คอลัมน์ : เส้นใต้บรรทัด

‘พรรคส้ม’ กับ ‘ห้องจูปิเตอร์’
นี่คือสมการที่น่าสนใจมาก
ห้องจูปิเตอร์ → ผู้สมัคร สว. → ผู้จัด/ผู้จ่ายเงิน → เครือข่ายภาคประชาชน → คณะก้าวหน้า → พรรคประชาชน
สมการนี้บอกอะไรเราบ้าง
1. สิ่งที่ค่อนข้างชัด: มีการรวมตัวที่ห้องจูปิเตอร์จริง
สว.นันทนา นันทวโรภาส ยอมรับว่ามีผู้สมัคร สว.จำนวนมาก มาพบกันที่ห้องจูปิเตอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยอธิบายว่า เป็นการรวมตัว เพื่อแนะนำตัว ไม่ใช่การตกลงฮั้วคะแนน และระบุว่าผู้เข้าร่วมช่วยกันออกค่าใช้จ่าย ฝ่ายผู้กล่าวหาโต้แย้งคำอธิบายเรื่องค่าใช้จ่ายดังกล่าว
ตรงนี้จึงไม่ใช่ประเด็นว่า “มีห้องนี้ไหม” แต่เป็นว่า “ในห้องทำอะไรกัน”
2. จุดเชื่อมที่เป็นรูปธรรมที่สุดขณะนี้คือ “ผู้จองและผู้จ่ายค่าห้อง”
นายศุภชัย ใจสมุทร ฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวหาว่า หลักฐานที่เขามี แสดงว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันเป็นผู้จองและออกค่าใช้จ่ายห้อง ไม่ใช่การลงขันตามคำอธิบายของนันทนา และเรียกร้องให้ กกต.ตรวจสอบเรื่องนี้
คำถามก็คือ ฟ้าเดียวกัน = พรรคประชาชน หรือไม่?
ตัวบุคคลหรือองค์กรมีความสัมพันธ์ทางความคิดกับ “นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ อันเป็นรากแก้วของพรรคประชาชนในวันนี้ และอาจเป็น “เจ้าของพรรค” ในความเป็นจริงอยู่ด้วย ทั้งหนังสือ “ฟ้าเดียวกัน” ก็ได้รับทุนสนับสนุนจากนายธนาธร เคยทำกิจกรรมร่วมกับบุคคลในเครือข่ายการเมืองก้าวหน้าด้วย แต่ในทางกฎหมายยังไม่สามารถสรุปว่า “พรรคประชาชนเป็นคนจ่าย” หากจะไปถึงขั้นนั้น ต้องอาศัยหลักฐานที่ชัดเจน
3. จุดเชื่อมที่ถูกตั้งข้อสงสัยอีกส่วนคือ “เครือข่าย”
รายงานข่าวล่าสุดระบุว่า สำนวนที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ครอบคลุมข้อสงสัยเกี่ยวกับผู้สมัคร สว. บุคคลที่เกี่ยวข้องกับภาคประชาชน พรรคประชาชน คณะก้าวหน้า และ iLaw แต่คำว่า “อยู่ในขอบเขตการสอบสวน” ไม่ได้แปลว่า กกต.พิสูจน์แล้วว่าองค์กรเหล่านี้ร่วมกันจัดตั้งหรือฮั้วคะแนน
นี่เป็น “รอยแยก” (distinction) ที่สำคัญมาก เพราะหากจะเอาผิดพรรคประชาชนตามกฎหมาย ความสัมพันธ์ทางเครือข่าย (network association) ยังไม่เท่ากับการสั่งการทางองค์กร (organizational command) จึงมี “รอยแยก” ที่คะเนไว้ จนกฎหมายไม่อาจเอาผิด
4. จุดที่อาจมีน้ำหนักมากที่สุดคือ “ริสต์แบนด์”
รายงานล่าสุดกล่าวถึงการตรวจสอบเรื่อง “ริสต์แบนด์สามสี” ที่แจกให้ผู้เข้าร่วม และตั้งข้อสงสัยว่ามีวัตถุประสงค์อะไร
แต่ริสต์แบนด์เพียงอย่างเดียวก็ยังพิสูจน์การฮั้วไม่ได้ ต้องตอบต่อให้ได้ว่า สีหมายถึงอะไร → แบ่งคนตามอะไร → ใช้ในการลงคะแนนหรือไม่ → ใครเป็นคนกำหนดระบบ → ใครออกคำสั่ง
ถ้าตอบห่วงโซ่นี้ไม่ได้ “ริสต์แบนด์” ก็อาจเป็นเพียงระบบจัดการผู้เข้าร่วมงาน แต่ถ้ามีหลักฐานว่า
การแบ่งสีตามริสต์แบนด์ สัมพันธ์กับกลุ่มผู้สมัครหรือยุทธศาสตร์การลงคะแนน ความหมายทางคดีจะเปลี่ยนทันที
5. แล้วพรรคประชาชนปรากฏตรงไหน?
นี่แหละครับที่น่าสนใจที่สุด จากหลักฐานสาธารณะที่หาได้ในตอนนี้ ยังไม่พบหลักฐานที่ยืนยันว่า พรรคระชาชนเป็นผู้เช่าห้องพรรคประชาชนเป็นผู้จ่ายค่าห้อง พรรคประชาชน เป็นผู้จัดประชุม กรรมการบริหารพรรคสั่งการประชุม พรรคเป็นผู้กำหนดรายชื่อผู้สมัครที่จะลงคะแนนให้ หรือมีเส้นทางเงินจากบัญชีพรรคไปยังการจัดกิจกรรม
6. เพราะฉะนั้น “เส้นทางเงิน” จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด
รายงานเมื่อ 21–22 กันยายน ระบุว่า ผู้สอบสวนกำลังให้ความสำคัญกับ เส้นทางการเงิน เพื่อหาว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย และมีความเชื่อมโยงกับผู้สมัครหรือบุคคลเบื้องหลังอย่างไร โดยมีรายงานด้วยว่า พยานสำคัญรายหนึ่งเลื่อนการให้ปากคำหลายครั้ง ทำให้การตรวจสอบส่วนนี้ยังไม่สมบูรณ์
ดังนั้น ถ้าถามว่า “หลักฐานชิ้นไหนจะเปลี่ยนเกม?”
ไม่ใช่ภาพคนยืนอยู่ในห้อง ไม่ใช่คำว่า“สว.ส้ม” ไม่ใช่การรู้จักกับนักการเมือง และไม่ใช่ริสต์แบนด์เพียงอย่างเดียว แต่คือหลักฐานที่สร้าง “ระบบความสัมพันธ์” ได้ประมาณนี้ :-
เงิน/ทรัพยากร → ผู้จัด → การประชุม →วิธีแบ่งผู้สมัคร → คำแนะนำหรือตกลงเรื่องคะแนน → บุคคลผู้สั่งการ → โครงสร้างพรรค
ถ้าเส้นนี้ไปหยุดที่บุคคลภายนอกพรรค ผลทางกฎหมายต่อพรรคประชาชนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าไปถึงเพียงนักกิจกรรมหรือบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางการเมืองกับพรรค ก็ยังต้องพิสูจน์ต่อว่ากระทำในนามใคร แต่ถ้าในอนาคตพบ เอกสารการเงิน การสื่อสาร คำสั่ง หรือพยานที่ยืนยันการสั่งการจากบุคคลในโครงสร้างพรรค นั่นจึงจะเป็นหลักฐานที่ทำให้คำว่า “เชื่อมถึงพรรคประชาชน” มีน้ำหนักขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น ณ วันนี้ พอจะสรุปได้ว่า :-
ห้องจูปิเตอร์ → ผู้สมัคร สว. : มีหลักฐานว่ามีการรวมตัว
ผู้สมัคร → ผู้จัด/ผู้จ่าย : มีข้อมูลและข้อกล่าวหาที่กำลังตรวจสอบ
ผู้จัด/ผู้จ่าย → เครือข่ายการเมืองก้าวหน้า : มีข้อกล่าวหาและความสัมพันธ์บางส่วนที่ถูกหยิบมาตรวจสอบ
เครือข่าย → พรรคประชาชน : ยังเป็น “missing link” สำคัญ
และถ้าจะตามเรื่องนี้ต่อ อย่าเสียเวลาหาจากคำว่า “ใครเป็นส้ม” มากนัก แต่จะต้องตาม 4 อย่างคือ ใบเสร็จ/ผู้จ่ายเงิน - การสื่อสารก่อนประชุม - วิธีแบ่งกลุ่มผู้สมัคร - และคำสั่งเกี่ยวกับการลงคะแนน
สี่อย่างนี้ต่างหากที่จะบอกได้ว่า “ห้องจูปิเตอร์” เป็นเพียงการพบปะของผู้สมัคร หรือเป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดตั้งทางการเมือง และถ้าเป็นระบบจัดตั้ง ใครเป็นผู้จัดตั้ง ใครจะเป็นคนผิดที่ถูกลงโทษ
7. แต่ก่อนหน้านี้ พรรคประชาชนก็ใช้ประเด็น “ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม” (ecosystem) เล่นงานพรรคภูมิใจไทยมาก่อนมิใช่หรือ พรรคประชาชนพยายามโยงคนนั้นเข้ากับคนนี้ โยงคนนี้โทรหาคนนั้น และย้ำว่า “ทั้งหมดอยู่ในเครือข่ายการเมืองสีน้ำเงิน” ดังนั้น สีน้ำเงินโกงเลือก สว.
ดังนั้น ท่าทีแบบนี้จะย้อนเข้าตัว ยิ่งพรรคประชาชนโจมตีคดีฮั้ว สว. ของ “ระบอบสีน้ำเงิน” แรงเท่าไร ห้องจูปิเตอร์ยิ่งถูกย้อนกลับมาแรงเท่านั้น
ฝ่ายตรงข้ามย่อมมีแรงจูงใจสูงที่จะถามกลับว่า “แล้วกรณีที่คนในห้องจูปิเตอร์ มีความเชื่อมโยงกับฝ่ายคุณ พวกคุณได้ตรวจสอบถึงที่สุดเหมือนกันหรือไม่?”
ตรงนี้ทำให้ห้องจูปิเตอร์มีผลกระทบต่อ “ความน่าเชื่อถือ” ในการ “ตรวจสอบคนอื่น” ของพรรคประชาชนสูงมาก แม้ท้ายที่สุดคดีอาจไม่พบความผิดก็ตาม
8) จุดอ่อนที่ลึกกว่า “ห้องจูปิเตอร์”
คือ มาตรฐานทางจริยธรรมที่พรรคตั้งไว้สูงในเวลาที่จะ “เล่นงานคนอื่น”
เมื่ออีกฝ่ายสวนกลับมา “มึงก็ฮั้ว” พรรคส้ม ก็จะถามา “หลักฐาน” แต่พอกล่าวหาว่า “ระบอบน้ำเงินฮั้ว” ใช้แค่ “ความเชื่อมโยง” เช่น คนนี้โทรหาคนนี้ คำถามคือ ทำไมพรรคส้มไม่ใช้มาตรฐานเดียวกันว่า โทรคุยกันเรื่องอะไร สั่งการหรือไม่ มีอะไรเป็นหลักฐาน มีใครเป็นพยาน
พรรคประชาชนซึ่งมักจะออกแอ๊กชั่นแข็งขันมาก ในการ “การตรวจสอบและกล่าวหาคนอื่น” มักเผชิญกับ “ทางตัน” เสมอ และ “เหวอ” เป็นประจำ เมื่อการเมืองบังคับให้ต้องอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง “พรรค-คณะก้าวหน้า-ภาคประชาสังคม-ไอลอว์-ฟ้าเดียวกัน-เครือข่ายผู้สนับสนุน” ของตัวเอง
“ห้องจูปิเตอร์” ก็เช่นเดียวกัน !!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

