คอลัมน์ : เวทีอิสระ

วิกฤตพม่า คู่กรณีกลับสู่โต๊ะเจรจา
เมื่อวันอังคารที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญโดยฝ่ายประชาธิปไตยพม่าให้เข้าร่วมการประชุมออนไลน์เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองวันประชาธิปไตยสากล และด้วยการมีถ้อยแถลงประเมินสถานการณ์ในพม่า และแนวทางกลับสู่ความสงบสุขผมขอสรุปประเด็นสำคัญที่ผมได้กล่าวแสดงความคิดเห็นดังนี้
1.การปฏิวัติรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจโดยฝ่ายกองทัพพม่าเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ได้ส่งผลกระทบจนกลายเป็น สงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายกองทัพพม่ากับฝ่ายประชาธิปไตย (ที่กอปรด้วยชาติพันธุ์ต่างๆ) ซึ่งสงครามก็ยืดเยื้อมาเป็นเวลาร่วม 5 ปีกว่าแล้ว บ่งบอกว่าการปฏิวัติรัฐประหารของฝ่ายกองทัพไม่สามารถยึดอำนาจได้เบ็ดเสร็จ การปฏิวัติรัฐประหารจึงค้างคา และจัดได้ว่าไม่ประสบความสำเร็จ แม้จะถือได้ว่าเป็นชัยชนะในระดับหนึ่งของฝ่ายประชาธิปไตยอย่างน่าทึ่งและชื่นชม แต่อย่างไรก็ตาม สงครามกลางเมืองก็มีทีท่าว่าจะยืดเยื้อ ไม่มีจุดจบ ด้วยการกุมชัยชนะของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพราะต่างฝ่ายต่างไม่มีพละกำลังเพียงพอที่จะเผด็จศึกอีกฝ่ายได้อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันนี้ประเทศพม่าก็กำลังล่มจมไปด้วย โดยประชาชนพลเมืองเกือบ 20 ล้านคน จากประชากรทั้งหมดกว่า 50 ล้านคน ตกอยู่ในสภาวะอับจน ขาดแคลนอาหารน้ำดื่มน้ำใช้ และยารักษาโรค ประชาชนพลเมือง 5-6 ล้านคน ต้องกลับกลายมาเป็นผู้พลัดถิ่นในประเทศของตนเอง โดยอีกส่วนหนึ่งก็กระจัดกระจาย กลับกลายเป็นผู้ลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้าน สร้างภาระให้กับประเทศผู้รับต่างๆ ไปจนถึงหน่วยงานด้านมนุษยธรรมต่างๆ ขององค์การสหประชาชาติ
2.เมื่อการสู้รบตกอยู่ในสภาวะชะงักงัน(Impasse) ไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะเผด็จศึกกันได้ ทางออกก็มีทางเดียวนั่นคือ การมุ่งสู่โต๊ะเจรจา เพื่อยุติการสู้รบ และเพื่อใฝ่หาข้อปรองดองสมานฉันท์ และการฟื้นฟูบูรณะประเทศ ซึ่งการที่จะเกิดการมุ่งไปสู่โต๊ะเจรจานั้น ในระดับแรกก็ต้องเริ่มต้นที่ฝ่ายคู่กรณีเองเริ่มจากฝ่ายกองทัพพม่าจะต้องตระหนักและรับความจริงว่า การปกครองแบบเผด็จการทหารนั้นไม่เป็นที่ยอมรับของชาวพม่าโดยทั่วไป อีกทั้งหลักคิดโดยฝ่ายกองทัพพม่าว่า ชนกลุ่มใหญ่ของพม่าคือ ชนชาติพม่า (Burman) เป็นใหญ่ในแผ่นดินแต่ผู้เดียว (Burmanization) นั้นไม่สามารถจะเป็นจริงได้อีกแล้ว เพราะในวันนี้ ชนกลุ่มน้อยอื่นๆ แสดงออกชัดเจนว่าจะไม่ยินยอมที่จะตกเป็นเบี้ยล่าง ชนชาติพม่า ไปตลอดชีวิตซึ่งแม้จะมีความเพียรพยายามกุมอำนาจจากฝ่ายกองทัพพม่ามาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ และจะไม่มีหนทางที่จะสำเร็จได้ ฝ่ายกองทัพพม่าจะต้องยอมรับความจริงในเรื่องนี้ ในอีกด้านฝ่ายประชาธิปไตยนั้นก็ต้องตระหนักว่า ฝ่ายตนเองไม่มีพละกำลังเพียงพอที่จะเอาชนะฝ่ายกองทัพพม่าได้ หากปล่อยให้มีการสู้รบกันต่อไป ประเทศชาติก็จะเสียหายยิ่งขึ้น ต้องหันกลับมามองความจริงที่ว่า ความคิดเรื่องจะเอาชนะฝ่ายกองทัพพม่าได้บนสนามรบนั้นเป็นแค่ความเพ้อฝัน โดยไม่ลืมว่า การเมืองโดยเนื้อแท้แล้ว ก็คือการ
อะลุ้มอล่วยต่อกันและกัน (The Politics of Compromise)
3.ทั้งนี้อาเซียนซึ่งประเทศพม่าเป็นสมาชิกร่วมอยู่ด้วยก็ได้เคยตกลงกันภายใต้ฉันทามติ 5 ประการ (The Five Point Consensus) ที่ระบุให้มีการหยุดยิง และการเปิดโต๊ะเจรจาระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ ฉะนั้นการเจรจาระหว่างฝ่ายกองทัพกับฝ่ายประชาธิปไตยก็สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ภายใต้กรอบอาเซียน (ซึ่งอาเซียนก็จะขอความร่วมมือจากองค์การสหประชาชาติ เพื่อให้ทุกอย่างดูมีความน่าเชื่อถือ เป็นเรื่องเป็นราวได้อีกด้วย)
ทั้งหมดนี้อาจจะกล่าวได้ว่า ทั้งฝ่ายกองทัพพม่าก็ดี ทั้งฝ่ายประชาธิปไตยก็ดี ต่างก็จะต้องยอมรับข้อจำกัดต่างๆ ของฝ่ายตน และการจะดึงดันหรือดันทุรังสู้รบกันต่อไปก็ไม่สมเหตุสมผล เพราะไม่สามารถที่จะเอาแพ้เอาชนะกันได้ ประเทศก็ล่มจมกันไปเรื่อยๆ แล้วมิตรประเทศต่างๆ ต่างก็ได้รับผลกระทบโดยไม่มีความจำเป็นใดๆ ไม่ควรจะต้องมารับเคราะห์กรรมด้วย
ซึ่งในการนี้อาเซียนก็จะต้องร่วมแรงร่วมใจกันอย่างแข็งขัน ซึ่งบทบาทนำก็ควรจะได้แก่ ประเทศสมาชิกอาเซียนที่เป็นประธานอาเซียนในแต่ละปี และในปี 2569 นี้ ก็คือ ประเทศฟิลิปปินส์ ที่จะต้องเร่งหาฉันทามติยุติความต่างในการคิดอ่านและการวางตัว วางท่าที ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนให้หวนกลับมาเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่ออาเซียนจะได้เป็นผู้จัดเวทีหรือการประชุมระหว่างฝ่ายกองทัพกับฝ่ายประชาธิปไตยของพม่า ในโอกาสแรกให้ยุติการสู้รบเพื่อตกลงกันเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะวางรูปแบบและโครงสร้างการเมืองการปกครองของพม่าที่จะอยู่บนพื้นฐานของความทัดเทียมเสมอภาคและความยุติธรรมให้กับพลเมืองพม่าทั้งหมดโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด
ระบอบเผด็จการนั้นยังไงก็ไปไม่รอดแต่ระบอบประชาธิปไตยยังพอมีโอกาสพาพม่าก้าวไปข้างหน้าได้ และยังเป็นความปรารถนาของประชาชนพลเมืองพม่าเป็นการทั่วไปด้วย ซึ่งชาวโลก อาเซียน และไทย ก็ควรร่วมกันสนับสนุนและส่งเสริมให้ทุกฝ่ายของพม่าหันหน้าเข้าหากัน เพื่อนำความสงบสุขและความเจริญก้าวหน้ากลับสู่ประเทศพม่า
กษิต ภิรมย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

