ชูท่องเที่ยวไทย เอกนิติย้ำโอกาสทอง ถกIMF-World Bank

ชูท่องเที่ยวไทย
เอกนิติย้ำโอกาสทอง
ถกIMF-World Bank
“เอกนิติ”ชี้เจ้าภาพ IMF-World Bank เปิดประตูสินค้าไทยท่องเที่ยว ลงทุนพาไทยกลับเวทีโลก เตรียม Royal Pavilion 13ตุลาคม เชิดชูพระอัจฉริยภาพ ร.9 เผยแพร่แนวพระราชดำริสู่ผู้นำการเงินโลกเผยชี้วิกฤตพลังงานยังไม่จบ เดินหน้า“ไทยช่วยไทย พลัส” เฟส 2 ประคองกำลังซื้อช่วงเปลี่ยนผ่าน ย้ำวินัยการคลังเร่งโซลาร์-พลังงานไทยลดพึ่งนำเข้า สร้างความเข้มแข็งระยะยาว
เมื่อวันที่ 26 กันยายนนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” ถึงการที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพ การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569(2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่12-18 ต.ค.2569 ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย ทั้งด้านสินค้าไทยการท่องเที่ยว ธุรกิจ การลงทุน และบทบาทของไทยบนเวทีเศรษฐกิจการเงินโลก
ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้เมื่อปี 2534 หรือเมื่อ 35 ปีก่อน ซึ่งครั้งนั้นประเทศไทยประสบความสำเร็จและได้รับความสนใจจากต่างประเทศ การกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งจะนำรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง นายธนาคาร และนักการเงินจากทั่วโลกเดินทางเข้ามาประเทศไทย
กระทรวงการคลังในฐานะผู้จัดหลักร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย เตรียมนำสินค้าไทยจากทั่วประเทศและทุกภูมิภาคมาจัดแสดงและนำเสนอภายในงานเพื่อให้ผู้เข้าร่วมซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อได้รู้จักสินค้าไทยมากขึ้น และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการไทย
นายเอกนิติกล่าวว่า ด้านการท่องเที่ยว คาดว่าจะเกิดกิจกรรมและการเดินทางคึกคักในช่วงจัดประชุม พร้อมยกประสบการณ์จากการเป็นเจ้าภาพเมื่อ 35 ปีก่อนว่า ผู้เดินทางบางส่วนกลับมาเยือนประเทศไทยอีกพร้อมครอบครัว ทำให้ประโยชน์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงช่วงเวลาจัดงานเท่านั้น
นอกจากนี้ จะมีกิจกรรม Business Matching การประชุม สัมมนา และกิจกรรมของภาคการเงินจากทั่วโลก ซึ่งนายเอกนิติ มองว่าจะเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนใหม่ในประเทศไทย ขณะที่สินค้าไทยผ้าไทย ศิลปวัฒนธรรม และมวยไทยจะได้รับการนำเสนอผ่านกิจกรรมต่างๆ บนเวทีระดับโลก
นายเอกนิติกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เปรียบเหมือนโอลิมปิกทางการเงิน ซึ่งหลายประเทศต้องการเป็นเจ้าภาพ และประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ได้รับโอกาสจัดเป็นครั้งที่ 2 ถือเป็นทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจและความภาคภูมิใจของประเทศ อีกมิติหนึ่งประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพจะมีโอกาสเสนอวาระเข้าสู่เวทีเศรษฐกิจการเงินโลก ภายใต้แนวคิด Entering New Horizon หรือการก้าวสู่ขอบฟ้าใหม่พร้อมแนวคิด Empowering People การสร้างพลังให้ประชาชนสามารถกำหนดชีวิตและธุรกิจของตนเอง และ Building Resilience การสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อรับมือโลกที่มีความผันผวนสูง
นายเอกนิติกล่าวว่า อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญจะอยู่ในวันที่ 13 ต.ค. ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร จะมีการจัด RoyalPavilion เพื่อเชิดชูพระเกียรติและนำเสนอแนวพระราชดำริ โดยเฉพาะแนวคิดการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับคนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Empowering People ที่ประเทศไทยนำเสนอในการประชุมครั้งนี้
โดย Royal Pavilion จะนำบทเรียนจากโครงการพระราชดำริต่างๆ ซึ่งได้รับการสืบสาน รักษา และต่อยอดในรัชกาลปัจจุบัน มานำเสนอต่อผู้เข้าร่วมการประชุม โดยต้องการให้นักการคลังและนักการเงินจากทั่วโลกได้เห็นพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนา และแนวทางที่มีส่วนช่วยให้คนไทยสามารถปรับตัวต่อวิกฤตและความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้
“เราถึงอยากนำเสนอให้นักการคลัง นักการเงินโลกได้เห็น เชื่อว่าหลายคนที่ได้ไปชม น่าจะทึ่งกับพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน ที่ทำให้ส่วนหนึ่งคนไทยสามารถปรับตัวกับภาวการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้” นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงการเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส”60/40 เฟส 2 ว่า จุดเริ่มต้นของโครงการมาจากวิกฤตตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อค่าครองชีพของคนไทยเป็นระลอก ตั้งแต่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นราคาสินค้าแพงขึ้น ก่อนกระทบกำลังซื้อเมื่อรายได้เพิ่มไม่ทันค่าใช้จ่ายรัฐบาลจึงออกแบบมาตรการเพื่อช่วยลดค่าครองชีพ พร้อมประคองพ่อค้าแม่ค้ารายเล็กที่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลง
นายเอกนิติกล่าวว่า โครงการกำหนดวงเงินใช้จ่ายไม่เกินวันละ 200 บาท เพราะต้องการช่วยค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ได้ออกแบบเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ขณะเดียวกันทรัพยากรของรัฐบาลมีจำกัด จึงให้น้ำหนักกับคนตัวเล็ก พ่อค้าแม่ค้าในตลาด แผงลอย และร้านค้ารายย่อยเป็นลำดับแรก ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 3 เดือน ที่ผ่านมามีประชาชนใช้สิทธิประมาณ 26 ล้านคนร้านค้ารายย่อยประมาณ 1.2ล้านรายเกิดเม็ดเงินช่วยประคองกำลังซื้อกว่า 160,000 ล้านบาท โดยร้านค้าที่อยู่ในกรุงเทพฯ มีสัดส่วนเพียง 16% สะท้อนว่าเม็ดเงินกระจายไปยังร้านค้าและพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วประเทศ
รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวว่าคำว่า พลัส ไม่ได้หมายถึงการช่วยค่าครองชีพเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการเพิ่มทักษะให้พ่อค้าแม่ค้ารายเล็ก โดยเปิดให้เข้าถึงแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีและเรียนรู้การขายออนไลน์ ซึ่งนายเอกนิติระบุว่า ร้านค้าที่เข้าร่วมบางส่วนมียอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และร้านค้าจากโครงการก่อนหน้าหลายรายยังรักษายอดขายไว้ได้แม้สิ้นสุดมาตรการแล้ว
อีกส่วนหนึ่งคือ AI นกกระซิบในแอปพลิเคชันถุงเงิน ซึ่งช่วยวิเคราะห์ยอดขาย วันที่ขายดี ต้นทุนวัตถุดิบ และข้อมูลประกอบการวางแผนธุรกิจ เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายเล็กลดต้นทุนและบริหารสินค้าได้แม่นยำขึ้นโดยนายเอกนิติยกตัวอย่างร้านขนมที่สามารถดูข้อมูลว่าวันใดมียอดขายสูงหรือต่ำ และนำข้อมูลไปปรับปริมาณการผลิตให้เหมาะสม
ข้อมูลการค้าจากระบบยังเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงสินเชื่อ เพราะธนาคารสามารถเห็นข้อมูลรายได้จากระบบ ขณะที่ บสย.เข้ามาช่วยด้านการค้ำประกัน ลดข้อจำกัดของผู้ประกอบการที่ไม่มีหลักทรัพย์ และลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ
นายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้มองการอัดฉีดเงินเป็นคำตอบที่ทำต่อได้ไม่สิ้นสุด โดยเหตุที่ไม่ได้ใช้กรอบเงินสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานมาขยายมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพราะต้องรักษาวินัยการคลัง และมองว่าการช่วยประชาชนในช่วงนี้เกิดขึ้นเพราะประเทศไทยยังเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ไม่เร็ว ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งยังดำเนินอยู่
ในระยะยาวจึงต้องเร่งลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า โดยโซลาร์เป็นหนึ่งในแนวทางที่ เมื่อครัวเรือนสามารถผลิตไฟฟ้าและลดค่าไฟได้เอง ความจำเป็นในการใช้เงินช่วยเหลือค่าครองชีพก็จะลดลง พร้อมช่วยให้ประเทศนำเข้าก๊าซและจ่ายเงินออกต่างประเทศน้อยลง
นายเอกนิติกล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานยังรวมถึงการส่งเสริมไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มและเอทานอลจากอ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่คนไทยผลิตได้ ช่วยลดการพึ่งน้ำมันนำเข้า พร้อมสร้างรายได้กลับสู่เกษตรกรและเศรษฐกิจภายในประเทศด้วย
การอุดหนุนราคาน้ำมันทั่วไปช่วยได้เพียงชั่วคราว ขณะที่แนวทางระยะยาวควรสร้างแรงจูงใจให้เกิดการใช้พลังงานทางเลือกที่ไทยผลิตเองได้มากขึ้น เพื่อทำให้ประเทศมีความเข้มแข็ง ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และให้ประโยชน์กลับไปยังเกษตรกรไทยโดยตรง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

