า1.5หมื่น
น.ท.กิตติพงษ์ ยืนยันว่าไม่ได้ติดขัดในการจัดหาเสื้อเกราะให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง แต่สิ่งที่ติดใจคือ ราคาและที่มาของราคา เพราะเสื้อเกราะที่กรมการปกครองซื้อราคาตัวละ46,000บาท ขณะที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.)ซื้อเสื้อเกาะสเปกเดียวกันราคาตัวละ31,000บาท ส่วนต่าง 15,000 บาท ถ้าใช้เงิน 93,000 บาท กรมการปกครองจะซื้อได้เพียง 2 ตัว ขณะที่ กอ.รมน.ซื้อได้ถึง 3 ตัว ถ้าสเปกเหมือนกันจริง คำถามคือ ทำไมประชาชนต้องจ่ายแพงกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะการซื้อเสื้อเกราะ แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในการพิจารณางบประมาณแต่ละปี ที่สินค้าประเภทเดียวกันบางครั้งตราอักษรและสเปกเดียวกัน
“โครงการนี้ยังสะท้อนปัญหาคือคุณภาพใบเสนอราคา จากข้อมูลที่ได้รับในการพิจารณางบประมาณหนึ่งในบริษัทที่ทางหน่วยงานไปสืบราคามาประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการขายเสื้อนักเรียน แต่เสนอใบเสนอราคามาเป็นขายเสื้อเกราะและบริษัทนี้รายได้ทั้งปีรวมกันเพียง12,000 บาทแต่เสื้อเกราะ1 ตัว ราคาตัวละ 46,000บาทหมายความว่าเสื้อเกราะเพียง1 ตัวมีมูลค่าสูงกว่ารายได้ของบริษัททั้งปี”น.ท.กิตติพงษ์ กล่าว
อัดมท.ซื้อเก้าอี้สเปกเดียวกันสุดแพง
นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สส.กทม.พรรคประชาชนอภิปรายว่าสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รับงบ 4,356ล้านบาท จากการตรวจสอบในโครงการจัดซื้อเก้าอี้ใน 11 จังหวัด รวม 1,041 ตัว มีวงเงิน 6 ล้านบาท แต่พบว่าในสถานที่เดียวกัน ครุภัณฑ์แบบเดียวกัน แต่ราคาแตกต่างกัน เช่น ที่ จังหวัดลำพูน จัดซื้อ 205 ตัว แบ่งใช้ 2 ห้อง คือ ห้องปฏิบัติการ 46 ตัว ราคาตัวละ 12,000 บาท และห้องประชุมจามเทวี 80 ตัว ราคาตัวละ 19,500 บาท หรือ จังหวัดแพร่ เพื่อใช้ที่ศาลากลางจังหวัดแห่งใหม่ แบ่งใช้ 2 ห้อง คือห้องจดหมายเหตุ เก้าอี้แบบประธานทั้งหมด 3 ตัว ตัวละ 6,600 บาท และห้องเวียงโกศัย ซื้อเก้าอี้แบบเดียวกัน ราคาตัวละ 5,000 บาท ยังมีการจัดซื้อเก้าอี้แบบทั่วไป ห้องจดหมายเหตุ ซื้อตัวละ 3,000 บาท ทั้งหมด 164 ตัว แต่ห้องเวียงโกศัย ซื้อ 64 ตัว ราคา 2,270 บาท
จังหวัดอ่างทอง จัดซื้อแบ่งเป็น 3ห้อง คือ ห้องป่าโมก ซื้อ 4,000 บาท ห้องโพธิ์ทอง ซื้อ 4,500 บาท และ ห้องสามโก้ ซื้อ 3,800 บาท ส่วนเก้าอี้แบบทั่วไป ห้องป่าโมกซื้อ 2,800 บาท ห้องโพธิ์ทองซื้อ 2,900 บาท ห้องสามโก้ซื้อ 2,600 บาท การจัดซื้อเกิดขึ้นในศาลากลางจังหวัดเดียวกัน แต่ทำไมถึงจัดซื้อในราคาที่ต่างกัน หากนับเฉพาะโครงการที่ตนยกตัวอย่างมา จัดซื้อด้วยราคาที่ถูกสุดเหมือนกัน จะลดงบประมาณได้ถึง 740,000 บาท
แฉเสาไฟโซลาร์เซลล์แพงเว่อร์10เท่า
ขณะที่ นายอิทธิพล ชลธารศิริ สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน อภิปรายถึงโครงการเสาไฟโซลาร์เซลล์ ผ่านบัญชีนวัตกรรมไทย ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ พบว่ามีราคาแพงผิดปกติ 4-10 เท่า ของราคาที่จัดซื้อ เปิดช่องการล็อกสเปกอย่างถูกกฎหมายโดยอปท.หลายแห่งตั้งโครงการจัดซื้อเสาไฟโซลาร์เซลล์ ตามบัญชีนวัตกรรมไทย ราคาต้นละ 6-7หมื่นบาท เทียบกับราคาที่อปท.เคยจัดซื้อเองตามปกติ อยู่ที่ 6,900 -16,500บาทต่อต้น
“ต้นตอปัญหาไม่ได้อยู่ที่เสาไฟ แต่อยู่ที่กลไกบัญชีนวัตกรรมไทยที่เปิดช่องให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อจัดจ้างสินค้าในราคาที่ตั้งไว้ล่วงหน้า ไม่มีการแข่งขัน ซึ่ง วิธีการฮั้วตามบัญชีนวัตกรรมไทยคือ เซลล์จะนำสินค้าไปเสนอนายกอบต. เซลล์บางรายไปถ่ายรูปคู่นายกอบต.เป็นหลักฐานว่า จองสินค้าไว้แล้ว รายอื่นห้ามเข้ามา จากนั้นจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง ไม่ต้องแข่งขันราคา จบที่ราคาเต็มเพดาน ตามราคานวัตกรรม ล็อกสเปกกันสบายๆ ส่วนต่าง4-10 เท่า ทั้งนี้ ป.ป.ช.เคยเตือนตั้งแต่ปี2567ว่า เป็นช่องว่างทางกฎหมายนำไปสู่ตลาดผู้ขายผูกขาด การทุจริตเชิงนโยบาย เอื้อประโยชน์ผู้ขาย ขณะที่สตง.ก็เคยตรวจสอบเสาไฟโซลาร์เซลล์ท้องถิ่น ตามบัญชีนวัตกรรมไทย พบว่ามีราคาแพงเกินจริง” นายอิทธิพล อภิปราย
‘สุชาติ’ขอโยกงบมท.10%ให้‘ปภ.’
เวลา10.30น. นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายขอปรับลดงบประมาณกระทรวงมหาดไทย ลง 10%เป็นเงิน 2.3 หมื่นล้านบาท โดยให้ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ลดรายจ่ายซ้ำซ้อน รายจ่ายโครงการที่ไม่มีผลต่อประชาชนเพื่อนำไปจัดสรรให้กับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่ใช้เงินเพื่อบรรเทาสาธารณภัย ต่อปี 3-4 หมื่นล้านบาท
ค้านใช้เงินหมื่นล.ซื้อประกันภัยพิบัติ
นายสุชาติ ยังอภิปรายว่าตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง กรณีที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติแนวทางใช้งบ 1.55หมื่นล้านบาท เพื่อซื้อประกันภัยจากบริษัทเอกชน เพราะการบรรเทาสาธารณภัย เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล ทั้งนี้มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นเช่นตอนโควิด ที่มีโครงการประกันภัยโควิด ตรวจพบจ่าย จบ ซึ่งบริษัทประกันภัยเจ๊งไป 4 บริษัท ติดหนี้ประชาชน 4.2หมื่นล้านบาท ในที่สุดสมาคมประกันภัยและรัฐบาลต้องช่วยเหลือ
“ไม่มีบริษัทประกันภัยใดใหญ่พอที่จะประกันครัวเรือนมากถึง 30 ล้านครัวเรือนและภัยพิบัติขนาดใหญ่ เช่นน้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือภัยที่กระทบกับประชาชนจำนวนมาก เป็นความเสี่ยงที่เกิดพร้อมกัน ไม่มีบริษัทประกันภัยไหนทำได้ ทั้งนี้ บริษัทเอกชนมีข้อจำกัด หากเกิดความเสียหายหลายหมื่นล้านบาทหรือหลายแสนล้านบาท รัฐบาลต้องรับผิดชอบซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ประกันสาธารณภัยที่ใหญ่ที่สุด ไม่มีความจำเป็นให้บริษัทรายเล็กใดๆ รับผิดชอบ เพราะเชื่อว่าจะรับผิดชอบไม่ได้”นายสุชาติ ย้ำ
นายสุชาติ อภิปรายอีกว่าหากรัฐจ่ายเงินปีละ1.55หมื่นล้านบาท เงินจะไหลออกจากภาครัฐไม่ว่าภัยพิบัติจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่หากรัฐนำเงินไปตั้งกองทุนสำรองบรรเทาสาธารณภัย ในเวลา 10 ปีจะได้เงิน 1.55แสนล้านบาท หากมีภัยบางปีใช้เงิน 3-4 หมื่นล้านบาท สามารถรองรับได้ ทั้งนี้ เงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของประชาชน แต่หากจ่ายค่าประกันภัยเท่ากับจ่ายให้กับเอกชนในสิ่งที่คาดหวัง ตรวจสอบ นับไม่ได้ นอกจากนั้นการซื้อประกันภัยในวงเงิน 1.55หมื่นล้านบาท ถือว่ามากแบบไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย ต้องเกี่ยวข้องกับการคัดเลือกบริษัทกำหนดเงื่อนไขกรมธรรม์ ประเมินความเสี่ยง อาจมีนายหน้าประกันภัยเกี่ยวข้อง
หวั่นมีผลประโยชน์ทับซ้อน
“นายหน้าประกันภัยจ่ายเปอร์เซ็นต์เยอะสำหรับคนที่คิดว่าจะเป็นผู้เลือกบางครั้งจ่ายเป็นพันล้านบาทจึงกังวลว่าจะเกิดต้นทุนค่านายหน้า มีผลประโยชน์ทับซ้อน ความเสี่ยงใช้ดุลยพินิจ เรื่องนี้ต้องการความโปร่งใสมาก และที่สำคัญ กรมธรรม์มีเงื่อนไขมากมีข้อยกเว้น ถึงเวลาเงินคุ้มกันไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เช่น กำหนดน้ำท่วม 3 วัน แต่น้ำท่วมแค่ 2 วันประกันไม่จ่ายให้ และมีข้อผิดพลาดจนรัฐบาลอยู่ไม่ได้ แต่ประชาชนยังต้องการความช่วยเหลือ”นายสุชาติ อภิปรายและว่าหากรัฐบาลต้องการบริหารความเสี่ยงควรตั้งระบบเงินสำรองภัยพิบัติของรัฐบาลให้โปร่งใส หลักเกณฑ์ชัดเจนภายใต้การตรวจสอบของสภา เงินที่ไม่ใช้ปีนี้สะสมไปใช้ได้ ตนขอให้รัฐบาลทบทวนซื้อประกันภัยสาธารณะเพราะผู้รับประกันความปลอดภัยของประชาชนที่มีหน้าที่โดยตรง คือ รัฐบาล
“วรงค์”ถล่มงบเยียวยาภัยพิบัติปภ.
เวลา 11.07น.นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี อภิปรายในส่วนมาตรา20 กระทรวงมหาดไทย โดยขอตัดงบประมาณ 10%เน้นสื่อสารไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)พร้อมระบุว่าความรู้สึกของประชาชน ไม่ได้ต้องการการเยียวยา แต่ต้องการไม่ให้เกิดภัยพิบัติดังนั้นภารกิจสำคัญของปภ.คือการป้องกันภัยพิบัติ สิ่งสำคัญที่ตนอยากสื่อสาร คือ ข้อมูลความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติ ฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายราชการต้องการทำเพราะข้อมูลที่ผ่านมาไม่ถูกต้องอาทิเช่นที่นายกฯเคยระบุว่าเราเสียค่าเยียวยาปีละ4 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อมาดูเอกสารจริง ตัวเลขดังกล่าวเป็นการรวมทั้งหมด 4 ปี เมื่อเฉลี่ยออกมาเหลือเพียงปีละ 9,877ล้านบาท แต่การที่นายกรัฐมนตรีออกมาตรการทำประกันภัยพิบัติวงเงิน 15,500ล้านบาท ตนมองว่าไม่สมเหตุสมผล และไม่แฟร์กับประชาชน เพราะเป็นการอ้างอิงจากตัวเลขของปี 2569 ปีเดียว
ซัดรัฐจ่ายเบี้ยสูง20%แพงสุดในโลก
นพ.วรงค์อภิปรายว่าตามหลักวิชาการในเรื่องสัดส่วนเบี้ยประกันต่อทุนประกัน วงเงิน15,500ล้านบาท สัดส่วนทุนประกันอยู่ที่ 75,000 ล้านบาท คิดเป็น 20%เท่ากับว่าภัยพิบัติใหญ่ของประเทศเฉลี่ยจะเกิด 5 ปีต่อ 1ครั้ง ต้องถามว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ นอกจากนี้ค่าเฉลี่ยของทั่วโลก การทำประกันภัยพิบัติในแต่ละประเทศรวมถึงธนาคารโลก มีค่าเฉลี่ยสัดส่วนทุนประกันอยู่ที่ 4-8% แต่รัฐบาลชุดนี้ปล่อยงบออกไป 20%ถือว่าแพงที่สุดในโลก ประเด็น คือ ไม่ควรนำภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในแต่ละปีมาคิดคำนวณ
หวั่นมีคนหวังฟันค่าคอมมิชชั่น
นพ.วรงค์ เสนอว่า รัฐบาลควรทำตามมาตรฐานของหลายประเทศทั่วโลก โดยยกตัวอย่างว่าหากวงเงินประกัน 15,500 ล้านบาทเก็บเข้ากองทุน 5 พันล้านบาท ก็ทำประกันกับบริษัทประกันจะกี่บริษัทก็ได้หากเกิดความเสียหายในวงเงิน 1 หมื่นกว่าล้าน ก็ใช้เงินกองทุนดูแลได้ หลังจากนั้นค่อยให้บริษัทประกันต่างประเทศเข้ามาดูแล ดังนั้น หากยังเดินหน้าในรูปแบบเดิม ก็เท่ากับเอาภาษีประชาชนไปเสียเปรียบ และประชาชนจะมองว่า มีคนบางกลุ่มต้องการคอมมิชชั่นจากการทำประกัน
‘สาทิตย์’ฉะกมธ.ไม่ซัดสถ.โกงสอบ
ต่อมา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในมาตรา 20 งบประมาณกระทรวงมหาดไทยโดยตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570ว่าเหตุใดจึงมุ่งปรับลดงบฯ เพียงแค่รายการครุภัณฑ์ทั่วไป แต่ละเลยการตรวจสอบกรณีการทุจริตและโกงสอบท้องถิ่นครั้งมโหฬารของกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น(สถ.)ที่มีการทุจริต
เปิด3ปมชำแหละโกงสอบท้องถิ่น
โดยแบ่งออกเป็น 3 ข้อหลัก คือ 1.งบฯระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ 277ล้านบาทที่กรม สถ.ขอตั้งงบฯไซเบอร์ และการปกป้องระบบไว้สูง แต่ในปี 2569กลับมีการแฮกข้อมูลและเข้าไปแก้ไขไฟล์ดิจิทัลเกี่ยวกับการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นมากถึง115ครั้ง ที่กมธ.ไม่ได้ซักถามหรือประเมินประสิทธิภาพในส่วนนี้เลย 2.เหตุใดจึงตั้งงบฯเบี้ยประชุมบอร์ดกลางและอนุกรรมการตรวจสอบไว้เกือบ100 ล้านบาท แต่กลับไม่มีการตรวจสอบย้อนหลังว่าในปีที่มีการโกงสอบเข้าเกิดขึ้น มีการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมไปกี่ครั้ง และรัฐบาลเรียกคืนงบเบี้ยประชุมที่จ่ายให้กับชุดที่เกิดการทุจริตหรือไม่ อย่างไร
ซุกเงินค่าสมัครสอบทั่วปท.กว่า175ล้าน
3. คดีโกงสอบ สถ.ที่มีผู้สมัครสอบสูงถึง 438,277ราย กรมสถ.จัดเก็บค่าธรรมเนียมคนละ 400 บาท เป็นเงินนอกงบประมาณกว่า 175.3ล้านบาท แม้จะมีการว่าจ้างมหาวิทยาลัยจัดสอบในวงเงิน 133 ล้านบาท แต่ยังมีเงินส่วนต่างเหลืออีกมหาศาล กลับไม่เคยนำมาแสดงไว้ในรายงานงบประมาณแผ่นดินอย่างเปิดเผย
“การโกงสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ถือเป็นการทำลายระบบคุณธรรมในระบบราชการไทยอย่างร้ายแรง ผมขอเรียกร้องให้กมธ.ลุกขึ้นชี้แจง และเสนอให้ต่อไปนี้ เงินค่าสมัครสอบใดๆและงบจัดสอบในส่วนของท้องถิ่นทั้งหมด ต้องนำกลับเข้ามาอยู่ในระบบเงินงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถตรวจสอบได้ หากกมธ.ไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้อย่าง น่าผิดหวังมาก” นายสาทิตย์ กล่าว
‘ชวน’กระตุกงบมท.อื้อฉาวโกงสอบ
ขณะที่นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายมาตรา20งบกระทรวงมหาดไทยว่ากระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงหลักในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชน รับจัดสรรงบฯปี 2570 เป็นวงเงินกว่า 2.27 แสนล้านบาท ปัจจุบันมีข่าวอื้อฉาวเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่น ตนเป็นผู้แทนราษฎรมานานได้เห็นผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งคนดี ซื่อสัตย์สุจริต และคนที่ใช้ไม่ได้ย้ายไปไหน ก็หอบเอาทรัพย์สินราชการไป
ห่วงการเมืองแทรกแซงโยกย้ายขรก.
“สิ่งน่าห่วงที่สุดในยุครัฐบาลปัจจุบันคือการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่ถูกแทรกแซงโดยนักการเมืองจนอดีตผู้ว่าฯปัตตานีจากพรรคภูมิใจไทย ต้องออกมาแฉเองว่าการแต่งตั้งโยกย้ายในยุคนี้มีปัญหา มีการนำข้าราชการอาวุโสน้อยย้ายข้ามหัวข้าราชการที่ตั้งใจทำงาน ทำให้ข้าราชการที่ดีหมดกำลังใจ และทำลายระบบราชการแผ่นดินอย่างสิ้นเชิง การตั้งคนที่เป็นเพียงตัวแทนผลประโยชน์ทางการเมือง ประเทศไม่ได้อะไรเลย ได้แค่พรรคการเมืองเท่านั้น แต่ถ้าตั้งคนดีเข้าไป งบประมาณที่กมธ.ตรากตรำทำงานหนักมาตลอด2เดือนกว่าจึงจะมีประโยชน์และเกิดการบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนได้จริง”นายชวน ระบุ
เตือนกมธ.แก้ก่อนบ้านเมืองเสียหาย
นายชวนอภิปรายอีกว่า เคยทำหนังสือเปิดผนึกส่งถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 เพื่อขอให้กำชับข้าราชการวางตัวเป็นกลาง และสั่งการปราบปรามการซื้อเสียงที่ระบาดหนักทั่วประเทศโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดตรัง บ้านเกิดของบิดาปลัดกระทรวงมหาดไทยแต่ปรากฏว่าไม่ประสบความสำเร็จ เพราะข้าราชการยุคนี้เกรงใจและเกรงกลัวนักการเมืองจนไม่กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง
“ผมไม่มีเวลามาก แต่ขอฝากเตือนกมธ.ว่าอย่าดูดาย หากเราปล่อยให้บ้านเมืองเป็นเช่นนี้ ไม่ใส่ใจเรื่องตัวบุคคลที่เข้ามาบริหาร มุ่งดูแค่ตัวเลขงบประมาณว่าจัดสรรสำเร็จแล้ว ประเทศจะไปต่อไม่ได้จึงขอฝากข้อคิดให้ กมธ.ช่วยกันหาแนวทางแก้ไข เพื่อไม่ให้ระบบราชการและบ้านเมืองเสียหายไปมากกว่านี้”นายชวน อภิปรายย้ำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก ส.ส.ฝ่ายค้านที่สงวนคำแปรญัตติงบกระรวงมหาดไทยได้อภิปรายกันอย่างเต็มที่ซึ่งใช้เวลาอภิปรายนานกว่า 6 ชั่วโมง ก่อนที่ประชุมลงมติเห็นชอบตามกมธ.แก้ไข จากนั้นเวลา 15.23 น. ที่ประชุมได้เริ่มเข้าสู่การพิจารณาในมาตรา 21 งบประมาณกระทรวงยุติธรรม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

