จี้ทบทวนมติคดีฮั้วสว. สนธิบุกกกต. ปชน.เอาจริงร้องปปช. ตรวจสอบเอาผิด7เสือ

จี้ทบทวนมติคดีฮั้วสว.
สนธิบุกกกต.
ปชน.เอาจริงร้องปปช.
ตรวจสอบเอาผิด7เสือ
“สนธิ”นำเครือข่ายฯยื่นหนังสือ กกต.ทบทวนมติคดีฮั้วเลือกสว.ใหม่ทั้งหมด ชี้พยานหลักฐานเชื่อมโยงเป็นขบวนการ บี้ยื่นศาลฎีกาดำเนินคดีทั้ง 229 ราย ขู่ดำเนินคดีหากยังเพิกเฉย ย้ำพฤติการณ์ กกต.ทุจริตเสียเอง บี้ทำหน้าที่กล้าหาญ-ซื่อสัตย์ ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ก็เหมือนเดิม พรรคน้ำเงินมีทุน-คุมองค์กรอิสระ เดินหน้าปลุกพลังประชาชนภาคใต้ เริ่มทัวร์’หาดใหญ่’ชี้ยังมีเวลาเอาผิด229คน ถ้าไม่คืบจ่อดำเนินดคีตามกฎหมาย ด้าน’เท้ง-ไอติม’นำทัพบุกยื่นหลักฐานต่อ ปปช.เพื่อตรวจสอบเอาผิด7กกต.ชี้ระเบียบเอื้อฮั้วสว.มองข้ามความเชื่อมโยงพรรคการเมือง ยันดันข้อมูลเข้าสภาเปิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00น.วันที่ 25 กันยายน 2569 บรรยากาศบริเวณหน้าอาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา มีมวลชนกลุ่มสนับสนุนทยอยเดินทางมารวมตัวกันบริเวณด้านหน้าอาคารอย่างต่อเนื่อง โดยมีการนำรถขยายเสียง 6 ล้อ เข้ามาปักหลักพร้อมเปิดฉากปราศรัยโจมตีการทำงานของ กกต.
ต่อมา เวลา 10.00น.นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) พร้อมด้วยแกนนำเครือข่าย “รวมพลังแผ่นดิน ทวงคืนประเทศไทย”ได้แก่ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และอดีตโฆษกพันธมิตรฯ, นายนิติธร ล้ำเหลือ (ทนายนกเขา) แกนนำกลุ่มประชาชนคนไทย, นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.), นายนัสเซอร์ยีหมะ แกนนำ คปท.และเครือข่ายภาคประชาชน นำมวลชน เดินทางมาสมทบในพื้นที่ เพื่อเตรียมเข้ายื่นหนังสือกล่าวโทษคณะกรรมการ กกต.สำหรับการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่เป็นไปอย่างเข้มงวด โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ทุ่งสองห้อง ทั้งในและนอกเครื่องแบบ วางกำลังดูแลความสงบเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรรอบบริเวณอาคารอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ แกนนำ คปท.ได้ขึ้นรถขยายเสียงปราศรัยโจมตี กกต. ก่อนเข้ายื่นหนังสืออย่างเป็นทางการต่อตัวแทน กกต.
‘นิติธร’ยันต้องทำหน้าที่โดยสุจริต
เวลา 11.00น.นายนิติธร ล้ำเหลือ ได้อ่านรายละเอียดของหนังสือบนเวทีปราศรัยชั่วคราวก่อนยื่นให้ กกต.โดยเนื้อความในหนังสือระบุว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 215 กำหนดให้ กกต.ต้องใช้อำนาจโดยสุจริต เที่ยงธรรม และกล้าหาญ พร้อมย้ำว่า กกต.มีหน้าที่ควบคุมดูแลการเลือกตั้ง สืบสวนไต่สวน และยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตหรือทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม
เครือข่ายฯอ้างว่าการเลือก สว.ปี2567 ปรากฏพยานหลักฐานจำนวนมาก ทั้งโพยรายชื่อ การเดินทางและพักโรงแรมร่วมกัน การสื่อสารผ่านสมาร์ตโฟน เส้นทางการเงิน ภาพจากกล้องวงจรปิด คำให้การพยานกว่า 750 ปาก เอกสารกว่า 75,000 หน้า รวมถึงหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์และข้อมูลพิกัดโทรศัพท์ ซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเป็นการดำเนินการในลักษณะ”บล็อกโหวต”และการจัดตั้งเป็นขบวนการ
พยานหลักฐานเพียงพอยื่นศาลแล้ว
ในหนังสือยังระบุว่า คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่26 เคยตั้งข้อกล่าวหาบุคคลรวม 229 ราย ก่อนที่ กกต.จะตั้งคณะที่ 36 พิจารณาสำนวนใหม่ และท้ายที่สุดมีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน2569 ให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกร้องเพียง 77ราย ประกอบด้วย สว.ปัจจุบัน 26ราย ผู้มีสิทธิเลือก 36ราย และบุคคลอื่น 15ราย นายสนธิและเครือข่าย เห็นว่า เกณฑ์ตามมาตรา62 ของ พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ใช้เพียงมาตรฐาน”มีหลักฐานอันควรเชื่อได้”ไม่ใช่การพิสูจน์จนสิ้นสงสัย มองว่า พยานหลักฐานที่มีอยู่เพียงพอให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229รายและดำเนินคดีอาญาควบคู่กัน
กกต.ข้างมากใช้ดุลพินิจไม่ครบถ้วน
นอกจากนี้ หนังสือยังตั้งข้อสังเกตว่า กกต.เสียงข้างมากอาจใช้ดุลพินิจไม่ครบถ้วน ตัดตอน
พยานหลักฐาน และยังไม่ได้ดำเนินการต่อพยาน 3ปากที่กลับคำให้การ รวมทั้งเรียกร้องให้ กกต.ทบทวนมติเดิมทั้งหมด หากไม่ดำเนินการ เครือข่ายภาคประชาชนจะยื่นคำร้องทุกข์กล่าวโทษต่อผู้เกี่ยวข้องในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ประการสำคัญ ก่อนประกาศผลเลือก ได้เกิดเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมอย่างเปิดเผย ปรากฏต่อสาธารณะผ่านสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง เป็นที่รับรู้รับทราบกันโดยทั่วไป ทั้งยังเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการเลือกตั้งว่า มิได้เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม แต่ กกต.มิได้ใช้อำนาจตามกฎหมาย สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือกตั้ง และสั่งให้ดำเนินการเลือกใหม่ จึงพิจารณาโดยสุจริตว่า กกต. เป็นตัวการสำคัญ หรือผู้สนับสนุน ให้เกิดการทุจริตการเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม ทั้งยังมีพฤติการณ์ที่ทำให้เชื่อได้ว่า ใช้อำนาจหน้าที่ ใช้ดุลพินิจ ปกป้องผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด
‘สนธิ’จี้ทำหน้าที่กล้าหาญ-ซื่อสัตย์
นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ให้สัมภาษณ์ว่า มายื่นหนังสือแสดงเจตนารมณ์ถ้าไม่เห็นด้วยกับการลงมติของ กกต. เนื่องจากเห็นว่าเหตุผลของกกต.เสี่ยงข้างน้อยสองเสียงมีน้ำหนักมากกว่า กกต.เสียงข้างมาก 5 เสียง และสิ่งที่เห็นว่ามีพิรุธคือการที่ประธานกกต.ไม่ยอมพิจารณาโดยใช้มาตรา 62 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา2561 ทำให้มีอิสระในการลงมติและไปผูกมัดว่าถ้ามีสิ่งที่ควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น ต้องดำเนินการส่งให้ศาลฎีกาพิพากษา โดยกลุ่มฯต้องการให้กกตมีความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ เพราะ กกต.5คน โดย 4คนเป็น กกต.ที่ได้รับการเลือกจาก สว.ชุดปัจจุบัน งนั้นตนจึงไม่มีความน่าเชื่อถือต่อ กกต.4คน หาก กกต.ชี้ได้ถูกต้องจริงต้องมีมติ7ต่อ0 ไม่ใช่ 5ต่อ2 นอกจากนี้ทางกลุ่มได้มีการไลฟ์เพื่อเผยแพร่ข้อเท็จจริงให้กับประชาชนได้รับทราบ และเป็นการต่อสู้บนพื้นฐานความถูกต้องให้ประชาชนได้รับทราบ เพราะหากองค์กรอิสระ กรรมการองค์กรอิสระไม่มีความยุติธรรม ไม่มีศีลธรรม ไม่มีความกล้าหาญในการตัดสินใจ ก็เป็นการพิสูจน์ชัดเจนว่าองค์กรอิสระหรือ กกต.ถูกครอบงำโดยฝ่ายการเมือง
เชื่อยุบสภาสีน้ำเงินยังครอบงำต่อ
หากจะมีการยุบสภาในวันพรุ่งนี้และพรรคภูมิใจไทย พรรคสีน้ำเงิน ก็มีเงินมากกว่าชาวบ้าน ซึ่งวันนี้เงินค่าน้ำมันส่วนต่างหายไป 19,000ล้านบาท ก็ยังไม่มีคำตอบ จึงอนุมานได้ว่า เงินก้อนนี้ไปอยู่ในกลุ่มนักการเมืองพรรคสีน้ำเงินและกกต.ก็เป็นพวกเดียวกัน หากมีการยุบสภา เงินก็ยังมี และยังมี สว.อยู่ ต่อให้ยุบกี่ครั้งก็กลับมาปกครอง โดยพรรคสีน้ำเงินต้องการยึดโยงข้อต่อต่างๆ ในการปกป้องตัวเอง ในการกระทำความผิดคาดว่า อีกไม่นาน กกต.ก็น่าจะเป็นของเขา หากการเมืองเป็นเช่นนี้ต่อไป พรรคภูมิใจไทยจะยึดครององค์กรอิสระหมด ขณะที่ประชาชนที่ไม่พอใจหรือที่ว่ากระทำความผิดนั้น รัฐธรรมนูญบังคับจะต้องมีการร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดินก็จะต้องผ่าน สว. ก็สามารถใช้อำนาจในการเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินของตัวเองได้ ก็จะทำให้การยื่นไปยังศาลฎีกาเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมต่อสังคม และหากเรื่องไปถึง ป.ป.ช. ก็ยังสามารถถูกฟอกขาวได้เหมือนกรณีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ส่วนตัวเห็นว่าไม่ใช่การเมืองที่ถูกต้องที่ควรจะทำ และประชาชนไม่ได้รับความยุติธรรม
อ้างโพล70%ปชช.เห็นต่างจากกกต.
พร้อมย้ำว่า สิ่งที่กลุ่มพวกตนออกมาต่อสู้เพื่อให้ กกต.และองค์กรอิสระได้ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์และมีความกล้าหาญ และการที่ กกต.ใช้ดุลพินิจในการลงมติส่งเรื่องไปยังศาลเพียงแค่ 77 คนตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากบิดเบือนความเห็นคณะอนุไต่สวนชุดที่ 26 แล้วไปใช้ความเห็นของชุดที่ 36 แทน ที่มีหนึ่งในคณะทำงาน มี ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล และหลังจากส่งสำนวนให้ กกต.แล้ว โดย ร.ต.อ.ปิยะ ได้รับรางวัลจากพรรคภูมิใจไทยโดยการได้นั่งเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ DSI และยังได้รางวัลอีกหลายอย่าง ซึ่งมีหน้าที่เดียวคือฟอกขาวข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร หรือเรียกง่าย ๆ ว่ารับงานเขามา จึงสามารถฟันธงได้เลยว่าคดีนี้จะต้องตกไป ถือเป็นวิธีการปกปิดความผิดด้วยการแต่งตั้งคนของตัวเองเข้าไปคุมเกมแต่ละจุด และเห็นว่าการวินิจฉัยของ กกต.ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคม โดยจากผลโพลนิด้าพบว่า ประชาชนเกินร้อยละ70ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว
เดินสายภาคใต้ปลุกพลังประชาชน
ส่วนวันที่ 28กันยายนนี้ ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด นายสนธิ กล่าวว่าส่วนตัวไม่กล้าเดา แต่ก็ไม่ไว้ใจ ต่อให้ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ส่วนตัวก็รู้สึกเฉยๆ เพราะวงจรอุบาทว์จะหมุนกลับมาอีก การเลือกตั้งใหม่ในลักษณะอำนาจนิยมเหมือนในขณะนี้ มีอยู่ 2-3เรื่อง คือ เรื่องเงิน เมื่อเลือกตั้งแล้วต้องพึ่ง กกต.โดย กกตชุดนี้ยังอยู่ก็ต้องดูแลปกป้องพรรคสีน้ำเงิน หากะชี้มูลว่าพรรคสีน้ำเงินผิด ก็ยังมีป.ป.ช.ที่จะฟอกขาวให้อีก ส่วนการเตรียมเดินทางไปหาดใหญ่, ภูเก็ต ,สุราษฎร์ธานี และ จ.นครศรีธรรมราช จะเป็นการให้ความรู้กับประชาชน ไปอธิบายให้เห็นว่าประเทศไทยวันนี้มีหลักนิติรัฐ นิติธรรมหรือไม่ เป็นการไปให้ปัญญา ให้ความรู้กับประชาชนยืนยันไม่ต้องการล้มรัฐบาล แต่ต้องการสร้างภูมิปัญญาให้ประชาชน ปลุกประชาชนให้ร่วมกันมาแสดงพลังเพื่อให้นักการเมืองเห็นว่าหลังจากนี้ประชาชนจะไม่ยอมพวกคุณอีกแล้ว อีกทั้งจะยุยงส่งเสริมว่าถ้าจำเป็นต้องรับเงินนักการเมืองก็รับมา แต่อย่าไปลงคะแนนเสียงให้ เป็นการให้ปัญญาคน ให้คนไม่ยอมแพ้และให้รู้ว่าพวกนักการเมืองคือพวกบ่อนทำลายประเทศชาติอย่างแท้จริง
หากยังหายใจจะทำให้5กกต.ติดคุก
ต่อมา นายสนธิ ขึ้นเวทีปราศรัย ระบุว่า ตอนนี้ประเทศไทยเป็นของคนพวกสีน้ำเงิน ศูนย์อำนาจอยู่ที่บุรีรัมย์ ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นในสังคม ขณะที่ประธาน กกต. ที่อ้างว่าเป็นผู้พิพากษา 38 ปี ตนขอฝากเรื่องผ่านเจ้าหน้าที่ของ กกต.ไปถึงประธาน กกต.ว่า น่ารู้ดีอยู่แล้ว ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ ถูกต้องหรือไม่
“จากนี้ผมขอใช้ชีวิตที่เหลือทำทุกวิถีทาง เพื่อเอาผิดกับ กกต.ทั้ง 5คนให้ได้ (ไม่นับเสียงข้างน้อย 2 คน คือนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กับนายชาย นครชัย) แม้ว่าทั้ง 5 คน จะพ้นจากตำแหน่งไปแล้วก็ตาม ไม่ว่านานแค่ไหน ก็จะทำให้ได้ ตราบใดที่ผมยังมีลมหายใจอยู่ จะทำทุกวิถีทาง ทำให้ทั้ง 5คน เข้าคุกให้ได้ เหตุผลที่ผมต้องลุกขึ้นสู้ เพื่อพาประเทศไทยกลับคืนมาให้ได้ ขอฝากไปถึงเจ้าหน้าที่ กกต.ที่มีจิตบริสุทธิ์ยุติธรรม โดยเฉพาะคนที่ปฏิบัติหน้าที่ในคณะอนุกรรมการชุดที่26ว่า การต่อสู้เช่นนั้นจะอยู่ในหัวใจประชาชน ที่ผ่านมา มีผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามตนเองว่า จะมีการออกมาเคลื่อนไหวเพื่อขับไล่รัฐบาล อย่างไร ตนได้ตอบกลับไปว่า จะไม่มีการออกมาขับไล่ใดๆ แต่จะทำทุกทางให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ ด้วยการกระทำของตัวรัฐบาลเอง ตนจะทำให้รัฐบาลนั่งทำงานอย่างไม่เป็นสุข’
‘พิชิต-ทนายนกเขา’ชงข้อเรียกร้อง
เวลา12.10น.ที่บริเวณหน้าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนักงาน กกต.) นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่ม เป็นแกนนำกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ ไทย(คปท.) พร้อมด้วย นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา ได้ร่วมกันเป็นตัวแทนกลุ่มรวมพลังแผ่นดินทวงคืนประเทศไทย เข้ายื่นข้อเรียกร้องถึง กกต.ขอให้ทบทวนมติ คดีฮั้ว เลือก สว.และส่งฟ้อง สว.รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 229คน ตามมติของคณะกรรม การสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 เนื่องจากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ทั้งหมด มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นกับการฮั้ว เลือก สว.
ขอกกต.ทำหน้าที่สุจริต-เที่ยงธรรม
โดย นายพิชิต ระบุว่า สังคมตั้งข้อสงสัยว่าทำไม กกต.ถึงไม่ส่งฟ้องนักการเมืองทั้งที่พยานหลักฐานชัดเจน การมายื่นข้อเรียกร้องวันนี้เพื่อตั้งคำถามถึงประธานกกต.และกกต.5คน พร้อมแสดงพลังเพื่อเรียกร้องให้กกต.ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริต เที่ยงธรรม ซึ่งที่ผ่านมา มีคดีที่ทำให้เห็นแล้วว่ามีกกต.ในอดีตถูกสั่งจำคุก เพราะใช้ดุลพินิจที่ผิดกฎหมาย ดังนั้น วันนี้จึงมาบอกกับ กกต.ว่า การกระทำของ กกต.อาจเป็นการกระทำที่ นำไปสู่การดำเนินคดีได้ จึงขอเรียกร้องให้ กกต. ทบทวนมติดังกล่าว เพราะใช้เวลา 2 ปีกว่าในการสืบสวนหาข้อเท็จจริง แต่ข้อเท็จจริงที่อธิบายต่อสังคมกลับเต็มไปด้วยคำถาม รวมทั้งพยานที่ กกต.บอกว่า กลับคำให้การ กกต.ได้ดำเนินการตามกฎหมายแล้วหรือไม่ ถ้ายัง กกต.อาจเป็นฝ่ายทำผิดกฎหมายเอง
ยังเพิกเฉยขู่ดำเนินคดีเอาผิด’กกต.’
หาก กกต.ยังละเลยต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มฯมาตรการต่อไป อาจต้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยมองว่าขณะนี้ กกต.ยังมีเวลาทบทวนมติก่อนส่งคำฟ้องและสำนวนไปยังศาลฎีกา ที่สำคัญ กกต.ต้องทบทวนเสียงของสังคมด้วย เพราะส่วนใหญ่เห็นว่า การฮั้วเลือก สว.ทำเป็นกระบวนการ ถ้า กกต.ฟังเสียงสังคมก็ถือว่ายังมีเวลาในการตัดสินใจและหวังว่า จะฟังเสียงของประชาชนด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงาน กกต.ได้ส่ง พันตำรวจตรีณัฐวัฒน์ เสงี่ยมศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นตัวแทน ให้มารับข้อเรียกร้องฯ
‘เท้ง-ไอติม’ยื่นเอกสารสอบ7กกต.ฮั้ว
วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตรแห่งชาติ (ปปช.) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยตัวแทนพรรคและภาคประชาชน เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนให้ ปปช.ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.ทั้ง 7คน เกี่ยวกับความโปร่งใสในกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
โดย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่ากระบวนการเลือก สว.ที่ผ่านมา มีลักษณะการกระทำเป็นขบวนการ และมีความเชื่อมโยงกับนักการเมืองอย่างแท้จริง การมายื่นคำร้องวันนี้จึงขอให้ ปปช.ไต่สวนย้อนหลังไปถึงพฤติการณ์ก่อนการลงมติ เช่น การออกระเบียบและหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่อาจเป็นการเอื้อให้เกิดการฮั้วเลือก สว.ขึ้น โดยไม่ใช่เพียงแค่การตรวจสอบมติเสียงข้างมาก (5ต่อ2) ของ กกต.เท่านั้น
สงสัยกกต.อาจทำหน้าที่ไม่สุจริต
สำหรับพยานหลักฐานและเหตุผลทางกฎหมาย นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่เคยเปิดเผยต่อสาธารณะผ่านเวทีเสวนารวมถึงพยานบุคคลที่เคยออกมาให้ข้อมูลก่อนหน้านี้ ทางพรรคประเมินว่ามีพยานหลักฐานและพฤติการณ์ที่ปรากฏเพียงพอให้เชื่อได้ว่า กกต.อาจปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต จึงคาดหวังอย่างน้อยให้ ป.ป.ช.รับเรื่องและตั้งคณะไต่สวนข้อเท็จจริงขึ้นมาดำเนินการ เพื่อพิจารณาส่งฟ้องต่อพนักงานอัยการและศาลต่อไป เนื่องจากพรรคประชาชนไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงในกรณีนี้ จึงเลือกใช้สิทธิตามช่องทางกฎหมายในการยื่นตรวจสอบผ่าน ปปช.อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้เสียหายโดยตรง เช่น ผู้สมัคร สว. หรือ สว.สำรอง สามารถใช้สิทธิยื่นฟ้องร้องต่อศาลได้โดยตรงอีกช่องทางหนึ่ง
ปชน.ไม่ใช่ผู้เสียหาย-ต้องพึ่งปปช.
ทั้งนี้ พรรคประชาชนขอยืนยันว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือเป็นตัวแทนยื่นฟ้องโดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบต่อรูปคดี หรือถูกมองว่ามีผู้มีอิทธิพลทางการเมืองเข้าไปชักจูง แต่ทางพรรคพร้อมที่จะให้การสนับสนุนด้านข้อมูล พยานหลักฐานและให้คำปรึกษาแก่ผู้เสียหายอย่างเต็มที่ การตรวจสอบกรณีดังกล่าวจะดำเนินการควบคู่ไปกับกลไกทางรัฐสภา โดยขอยืนยันว่าประเด็นความผิดปกติในการเลือก สว.และการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.จะถูกนำไปบรรจุเป็นหนึ่งในเนื้อหาสำคัญของการอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน
‘ไอติม’ซัดปฎิบัติหน้าที่ไม่ชอบ
ด้าน นายพริษฐ์วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวขยายความถึงรายละเอียดของคำร้องและกลไกในการดำเนินการตรวจสอบว่า พรรคจะอาศัยทุกกลไกเพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ กกต.นอกจากการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.และการสนับสนุนให้ผู้เสียหายฟ้องตรงต่อศาลแล้ว พริษฐ์ระบุว่า ยังมีเป้าหมายในการเอาผิดผู้ถูกกล่าวหารายอื่นๆ นอกเหนือจาก 77 คนที่ กกต.มีมติสั่งฟ้องไปแล้ว โดยอาศัย 2กลไกหลัก หากศาลฎีกามีการไต่สวนคดีของทั้ง 77คน แล้วพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงบุคคลอื่น กกต.ต้องมีหน้าที่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเหล่านั้นเพิ่มเติม ซึ่งจุดนี้จะยิ่งทำให้ข้อบกพร่องในการทำงานของ กกต.ปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น
จงใจมองไม่เห็นการกระทำความผิด
นายพริษฐ์ ได้อธิบายถึงสาระสำคัญของข้อกล่าวหาที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.ว่าแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรก คือ การตั้งคำถามถึงมติของ กกต.ที่เปรียบเสมือนการจงใจมองไม่เห็นช้าง 3ตัว ช้างตัวที่1มองไม่เห็นความเป็นขบวนการของการฮั้วเลือก สว.โดยมีการสั่งฟ้องเพียง 77คน ทั้งที่มีผู้เกี่ยวข้องมากกว่านั้น ช้างตัวที่ 2 มติที่ขัดกับบรรทัดฐานของตนเองในอดีต กกต.เคยสั่งฟ้องผู้สมัคร สว.เพียงเพราะหลักฐานแชตไลน์ 2คน แต่กลับไม่สั่งฟ้อง สว.กว่า 130คน ที่ปรากฏหมายเลขผู้สมัครอยู่ในโพยใบสั่ง ซึ่งถือเป็นหลักฐานการแลกคะแนนอย่างเป็นระบบที่ชัดเจนกว่ามาก ช้างตัวที่3 จงใจมองไม่เห็นความเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง ทั้งที่มีหลักฐานหลายรูปแบบที่เชื่อมโยงไปถึงบุคคลจากพรรคการเมือง แต่ กกต.กลับมีมติไม่สั่งฟ้องแกนนำพรรคการเมืองดังกล่าว สำหรับส่วนที่2ของคำร้อง เป็นการชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องของ กกต. ก่อนที่จะมีการลงมติ โดยพริษฐ์ระบุว่า มีการออกระเบียบที่เอื้อต่อการทุจริต เช่น การกำหนดเปอร์เซ็นต์ผู้สมัครในรอบเช้าและรอบบ่ายให้เท่ากัน ซึ่งทำให้การทำโพยสั่งคะแนนทำได้ง่ายขึ้น รวมถึงการตรวจสอบคุณสมบัติที่หละหลวม ปล่อยให้ผู้ขาดคุณสมบัติหรือสมัครผิดกลุ่มผ่านเข้ารอบไปลงคะแนนได้จำนวนมาก
นอกจากนี้ ยังรวมถึงการขาดมาตรการป้องกันการทุจริตที่มีประสิทธิภาพเมื่อพบโพยใบสั่งในวันเลือกตั้งระดับประเทศ, กระบวนการตรวจสอบคดีที่ใช้เวลายาวนานถึง 2ปีและข้อพิรุธในการตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัย ชุดที่ 36 ซึ่งมีข้อเสนอในเบื้องต้นว่าไม่ควรสั่งฟ้องใครแม้แต่คนเดียว ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดนี้ได้ถูกรวบรวมไว้ในคำร้องที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาไต่สวนต่อไป
ยันยื่นซักฟอกรัฐบาลตุลาคมนี้
นายณัฐพงษ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ตอนนี้มีความคืบหน้าดี อยู่ในช่วงท้ายในการสรุปกรอบญัตติ ต้องนำเนื้อหาของทุกพรรคที่ต้องการอภิปรายมารวมกัน เมื่อสรุปกรอบญัตติเสร็จก็จะอยู่ในช่วงของการลงนาม หากดูไทม์ไลน์เชื่อว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเข้าสู่สภาฯในช่วงเดือนตุลาคม
ถล่มระบอบน้ำเงิน-เอื้อล็อกสเปก
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า หากดูกรอบในการอภิปรายก็จะมีคนที่ได้รับผลกระทบอยู่เยอะ เช่น บริษัทที่อาจจะเข้าร่วมประมูลในโครงการของรัฐที่เราเห็นว่ามีการล็อกสเปกเกิดขึ้น มีการเอื้อให้เกิดกับบางบริษัทให้ได้รับโครงการหรือไม่ ก็จะทำให้บริษัทคู่แข่งส่งข้อมูลมาให้กับเราได้ ส่วนอื่นๆ ที่อาจจะอยู่ในระบบราชการอย่างที่เราเห็นในเรื่องช่วยสีน้ำเงินด้วย หรือเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการต่างๆ หรือการทุจริตสอบท้องถิ่น การเปิดช่องทางก็จะทำให้เรามีข้อมูลในเชิงลึกมากยิ่งขึ้น
เมื่อถามว่า มีการเปิดรับข้อมูลจากประชาชน มีคนตั้งข้อสังเกตว่าพรรคมีข้อมูลเพียงพอหรือไม่ที่จะอภิปราย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เนื้อหาข้อมูลที่เรามีอยู่ในมือมีน้ำหนักมากเพียงพออยู่แล้ว เพียงแต่ว่าในพรรคประชาชน เปิดช่องทางในการรับข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อที่จะรับข้อมูลเชิงลึกจากผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง การอภิปรายในครั้งนี้เราพยายามจะชี้ให้เห็นถึงความเลวร้ายของระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ตัวของพรรคการเมืองอย่างเดียว แต่หมายถึงการทำหน้าที่ในองค์กรอิสระด้วย ในส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนที่สนับสนุนให้กับระบอบสีน้ำเงินอยู่ด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

