เปิด 3 แนวทางสางคดีฮั้ว สว. 67! "วัส ติงสมิตร" ชี้ช่อง กกต. ต้องแยกคดีเลือกตั้ง-อาญา-ยุบพรรคให้ชัดเจน

นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงทรรศนะถึงแนวทางการพิจารณาคดีทุจริตฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหาถึง 229 ราย โดยระบุว่าหากตนดำรงตำแหน่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะตัดสินคดีนี้บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เพื่อกอบกู้ศรัทธาของประชาชนและรักษาความโปร่งใส
พฤติการณ์ที่เข้าข่ายการทุจริต
นายวัส ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ซึ่งรวมถึง สว. ปัจจุบัน 136 คน (หักผู้ที่ถูกศาลเพิกถอนสิทธิไปแล้ว 2 คน) กรรมการบริหารพรรค และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง มีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 โดยสามารถแบ่งพฤติการณ์ออกเป็น 4 ลักษณะ ได้แก่
- การตั้งนอมินี การลงสมัครโดยไม่มีเจตนาเป็น สว. แต่ทำเพื่อรับผลประโยชน์แลกกับการโหวตตามโพย
- การจูงใจด้วยทรัพย์สิน การจัดหาเงิน ค่าเดินทาง หรือที่พัก เพื่อซื้อเสียงผู้สมัคร
- การแทรกแซงทางการเมือง การที่นักการเมืองหรือพรรคการเมืองเข้ามาจัดระบบช่วยเหลือผู้สมัคร
- การสมยอมคะแนน (Block Vote) การตกลงแลกเปลี่ยนคะแนนกันเองจนเกิดความผิดธรรมชาติ
เสนอหลักการพิจารณา 3 แนวทาง
เพื่อความถูกต้องตามหลักกฎหมาย นายวัสเสนอให้ กกต. แยกลักษณะคดีออกจากกันอย่างเด็ดขาด ดังนี้
- คดีเลือกตั้ง หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อ ศาลฎีกา โดยตรง ซึ่งจะส่งผลให้ สว. ที่ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และหากศาลตัดสินว่าผิดจริง สมาชิกภาพจะสิ้นสุดลง
- คดีอาญา ควรส่งสำนวนให้อัยการหรือพนักงานสอบสวนดำเนินการฟ้องต่อศาลอาญา เพื่อเอาผิดตามมาตรา 76, 77, 79 และ 81 ซึ่งมีทั้งโทษจำคุก สูงสุด 10 ปี โทษปรับ และการเพิกถอนสิทธิทางการเมืองสูงสุด 20 ปี
- คดียุบพรรค ไม่ควรนำมาพิจารณาปะปนกับคดีฮั้ว สว. หากนายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่ได้ตั้งเรื่องขึ้นมาตามขั้นตอน ก็ต้องแยกไปดำเนินการตามกฎหมายพรรคการเมืองต่างหาก
นายวัสเน้นย้ำในตอนท้ายว่า การตัดสินใจของ กกต. ในคดีนี้ ถือเป็นจุดวัดใจครั้งสำคัญที่จะสะท้อนถึงความรับผิดชอบขององค์กรอิสระ และเป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือของระบบการเลือกตั้งไทย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

