วัส ติงสมิตร เจาะลึกบทเรียนฎีกา สู่การสะเทือนวงการการเมือง เมื่อดุลพินิจ กกต. ถูกท้าทายด้วยกฎหมายเหล็ก

20 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เจาะลึกบทเรียนจากฎีกา 3509/2549 สู่การสะเทือนวงการการเมือง: เมื่อดุลพินิจ กกต. ถูกท้าทายด้วยกฎหมายเหล็ก!
ในโลกของกระบวนการยุติธรรมและการเลือกตั้ง "ดุลพินิจ" ของเจ้าพนักงานและองค์กรอิสระถือเป็นดาบสองคมเสมอ ด้านหนึ่งคืออำนาจอิสระในการวินิจฉัยเพื่อความเป็นธรรม แต่อีกด้านหนึ่ง หากถูกใช้โดยปราศจากขอบเขต มันจะกลายเป็นการ "กระทำตามอำเภอใจ" ทันที!
วันนี้เราจะมาร่วมเจาะลึกและร้อยเรียงบทวิเคราะห์ทางกฎหมาย นำบรรทัดฐานดั่งเหล็กกล้าจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2549 มาจับชนกับประเด็นร้อนคดี "ฮั้วเลือก สว." และการลงมติของ กกต. เสียงข้างมาก เพื่อดูว่าในทางกฎหมายแล้ว ความผิดตาม มาตรา 69 แห่ง พ.ร.ป. กกต. พ.ศ. 2560 จะเอาผิดผู้ใช้อำนาจได้อย่างไร!
PART 1: ถอดรหัสฎีกา 3509/2549 – ดุลพินิจไม่ใช่ "อำนาจตามอำเภอใจ"
ย้อนกลับไปในคดีศาลฎีกาที่ 3509/2549 เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อสื่อหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ลงข่าวเป็นเท็จ ใส่ความข้าราชการตุลาการท่านหนึ่ง จนมีการร้องทุกข์ดำเนินคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา แต่ "พนักงานอัยการ" (จำเลย) ผู้มีหน้าที่สั่งคดี กลับสั่ง "ไม่ฟ้อง" โดยอ้างง่ายๆ ว่า ผู้ต้องหาไม่มีเจตนาหมิ่นประมาท
ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานสำคัญระดับตำนานไว้ดังนี้:
1) อิสระต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตกฎหมาย: แม้เจ้าพนักงานจะมีอิสระในการสั่งคดี แต่ความมีอิสระนั้นต้องอยู่ภายใต้ "ขอบเขตของความชอบด้วยกฎหมาย" ซึ่งหมายถึงการใช้ดุลพินิจบนรากฐานของความสมเหตุสมผลที่วิญญูชนทั่วไปยอมรับได้ หากกระทำตามอำเภอใจหรือบิดผันอำนาจ ย่อมถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
2) เกณฑ์วินิจฉัยในชั้นไต่สวน/สั่งคดี: หน้าที่ของอัยการ (หรือองค์กรไต่สวนอย่าง กกต.) ไม่ใช่การนั่งเป็นศาลพิพากษาว่าใครผิดหรือบริสุทธิ์ แต่มีเกณฑ์เพียงว่า "มีเหตุผลอันสมควรเพียงพอที่จะนำตัวผู้ถูกกล่าวหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม (ศาล) หรือไม่"
3) การด่วนตัดสิทธิชี้ขาด: การที่พยานหลักฐานเบื้องต้นชัดเจนว่าข่าวนั้นเป็นเท็จและส่งผลเสียหายร้ายแรง แต่อัยการกลับด่วนวินิจฉัยดุจศาลพิพากษาเสียเองว่าขาดเจตนา ถือเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของผู้สุจริต และเป็นการกระทำเพื่อช่วยผู้ต้องหาให้พ้นโทษ!
PART 2: ปรากฏการณ์ "ฮั้วเลือก สว." และรอยแผลในมติ กกต. เสียงข้างมาก
สืบเนื่องจากการแถลงผลการไต่สวนคดีฮั้วเลือก สว. โดย กกต. มีมติส่งศาลและดำเนินคดีอาญาบุคคลรวม 77 ราย แต่กลับ "ยกคำร้อง" ข้อกล่าวหาในส่วนของกรรมการบริหารพรรค สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคการเมืองใหญ่ รวมทั้ง สว. อีก 100 กว่าคน
ทว่า เบื้องหลังมติดังกล่าว นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ (กกต. เสียงข้างน้อย) ได้ออกมาแฉข้อเท็จจริงสุดสะเทือนใจวงการยุติธรรม ดังนี้:
มองช้างต้องมองทั้งตัว: พยานหลักฐานการฮั้วเกิดขึ้นกระจายทั่วประเทศ ทั้งโพยฮั้ว 12 โพยที่จับได้คาหนังคาเขาร่วมกับกล้องวงจรปิด, พยานบุคคล, พยานนิติวิทยาศาสตร์ เช่น เบอร์โทรศัพท์เชื่อมโยงถึง กก.บห. และ สส.
นัดประชุมลับสอดคล้องกัน: มีพยานระบุตรงกันเรื่องการนัดประชุม สว. ที่โรงแรมในกรุงเทพฯ เพื่อกำหนดตัวประธาน/รองประธาน สว. มีการเก็บโทรศัพท์ และพบคนระดับหัวหน้าพรรค/รัฐมนตรีในพื้นที่
มติ 4 ต่อ 3 "ไม่รับสำนวน DSI": แม้ตรวจพบเส้นเงินนับแสนโอนจากมือจ่ายไปยังภาคใต้ แต่ กกต. เสียงข้างมากกลับลงมติ ไม่รับสำนวน DSI ซึ่งมีเส้นเงินเข้าสู่สำนวน ทำให้การสืบสวนโดนตัดตอน ไม่สามารถสืบสาวไปถึงผู้อยู่เบื้องหลังระดับสูงได้!
รับฟังการกลับคำให้การที่มีพิรุธ: กกต. เสียงข้างมากยอมรับฟังหนังสือกลับคำให้การของ สส. ที่อ้างว่าถูกข่มขู่ ทั้งที่เป็นผู้มีบารมีระดับประเทศ และมายื่นกลับคำให้การหลังจากเวลาผ่านไปนานมาก
PART 3: นำแนวฎีกา 3509/2549 มัดความผิด กกต. เสียงข้างมาก ตาม ม.69 พ.ร.ป. กกต.
เมื่อนำบรรทัดฐานจากฎีกา 3509/2549 มาจับกับข้อเท็จจริงที่ กกต. เสียงข้างน้อยเปิดเผย เราจะเห็นโครงสร้างการดำเนินคดีอาญาต่อ กกต. เสียงข้างมาก ตาม มาตรา 69 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ได้อย่างแหลมคม
ตัวบทกฎหมาย: มาตรา 69 พ.ร.ป. กกต.
"กรรมการ... ผู้ใดกระทำการหรือละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ...
ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งได้กระทำโดยทุจริต ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 149 แห่งประมวลกฎหมายอาญา..."
ประเด็นเด็ด: ม.69 "ไม่ต้องมีเจตนาพิเศษ" ให้เกิดความเสียหาย!
จุดสำคัญที่สุดทางข้อกฎหมายคือ มาตรา 69 พ.ร.ป. กกต. ไม่ได้กำหนดองค์ประกอบเจตนาพิเศษว่า "เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด" เหมือนเช่น ป.อ. มาตรา 157
ดังนั้น ภาระการพิสูจน์ (Burden of Proof) ของโจทก์จึงง่ายและกระชับขึ้นอย่างมาก! เพียงแค่พิสูจน์ว่า:
1)ใช้อำนาจขัดต่อหลักวิญญูชน (ตามแนวฎีกา 3509/2549): เมื่อพยานหลักฐานเรื่องโพย เบอร์โทร และการนัดประชุมมีความสอดคล้องร้อยเรียงกันทั่วประเทศ วิญญูชนย่อมเห็นว่า "มีเหตุผลอันสมควรเพียงพอ" ที่จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา แต่ กกต. เสียงข้างมากกลับ "ด่วนวินิจฉัยยกคำร้องเสียเอง" ถือเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ และเกินล้ำขอบเขตความชอบด้วยกฎหมาย
2) ละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ (ม.69 วรรคหนึ่ง): การลงมติ 4 ต่อ 3 เพื่อ "ไม่รับสำนวน DSI ที่มีข้อเท็จจริงเส้นเงิน" เข้ามาพิจารณา ถือเป็นการพฤติการณ์ตั้งใจตัดตอนพยานหลักฐาน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนให้ถึงที่สุด เข้าองค์ประกอบความผิดตามวรรคหนึ่งทันทีโดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าทำไปเพื่อแกล้งผู้สมัคร สว. คนใด!
3) การกระทำโดยทุจริต (ม.69 วรรคสอง): คำว่า "ทุจริต" หมายถึง การแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น การบิดผันอำนาจตัดพยานหลักฐานและฟังความพยานกลับคำให้การที่มีพิรุธ เล็งเห็นได้ชัดเจนว่าทำไปเพื่อช่วยพรรคการเมืองและนักการเมืองมิให้ต้องรับโทษหรือโดนตัดสิทธิทางการเมือง ยกระดับความผิดสู่บทลงโทษหนักเทียบเท่า ป.อ. มาตรา 149!
ใครคือผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้อง?
ตามแนวฎีกา 3509/2549 ผู้สมัคร สว. ผู้มีสิทธิเลือก สว. ระดับจังหวัดหรือระดับประเทศ หรือ สว. สำรอง ย่อมได้รับผลกระทบจากการฮั้ว จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง ที่มีอำนาจเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง กกต. เสียงข้างมากต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประผิดมิชอบได้ทันที!
บทสรุป: ดุลพินิจที่ไม่สุจริต ย่อมนำไปสู่ตาราง!
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2549 คือกระจกเงาบานใหญ่ที่ส่องให้เห็นว่า "อำนาจชี้ขาดในชั้นต้น ไม่ใช่ใบอนุญาตให้เจ้าพนักงานใช้อำนาจตามอำเภอใจ"
กรณี กกต. เสียงข้างมากในคดีฮั้วเลือก สว. การปฏิเสธพยานหลักฐานเชิงระบบ ตัดทิ้งเส้นเงิน และยกคำร้องให้กับกลุ่มผู้มีอำนาจทางการเมือง อาจไม่ใช่อย่างไร้ร่องรอย เพราะเมื่อนำหลักวิญญูชนและแนวฎีกามาจับ การกระทำดังกล่าวย่อมสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะตกเป็นความผิดอาญาตาม มาตรา 69 แห่ง พ.ร.ป. กกต.
เพราะสุดท้ายแล้ว... หากจับงวง จับหู หาง หรือขา ย่อมไม่อาจรู้ว่าเป็นช้าง แต่เมื่อนำพยานหลักฐานมารวมกัน 'ช้างทั้งตัวก็คือช้าง' หรือหากมองแค่ชิ้นส่วนพลาสติกทีละชิ้น ก็ไม่อาจรู้ว่าเป็นภาพอะไร แต่เมื่อต่อจิ๊กซอว์จนครบ จะเห็นภาพการฮั้วเลือกตั้งครั้งมโหฬารที่สุดในประวัติศาสตร์!"
เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นเกือบทุกพื้นที่ของประเทศ จึงยากที่เป็นไปโดยไม่มีคนคิดค้น วางแผน ลงทุน และขับเคลื่อน
เมื่อผู้ใช้อำนาจพยายามปฏิเสธการมีอยู่ของช้าง หรือภาพการฮั้ว สว. ก็อาจต้องรับโทษทางอาญาในที่สุด!
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
20/9/69
#ฎีกา3509ปี2549 #กกต #ฮั้วเลือกสว #สว2567 #พปปกกตมาตรา69 #กฎหมายอาญา #คดีทุจริตและประผิดมิชอบ #องค์กรอิสระ #ดุลพินิจตามอำเภอใจ #กระบวนการยุติธรรม #วิเคราะห์กฎหมาย #นิติศาสตร์ #วัสติงสมิตร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

