คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

โอกาสของไทย บนเวที UNGA81 พอเหมาะ พอดี ใส่ใจตรงปัญหาของเรา
ท่าที เนื้อหา การอภิปรายของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (UNGA81) น่าสนใจยิ่ง เพราะนี่คือโอกาสแรกของผู้นำรัฐบาลไทย บนเวทีใหญ่ระดับโลกอย่างแท้จริง
1. ในแง่ของวิธีนำเสนอ
นายกฯ อนุทินใช้ความเรียบง่าย ไม่ต้องมีภาพประกอบ ไม่ต้องมีดราม่า ขัดแย้งกับใคร
ยกมือไว้ประธานที่ประชุม
ยกมือไหว้ตัวแทนประเทศต่างๆ ในที่ประชุม
กล่าว “สวัสดีครับ” เป็นภาษาไทย ก่อนจะเข้าสู่การอภิปราย
อาจารย์แพท แสงธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและการสื่อสารอินเตอร์ ให้มุมมองว่าด้วยเรื่อง “THAILAND’S PRIME MINISTER AT UNGA-81” ระบุว่า
“...ฟังสุนทรพจน์ จากผู้นำประเทศ ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติมา 2 วัน
ได้ฟังผู้นำที่พูดภาษาอังกฤษด้วยตนเองหลายคน โดยเฉพาะผู้นำของประเทศในแอฟริกา
ที่ย้ำว่า “ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ของเรา” แต่สำเนียงแอฟริกันก็ยังฟังยาก ทั้งการออกเสียงอักขระ การออกเสียงคำ การเว้นวรรคตอน (phrasing) และทำนองเสียง (intonation)
คุณอนุทิน กล่าวสุนทรพจน์ ภายใน 17 นาที แม่นยำ ชัดเจน
เห็นได้ชัดว่า มีการฝึกซ้อมมาหลายเที่ยว จนไม่มีการก้มหน้าจมอยู่กับสคริปต์
พูดด้วยภาษาอังกฤษที่เป็นธรรมชาติ ด้วยความเร็ว (pace) ที่ไม่เร็วไม่ช้า ฟังระรื่นหู
จับความได้
การออกเสียง ตั้งแต่ระดับ syllable stress, word stress สมบูรณ์แบบ ไม่มีหลุด
และย้ำคำสำคัญ(content word emphasis) ในประโยคได้อย่างดี
การเว้นจังหวะ และ intonation ดี ไม่เป็น sing song English
สำเนียงที่ไม่ใช่ native accent หรือเกือบๆ ภาษาแม่ (near native) นี้ อาจจะเรียกว่าเป็น Cultivated Global Standard ก็ได้
ความคล่อง (fluency) ของคุณอนุทินมากพอ จึงไม่ต้องพยายามจะเป็นอเมริกัน
หรือนักเรียนนอก.. ไม่ใช่ สำเนียงประดิษฐ์ (contrived accent) ไม่เติมจริตจะก้านใดๆ
สามารถเป็นตัวอย่าง ให้กับผู้ที่พยายามจะปั้นสำเนียงนั่นนี่ได้ว่า สำเนียง global accent ที่ขัดเกลาให้ชัดเจน ก็ได้รับการยอมรับแล้ว ไม่ต้องม้วนลิ้น แบลิ้นจนคับปาก แล้วก็จมน้ำตายง่ายๆ ด้วยเสียง “th”, “s”, “j”, “sh” และ “z”
เนื้อหาร่างมาอย่างดี แสดงจุดยืนชัดเจน ไม่โวยวายแต่หนักแน่น
และไม่ด่าประณามชาติไหนให้หน้าคว่ำ
แต่ย้ำเจตนารมณ์ และการลงมือทำงานเพื่อแก้ปัญหาของรัฐบาลไทย
อธิบายเรื่องสำคัญ เช่น เรื่องการดูแลด้านสิทธิมนุษยชน มนุษยธรรม ข้อตกลง UNCLOS และการกำหนดพรมแดนทางทะเลชัดเจน
HHHHH(4/5)....”
2. ประเด็นเนื้อหา
ชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรีของไทย เจตนาออกแบบ กำหนดท่าที จุดยืน และเนื้อหา
อย่างรัดกุม
นายกฯ อนุทิน ได้ใช้โอกาสนี้ แสดงจุดยืนไปในทิศทางเดียวกับอีกหลายชาติสมาชิกขนาดกลางและขนาดเล็กค่อนโลก โดยเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปสหประชาชาติ เพิ่มเสียงที่เท่าเทียมของนานาชาติ ฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อระบบพหุภาคี เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาในโลกปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพแท้จริง
ประเด็นสำคัญในการนำเสนอของนายกฯ อนุทิน ได้แก่
เรียกร้องให้ปฏิรูปสหประชาชาติ (UN) : นายกฯ อนุทินย้ำจุดยืนว่า ในโอกาสที่ UN ก่อตั้งครบ 80 ปี ถึงเวลาที่ต้องมีการปฏิรูปองค์กรเพื่อเพิ่มเสียงที่เท่าเทียมให้กับนานาชาติ
โดยเฉพาะประเทศที่เคยไม่มีสิทธิ์มีเสียง โดยเน้นย้ำว่าต้องสร้างขึ้นจากความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) ที่ไม่ได้เกิดจากการบังคับ
ความขัดแย้งทั่วโลกและสถานการณ์เมียนมา : แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายพื้นที่รวมถึงปาเลสไตน์ และยืนยันว่าประเทศไทยสนับสนุนกระบวนการสันติภาพและการปรองดองแห่งชาติในเมียนมาอย่างเต็มที่
การแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา: ระบุชัดเจนว่า ไทยเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพและความร่วมมือ และมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาชายแดนผ่านกลไกการเจรจาทวิภาคี พร้อมย้ำว่ากระบวนการ
ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เป็นเรื่องของการกำหนดเขตแดนทางทะเลเท่านั้น
การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ: ชูความร่วมมือระหว่างไทยกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เพื่อยกระดับการป้องกันปราบปราม
ยาเสพติด และร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการทลายเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ (แก๊งคอลเซ็นเตอร์/สแกมเมอร์) ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประชาชน
สิทธิมนุษยชน: ยืนยันในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) วาระปี 2568-2570 ว่าพร้อมส่งเสริมคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ภาพรวมของเนื้อหา กล่าวได้ว่า มีความพอเหมาะ พอดี ใส่ใจตรงปัญหาที่กระทบต่อเรา
มีจุดยืนชัดเจน ปกป้องประเทศชาติของเราเอง มีศักดิ์ศรี แม้จะไม่ใช่ชาติมหาอำนาจก็ตาม
ขณะเดียวกัน ก็ไม่ไปก้าวก่ายแสดงออกสร้างศัตรูโดย
ไม่จำเป็น
ไม่เข้าไปเลือกข้างในความขัดแย้งหรือสงคราม
ไม่กร่าง ไม่ยโสโอหัง
ไม่พยายามหาซีนหาแสง
(แต่ถ้าลองเป็นนักการเมืองบางพรรค หากได้โอกาสนี้ อาจหาแสงให้ตัว แต่สร้างภาระเพิ่มเติมให้ประเทศชาติ)
3. ประเด็นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา
ขยายความ ประเด็นเกี่ยวกับการดำเนินการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ไทย-กัมพูชา ซึ่งประชุมเปิดไปแล้วที่สิงคโปร์ แล้วจะมีการประชุมต่อไปที่เนเธอร์แลนด์หลังจากนี้นั้น
พลเรือเอกพัลลภ ตมิศานนท์ ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจ ว่าด้วย “สนทนาประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS”


เนื้อหาใจความบางส่วน สรุป ดังนี้
“...ถ้อยแถลงส่วนเนื้อหาที่เขมรต้องการให้คณะกรรมาธิการพิจารณา คือ ต้องการได้เส้นเขตแดนทางทะเลเส้นเดียวครอบคลุมทั้งหมด (a single, all–purpose maritime boundary) โดยเสนอเพิ่ม (= ตีมึน) เป็นทางเลือกว่าขอให้พัฒนาร่วมและแบ่งปันทรัพยากรไปพลางก่อน
ระหว่างรอผลเจรจาแบ่งเขตทางทะเล แต่หากยังไม่บรรลุข้อตกลงทั้งเส้นเขตแดนหรือพัฒนาทรัพยากรร่วม ก็ขอให้มีรายงานข้อเสนอแนะเป็นพื้นฐานเจรจาต่อไปภายใต้พันธกรณีตาม UNCLOS
( = กะตียาวไปศาลโลก)
* ถ้อยแถลงส่วนเนื้อหาที่ฝ่ายไทยต้องการให้คณะกรรมาธิการพิจารณาคือกำหนดขอบเขตการเจรจาเฉพาะแบ่งเขตทางทะเลเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับเขตแดนทางบกรวมถึงเกาะกูด โดยยืนยันเขตทางทะเลตามประกาศพระบรมราชโองการเมื่อปี 2516 แต่ปฏิเสธเส้นเขตไหล่ทวีปที่เขมรประกาศเมื่อปี 2515 เพราะปราศจากพื้นฐานทางกฎหมาย
* ข้อน่าสังเกต คือ เขมรไม่ได้ยืนยันเขตทางทะเลที่ตนประกาศไว้เมื่อปี 2515 รวมทั้งไม่ได้ปฏิเสธเขตทางทะเลของไทยที่ประกาศเมื่อปี 2516
* ความเป็นไปได้ของข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ
(1) กำหนดจุดลอยในทะเล คือ จุดกึ่งกลางระหว่างเกาะกูดและเกาะกง (ตามภาพ)
เพื่อเลี่ยงปัญหาเกาะกูดและหลักเขต73 จุดลอยนี้จะเป็นสามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นมัธยะ
ตามหลักการ UNCLOS เพื่อลากออกไปกลางอ่าวไทยเป็นเส้นเขตแดนทะเลโดยสามารถลากลงไปทางใต้ได้ตลอดแนว OCA และในอนาคตเมื่อไรที่สามารถเจรจาที่ตั้งหลักเขต 73 แล้วเสร็จว่าควรจะอยู่ที่แหลมสารพัดพิษหรืออ่าวโอบยามตามสนธิสัญญา ค.ศ.1907 จึงค่อยลากเส้นเขตแดนทางทะเลเชื่อมต่อระหว่างหลักเขต 73 ใหม่ไปบรรจบกับจุดลอยในทะเลเพื่อเชื่อมต่อกับเส้นเขตแดนที่ได้เจรจาตกลงกันไว้แล้ว
(2) ใช้ Model งานวิจัยต่างๆ เช่น Clive Schofield หรือ John Prescott เป็นแนวทางโดยยกเลิกเส้นที่ลากผ่านเกาะกูด แต่ใช้จุดลอยกลางทะเลตามข้อ (1) แทน แล้วลากเส้นเขตแดนทางทะเลออกไปตาม Model งานวิจัย ผลคือในพื้นที่ OCA 26,400 ตร.กม.นั้น ไทยจะได้ในส่วนพื้นที่แรเงาสีฟ้า 9,170 ตร.กม. เขมรจะได้พื้นที่แรเงาชมพู 4,253 ตร.กม. ที่เหลือถือเป็น Genuine OCA คือ พื้นที่สีเขียว+แดง คือ 6,229 + 6,748 = 12,977 ตร.กม.ซึ่งต้องมาเจรจาตกลงกันให้ได้ว่าจะให้อิทธิพล (Effect) ของเกาะหรือหินต่างๆ เป็นสัดส่วนมากน้อยเพียงใด หากตกลงกันไม่ได้จะพัฒนาปิโตรเลียมร่วมกันหรือไม่
(3) อีกแนวทางหนึ่ง คือ เริ่มต้นแบ่งเขตทางทะเลจากส่วนที่ง่ายมาก่อน คือ จากกลางอ่าวไทยตรงจุดเริ่มต้นด้านทิศใต้(ตามภาพ) ซึ่งกำหนดได้ง่ายเพราะอยู่บริเวณเส้นแบ่งเขตระหว่างไทย-เวียดนามและเวียดนาม-กัมพูชาซึ่งตกลงได้ชัดเจนแล้ว จากจุดนี้สามารถลากเส้นแบ่งเขตทางทะเลระหว่างไทยกับเขมรได้ง่ายเพราะมีลักษณะของชายฝั่งที่ตรงข้ามกัน (Opposite Coasts)
ซึ่งจะง่ายกว่าบริเวณหลักเขต 73 ซึ่งมีลักษณะชายฝั่งประชิดกัน (Adjacent Coasts) ลากเส้นเขตแดนจากใต้ขึ้นเหนือมาให้ได้มากที่สุด ส่วนพื้นที่ที่ยังตกลงแบ่งเขตกันไม่ได้อาจพิจารณาว่าจะพัฒนาร่วมกันอย่างไรต่อไป
* ไทยไม่ได้เดือดร้อนหรือจำเป็นต้องเร่งรีบเรื่องแสวงหาแหล่งน้ำมันใหม่เท่าเขมร+เขมรมีปัญหาเศรษฐกิจ จึงจำเป็นเร่งรีบหาทางใช้ประโยชน์จากน้ำมันในอ่าวไทยมากกว่าไทย ดังนั้น
เวลาจึงเข้าข้างไทย
* เขมรต้องฝันสลาย เพราะไทยยกเลิก MOU44 ไม่สามารถใช้เครือข่ายฮุนเซนผลักดันให้เกิดพัฒนาร่วมเต็มพื้นที่แบ่งปิโตรเลียม 50-50 ได้
* การเจรจาแบ่งเขตทางทะเลต่อไปนี้จะจบเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่ว่า เขมรจะยอมยกเลิกเส้นที่ลากผ่านเกาะกูดตามที่เขมรได้ประกาศไหล่ทวีปและทะเลอาณาเขตเมื่อปี 2515 หรือไม่ หากเขมรไม่ยอม ขอให้ตัวแทนฝ่ายไทยแถลงข่าวให้สาธารณชนชาวไทยได้รับทราบด้วย
* หากเขมรยอมยกเลิกเส้นที่ลากผ่านเกาะกูดแล้วเดินหน้าเจรจากำหนดเส้นเขตแดนทางทะเลกันใหม่อย่างจริงจัง จะทำให้มีโอกาสบรรลุผลอย่างเที่ยงธรรม (equitable solution) ได้อย่างรวดเร็ว ได้เส้นเขตแดนทางทะเลเส้นเดียวครอบคลุมทั้งหมด (a single, all–purpose maritime boundary) อย่างที่ทั้งสองฝ่ายต้องการ แต่เขตทางทะเลของแต่ละประเทศที่จะได้ จะไม่กว้างใหญ่เท่าที่ต่างฝ่ายเคยประกาศฝ่ายเดียวไว้เมื่อปี 2515 และ 2516 แต่จะทำให้ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา สิ้นสุดลงทันที”
ข้างต้น คือ มุมมองและการปะเมินของ พลเรือเอกพัลลภ ตมิศานนท์ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามเรื่องนี้โดยตรง
แต่จะเป็นไปตามนั้น มาก-น้อยเพียงใด คนไทยเราคงต้องติดตาม และให้กำลังใจทีมไทยแลนด์ต่อไป
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

