ไทยช่วยไทยพลัสมาแล้ว ต่ออีก2เดือน เติมให้คนละหนึ่งพัน

ไทยช่วยไทยพลัสมาแล้ว
ต่ออีก2เดือน
เติมให้คนละหนึ่งพัน
กดรับสิทธิ1-15ตุลาฯ
ครม.อนุมัติต่ออายุโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส คนละ 1,000 บาท ออกไปอีก 2 เดือน กดยืนยันสิทธิผ่านแอปฯเป๋าตัง 1-15 ตุลาคมนี้ ส่วนบัตรคนจนเติมเงิน คนละ1,000บาท ในเดือนตุลาคมพร้อมไฟเขียวคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้นักเรียน-นักศึกษาอาชีวะ-สกร.ช่วยให้ไม่กระทบการเรียน ขณะที่ภารกิจนายกฯวันแรกที่นครนิวยอร์ก เช้าร่วมเปิดอภิปรายทั่วไปUNGA81 บ่ายคุยกับสถาบันการเงิน กองทุนและบิ๊กเทครายใหญ่มุ่งสร้างความมั่นใจการลงทุนในประเทศไทย
เมื่อวันที่ 22กันยายน 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการ“ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” ประกอบด้วย 1.โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม (บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) และ 2.โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) 2 เดือน เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติพลังงานที่ยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้อและไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใดและในทิศทางใด
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” จะมุ่งเน้นการช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางผ่านกลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและประคับประคองกำลังซื้อภาคประชาชนรวมถึงช่วยเหลือผู้ค้าขายรายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)
แจงเงื่อนไขการต่ออายุ
เงื่อนไขต่ออายุ ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 (เพิ่มเติม) เฟส21.บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเติมเงินให้แก่ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่ผ่านคุณสมบัติก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569จำนวน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน (จากเดิมได้รับวงเงินจำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน และได้เพิ่มอีกจำนวน 700บาทต่อคนต่อเดือน)ได้รับสิทธิรับเงิน ในเดือนตุลาคม 2569 เพียง 1 เดือน
2.โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)วงเงินไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนใช้ได้ 2 เดือน ระหว่างเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน 2569 (2 เดือน)ใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
กดยืนยันสิทธิ1-15ตุลาคม
วิธีการกดยืนยันสิทธิไทยช่วยไทยพลัส รอบใหม่ประชาชนกดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 1-15 ตุลาคม 2569
ผู้ประกอบการร้านค้ากดยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม-30 พฤศจิกายน 2569
ทั้งนี้ ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ในอัตรา 60% แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน ส่วนประชาชนใช้จ่ายในส่วน 40% เหมือนเดิม
ผู้ใช้สิทธิรอบนี้รวมทั้งหมด47ล้านคน
นายเอกนิติ ระบุว่า จากวงเงิน พ.ร.ก.กู้เงิน ในส่วน 2 แสนล้านบาทแรก เหลือวงเงิน 44,000 ล้านบาท โดยในรอบนี้เพิ่มเติมให้คนละ 1,000 บาท รวมทั้งสิ้น 47 ล้านคน ใช้วงเงินจากงบเงินกู้ 43,000 ล้านบาทเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละ 1,000 บาท จากปกติ 300 บาทต่อเดือน เพิ่มอีก 700 บาท ในเดือนตุลาคม 2569ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เพิ่มเติมอีก คนละ 1,000 บาท ใช้นาน 2 เดือน ตั้งแต่ 1 ตุลาคม-30 พฤศจิกายน 2569
สำหรับผู้ได้รับสิทธิในรอบนี้รวมทั้งหมด 47 ล้านคน แบ่งเป็น1.บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ลงทะเบียนใหม่ มีผู้ผ่านสิทธิ และเริ่มใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 รวมทั้งสิ้น 14.5 ล้านคน2.ผู้มีสิทธิไทยช่วยไทยพลัสรอบใหม่นี้มีทั้งหมด 32.5 ล้านคน จากรอบแรกได้รับสิทธิ 26 ล้านคน ต่อมาได้ถูกย้ายไปบัตรคนจน 1 ล้านคน และมีกลุ่มคนตกหล่น 7.5 ล้านคน เข้ามาเพิ่มเติมจากการเติมเงินไทยช่วยไทยพลัสในรอบนี้ จะทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้น 0.1-0.2% ซึ่งเป็นในส่วนของการกระตุ้นฝั่งรัฐบาล และเป็นส่วนหนึ่งช่วยแก้เงินเฟ้อ แต่กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานดูแลได้ตรงจุดที่สุด โดยในมาตรการนี้จะเน้นในการดูแลค่าครองชีพเป็นหลัก โดยมั่นใจจีดีพีทั้งปีนี้ จะได้ 2.5% ขึ้นอยู่กับสถานการณ์โลกด้วย
คืนสิทธินร.-นศ.อาชีวะ-สกร.
นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อคืนสิทธิให้แก่นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา และผู้เรียนในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ที่ได้รับผลกระทบจากหลักเกณฑ์เดิม เรื่องนี้เป็นประเด็นที่กระทรวงศึกษาธิการพยามยามเร่งผลักดันให้เกิดการพิจารณาปรับปรุงและแก้ไขมาโดยตลอด เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ผู้เรียน เพราะที่ผ่านมา มีนักเรียน และนักศึกษาบางส่วนต้องเผชิญกับทางเลือกที่ไม่ควรเกิดขึ้น คือการตัดสินใจว่าจะเรียนต่อ หรือรักษาสิทธิด้านสวัสดิการของรัฐ
“ผมดีใจที่วันนี้เราสามารถนำข่าวดีมาบอกกับนักเรียน และผู้เรียน สกร.ได้ว่า ครม.เห็นชอบแนวทางคืนสิทธิให้กับพวกเขาแล้ว เด็กคนหนึ่งไม่ควรต้องเลือกระหว่างอนาคตทางการศึกษาของตัวเองกับสวัสดิการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เราอยากเห็นเด็กทุกคนได้เรียนต่อ ได้มีโอกาสสร้างอนาคตของตัวเอง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเรียนแล้วสิทธิที่ครอบครัวพึ่งพาอยู่จะหายไป เพราะหน้าที่ของรัฐคือการสร้างโอกาส ไม่ใช่ทำให้เด็กต้องเลือกว่าจะเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง”นายอัครนันท์ กล่าว
ช่วยเด็กกลับสู่ระบบได้อีกครั้ง
นายอัครนันท์ กล่าวว่า การคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐครั้งนี้ ยังถือเป็นส่วนสำคัญในการเปิดโอกาสให้เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา สามารถกลับเข้าสู่ระบบได้อีกครั้ง โดยเฉพาะเด็กที่ต้องหยุดเรียนจากข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการต้องการลดอุปสรรคดังกล่าว เพื่อให้เด็กมีโอกาสกลับมาเรียนต่อและเดินหน้าสร้างอนาคตของตัวเองได้เราไม่อยากให้มีเด็กคนไหนต้องหลุดออกจากระบบเพียงเพราะครอบครัวมีภาระหรือกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย วันนี้เมื่อมีแนวทางที่ช่วยลดภาระได้ ก็อยากให้เด็กที่หลุดจากระบบไปแล้วกลับมาเรียนอีกครั้ง เพราะโอกาสทางการศึกษาไม่ควรหมดไปเพียงเพราะข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ
นายกฯร่วมเปิดอภิปรายUNGA81
เมื่อวันที่ 22กันยายน2569 เวลา 08.30น.ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชม. นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภารกิจวันแรกของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในการเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly : UNGA81)
ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการเปิดการอภิปรายทั่วไป (General Debate) ของ UNGA81 ณ โถงประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (General Assembly Hall) ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ โดยมีประธานสมัชชาสหประชาชาติ เลขาธิการสหประชาชาติ ตลอดจนประมุขแห่งรัฐ ผู้นำรัฐบาล และผู้แทนระดับสูงจากประเทศต่างๆ รวมทั้ง นายโดนัลด์ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมด้วย
ทั้งนี้ การอภิปรายทั่วไปถือเป็นเวทีสำคัญที่ผู้นำและผู้แทนประเทศสมาชิกใช้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์และความท้าทายระหว่างประเทศโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีจะหารือกับนางรีเบกา กรินสแปน(Mrs.RebecaGrynspan) ผู้สมัครชิงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติจากสาธารณรัฐคอสตาริกา เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นระหว่างประเทศและความร่วมมือในกรอบพหุภาคี
พบสถาบันการเงิน กองทุนรายใหญ่
ช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะหารือกับสถาบันการเงินและกองทุนการเงิน จัดโดย Bank of America และพบผู้บริหาร Pacific Investment Management Company (PIMCO) รวมทั้งหารือกับบริษัท Microsoft ณ อาคาร Bank of America Tower นายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสนี้นำเสนอศักยภาพ จุดแข็งและโอกาสของประเทศไทยต่อนักลงทุนและบริษัทชั้นนำระหว่างประเทศช่วงค่ำ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง (Reception) และงานเลี้ยงอาหารค่ำ (Gala Dinner) โดยมีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพ เพื่อเป็นเกียรติแก่ประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาลที่เข้าร่วมการประชุม UNGA81 ณ โรงแรม Lotte New York Palace
“การเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ถือเป็นครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านจะนำเสนอจุดแข็งและการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย โดยไม่ว่าสถานการณ์โลกจะมีความผันผวนอย่างไร นานาประเทศก็จะสามารถมั่นใจในการลงทุนในประเทศไทย”โฆษกรัฐบาลกล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

