อนุทินพบโทนี่ แบลร์ ลุยหารือAI ร่วมยกระดับศก.ไทย

อนุทินพบโทนี่ แบลร์
ลุยหารือAI
ร่วมยกระดับศก.ไทย
ดึง‘TBI’ให้คำปรึกษา
กทม.สังชะลอดาต้าฯ
“อนุทิน” หารือ “โทนี่ แบลร์” ถกเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ ดึงประสบการณ์ TBI ร่วมยกระดับเศรษฐกิจไทย–ขีดความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ด้าน“ชัชชาติ” สั่งสแกน Data Center ทั่วกรุง ในอาคาร43 แห่ง-สแตนอโลน 6 แห่ง คุมเข้มเช็กลิสต์ 5 มาตรการความปลอดภัย สั่งชะลอโครงการใหม่ รอเกณฑ์ชัดเจนจากรัฐบาล
เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้การต้อนรับ เซอร์ โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร 3 สมัย และประธานบริหาร Tony Blair Institute for Global Change (TBI) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการยกระดับเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ตลอดจนหารือแนวทางนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของ TBI มาสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
นายอนุทิน ได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีที่เซอร์ โทนี แบลร์ เดินทางกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง พร้อมระบุว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ รัฐบาลมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยมุ่งไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงและเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI อุตสาหกรรมขั้นสูง และพลังงานสะอาด ควบคู่กับการปฏิรูปภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ คล่องตัว และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
“ประสบการณ์ของเซอร์ โทนี แบลร์ ทั้งจากการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร 3 สมัย และการทำงานของ TBI ร่วมกับรัฐบาลประเทศต่างๆ สามารถเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในช่วงของการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว โดยเฉพาะการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจเข้ากับเทคโนโลยี การลงทุน และการยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐ เพื่อสร้างการเติบโตและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” นายอนุทิน กล่าว
ทั้งนี้ TBI เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำหน้าที่เป็น พันธมิตรที่ปรึกษาเชิงปฏิบัติ ให้แก่รัฐบาลและผู้นำประเทศ โดยทำงานใกล้ชิดกับรัฐบาลหลายประเทศ ในด้านการกำหนดยุทธศาสตร์ การจัดทำและขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลจริง มีภารกิจสำคัญในการช่วยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการบริหารประเทศในยุค AI ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลไทยที่ต้องการให้นโยบายสำคัญสามารถแปลงไปสู่การปฏิบัติและสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอรับฟังมุมมองจากเซอร์ โทนี แบลร์ ถึงประเด็นที่ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสจากเศรษฐกิจยุคใหม่ รวมถึงแนวทางที่ TBI สามารถทำงานร่วมกับประเทศไทยในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรม AI เซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมขั้นสูง การนำ AI มาเพิ่มผลิตภาพและสร้างทักษะและรายได้ใหม่ให้ประชาชน ตลอดจนการยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐผ่าน e-Government และ AI Governance
นายอนุทิน กล่าวถึงการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ โดยไทยตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิกอย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2571 เพื่อยกระดับมาตรฐานของประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมรับฟังความคิดเห็นถึงแนวทางที่ TBI สามารถสนับสนุนไทย โดยเฉพาะด้านการเปลี่ยนผ่านสีเขียวและการเปลี่ยนผ่านด้าน AI และดิจิทัล และเสนอให้มีการหารือในระดับเจ้าหน้าที่ระหว่างผู้ประสานงานการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยกับทีมงาน TBI เพื่อกำหนดประเด็นความร่วมมือที่จะช่วยเร่งความคืบหน้าไปสู่เป้าหมายดังกล่าว
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการพัฒนา AI ว่า ความก้าวหน้าของ AI กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจึงต้องเร่งสร้างความพร้อมทั้งด้านกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน ทักษะแรงงาน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ขณะนี้ไทยกำลังทบทวนกฎระเบียบและหลักเกณฑ์สำหรับการลงทุน Data Center เพื่อให้การลงทุนในอนาคตสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ประเทศสูงสุด ควบคู่กับการดูแลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
ส่วนเรื่อง Data Center เซอร์ โทนี แบลร์ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการที่ไทยสามารถมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของข้อมูล และนำข้อมูลดังกล่าวไปต่อยอดพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์บริบทของไทยได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมและพัฒนาสตาร์ตอัปไทย โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการเยือนออสเตรเลียและการพบกับบริษัท Canva ซึ่งมีบุคลากรชาวไทยทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทย ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นพ้องกันว่า เทคโนโลยีและศักยภาพของบุคลากรไทยเป็นโอกาสสำคัญที่สามารถต่อยอดการพัฒนาได้อีกมาก
นอกจากนี้ เซอร์ โทนี แบลร์ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ ความท้าทายด้านพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทย โดยเห็นด้วยกับแนวทางที่ไทยกำลังดำเนินการ รวมถึง Solar Roof และมองว่า นอกเหนือจากการตอบโจทย์ด้านพลังงานแล้ว เทคโนโลยีด้านพลังงานยังสามารถนำมาใช้เป็นปัจจัยในการต่อรองทางการค้าระหว่างประเทศได้อีกด้วย โดยเซอร์ โทนี่ แบลร์ เห็นว่า ในบริบทที่โลกกำลังเผชิญความขัดแย้งและความไม่แน่นอน ประเทศไทยสามารถวางบทบาทของตนเองได้อย่างเหมาะสมในฐานะมิตรประเทศและส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของโลก
นายอนุทิน กล่าวว่า ประชาชนไทยมีทั้งศักยภาพและความต้องการในการพัฒนา AI ซึ่งเซอร์ โทนี่ แบลร์ เห็นพ้องด้วย และมองว่าเทคโนโลยีใหม่ ๆ กำลังเป็นสิ่งที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น โดยแม้แต่ภาครัฐเองก็จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อช่วยติดตามและบริหารจัดการข้อมูลต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ในตอนท้าย นายอนุทิน ขอบคุณเซอร์ โทนี แบลร์ สำหรับการแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ พร้อมย้ำว่า ไทยต้องการต่อยอดการหารือครั้งนี้จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการยกระดับเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนา AI และการเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงาน ตลอดจนการสนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD พร้อมเสนอให้กำหนดผู้ประสานงานระดับเจ้าหน้าที่เพื่อหารือในรายละเอียดและติดตามผลร่วมกับ TBI ต่อไป โดยเซอร์ โทนี แบลร์ ยินดีให้ข้อมูลและคำปรึกษาแก่รัฐบาลไทย เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนประเด็นความร่วมมือดังกล่าวต่อไป
เมื่อเวลา 09.30 น. เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการหารือระหว่าง นายอนุทิน กับเซอร์โทนี่ แบลร์ ที่เดินทางมาเข้าร่วมในการงาน Gastech Bangkok 2026 ว่า นายโทนี่ แบลร์ ได้เดินทางมายังประเทศไทย นายกรัฐมนตรีจึงใช้โอกาสนี้พบปะและหารือเป็นการส่วนตัว เพราะเป็นผู้นำองค์กรที่ให้คำปรึกษากับรัฐบาลหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจยุคใหม่ เรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยี ซึ่งประเด็นที่มีการหารือกันนั้นว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยพ้นจากประเทศเศรษฐกิจรายได้ปานกลาง โดยมีการพูดคุยกันถึงแผนยกระดับรายได้ รวมไปถึงธุรกิจดาต้าเซนเตอร์รวมถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการเข้าสู่สมาชิกโออีซีดี เนื่องจากประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี
นายเอกภพ กล่าวว่า เซอร์โทนี่แบลร์ ให้คำแนะนำว่า ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เป็นสิ่งที่น่าสนใจ หากมีการลงทุนประเทศไทยจะได้ชุดข้อมูลที่นำไปสู่การต่อยอด และคนไทยจะทีโอกาสสร้างแอปพลิเคชันและธุรกิจสตาร์ทอัพของตัวเอง ซึ่งเขาให้คำแนะนำได้ดี ซึ่งนายกฯระบุหลังจากนี้จะมีการพูดคุยกับนายโทนี่แบลร์ กันอีกเป็นระยะ จะมีการให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่องมีทีมที่จะให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเรื่องข้อมูล
วันเดียวกัน ที่ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า กทม.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล และนายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าการตรวจสอบ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
โดยนายชัชชาติ กล่าวว่า จากการสำรวจภาพรวมเบื้องต้นพบว่า พื้นที่กรุงเทพฯ มี Data Center แบ่งเป็นกลุ่มที่ตั้งอยู่ในอาคารทั่วไป เช่น อาคารสำนักงาน ธนาคาร และหน่วยงานราชการ รวม 43 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็กที่มีการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 2 เมกะวัตต์และเปิดดำเนินการมานานแล้ว ขณะที่อีกกลุ่มเป็น Stand Alone มีจำนวน 6 แห่ง ซึ่งเปิดดำเนินการแล้ว 3 แห่ง ส่วนอีก 3 แห่งยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งปัจจุบันชะลอการพิจารณาใบอนุญาตแล้ว ขณะที่การสะสมน้ำมันเชื้อเพลิงในกลุ่ม 43 แห่ง มี 31 แห่งที่ใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเล็ก จึงไม่ต้องขอใบอนุญาตสะสมน้ำมัน ส่วนอีก 12 แห่งมีการสะสมน้ำมันเกิน 15,000 ลิตร ซึ่งได้ขอใบอนุญาตอย่างถูกต้องจากกรมธุรกิจพลังงานแล้ว
สำหรับ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพฯ ไม่ได้มีลักษณะเป็น Hyper-scale ที่ใช้กำลังไฟสูงถึง 200–300 เมกะวัตต์เหมือนในต่างจังหวัด โดยปัจจุบันการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ในกรุงเทพฯ คิดเป็นไม่ถึงร้อยละ 3 ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของกรุงเทพฯ ส่วนการใช้น้ำประปายังอยู่ในระดับที่น้อยกว่าห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่
ทั้งนี้ กทม. มีอำนาจหน้าที่หลักในการกำกับดูแลผ่านการออกใบอนุญาตก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคาร กฎหมายผังเมือง และงานสาธารณสุข โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การประปานครหลวง (กปน.) กรมธุรกิจพลังงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อให้การควบคุมเป็นไปอย่างครอบคลุม
นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า พร้อมกันนี้ กทม. ได้จัดทำ Check-list ตรวจสอบอย่างเข้มงวด 5 ด้าน เพื่อลงพื้นที่สุ่มตรวจอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 1. มาตรฐานอาคาร ต้องมีใบรับรองมาตรฐานสากล 2. การใช้ทรัพยากร ทั้งการเก็บรักษาน้ำมัน การใช้น้ำและไฟฟ้า ต้องเป็นไปตามที่กรมธุรกิจพลังงาน การไฟฟ้านครหลวง และการประปานครหลวงกำหนด 3. ผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม ทั้งมลพิษทางน้ำ อากาศ ความเสี่ยงด้านสุขภาพ ผลกระทบด้านความร้อน และมลพิษทางเสียง 4.การป้องกันอัคคีภัย มีการตรวจสอบระบบดับเพลิงให้เป็นไปตามมาตรฐาน และ 5. การเตรียมความพร้อมและซ้อมอพยพหนีไฟ มีการจัดให้มีการซ้อมอพยพหนีไฟ
สำหรับรายละเอียดในการตรวจเช็กลิสต์นั้น จะครอบคลุมในทุกเรื่อง เพื่อดูแลประชาชนโดยรอบ อาทิ มีการสุ่มตรวจคุณภาพน้ำทิ้งเดือนละ 1 ครั้ง , ตรวจวัดค่าฝุ่น PM2.5 และ PM10 แบบ Real-time รวมถึงตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย Legionella ในไอน้ำจากคูลลิ่งทาวเวอร์ (Cooling Tower) ปีละ 2 ครั้ง นอกจากนี้ มีการวัดอุณหภูมิและความชื้นบริเวณจุดกำเนิดและชุมชนรอบข้างในรัศมี 500 เมตร โดยกำหนดให้ผลต่างอุณหภูมิในรอบ 24 ชั่วโมงต้องไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส
สำหรับการอนุมัติโครงการใหม่ กทม. ได้สั่งชะลอการพิจารณาใบอนุญาตไว้ก่อน เพื่อรอการกำหนดนิยามและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนจากคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์ นอกจากนี้ สำนักงานเขตในพื้นที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดตั้ง Data Center ทั้งหมดแล้ว ซึ่งยังไม่พบเหตุเดือดร้อนรำคาญ อย่างไรก็ตาม กทม. พร้อมเปิดรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผ่านระบบ Traffy Fondue ตลอด 24 ชั่วโมง
“กทม. ไม่ได้นิ่งนอนใจ เราพยายามดำเนินการทุกอย่างเต็มกำลังภายใต้กรอบอำนาจตามกฎหมายที่มี หากประชาชนพบปัญหาหรือได้รับผลกระทบ สามารถแจ้งเรื่องเข้ามาได้ทันที กทม. พร้อมเข้าไปดูแลและแก้ปัญหาให้ประชาชนในระหว่างรอรายละเอียดเกณฑ์ปฏิบัติเพิ่มเติม” นายชัชชาติ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

