คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

กรมอุตุฯ ควรปรับวิธีสื่อสาร กทม.+มท. ต้องนำคำเตือนไปเตรียมรับมือในพื้นที่จริง แต่ไม่ใช่เหตุ “ให้ท้ายเพจขี้ก๊อป ขี้ปั่น มั่วซั่ว”
น้ำท่วมขังในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลเที่ยวนี้ สร้างความลำบากในชีวิต และทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก เพราะบางจุด ท่วมขังสูงกว่าเมตร รถยนต์ ที่พักอาศัย ข้าวของ เสียหายไปตามๆ กัน
ปัญหาสำคัญ คือ หน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบการจัดการน้ำในพื้นที่ ไม่นำคำเตือนของกรมอุตุฯ ไปดำเนินการ “เตรียมรับมือในพื้นที่จริง” ไม่ว่าจะการเตรียมรับมือระบายน้ำ การเตรียมที่จอดรถที่พ้นระดับน้ำการเตรียมย้ายของขึ้นที่สูง การเตรียมช่วยเหลือผู้ประสบภัย ฯลฯ
1. พูดกันตรงๆ.... ถามว่า กรมอุตุฯ ประกาศเตือนหรือไม่?
คำตอบ คือ เตือนเสียยิ่งกว่าเตือน
เพราะเตือนทุกวัน วันละหลายๆ รอบ
เตือนตั้งแต่ก่อนวันที่ฝนจะมาหลายวันด้วย (กลับไปอ่านย้อนหลังได้)
เพียงแต่ “ภาษาที่กรมอุตุฯใช้ในการเตือน” อาจไม่สร้างความตื่นตระหนก และเนื้อหารายละเอียดของแต่ละพื้นที่ ประชาชนจะต้องเข้าไปอ่านเพิ่มเติมในคำเตือนย่อยของแต่ละพื้นที่ แต่ละวัน ซึ่งผู้ใช้โซเชียลในยุคปัจจุบันไม่นิยม เนื่องจากคุ้นชินกับการอ่านแค่ “พาดหัว” ข้อความสั้นๆ ที่หวือหวา หรือภาพที่น่าตกใจกลัว
ด้วยเหตุนี้ เพจอินฟลูฯที่นำเอาข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยามานำเสนอ ด้วยถ้อยคำหวือหวาปั่นกระแสสร้างความตื่นตระหนก หวาดกลัว เขย่าขวัญ จึงได้รับความสนใจมากกว่า แม้บ่อยครั้งประกาศแจ้งผิด ผลจริงไม่เกิดขึ้นเลวร้ายอย่างที่เขย่าขวัญไว้ ก็ทำเงียบๆ ไป (ย้อนกลับไปดูได้ เช่น เคยเตือนว่าญี่ปุ่นจะเกิดมหาอุทกภัย เรื่องเขื่อนเมืองกาญจน์ ฯลฯ สุดท้าย โอละพ่อ แต่ก็ไม่รับผิดชอบอะไร เพราะรับยอดไลก์ยอดแชร์ไปแล้ว)
2. ความจริง เกิดสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของ กทม. เสียหายรุนแรง แต่ไม่ใช่แบบมหาอุทกภัยปี’54
หลายพื้นที่ ใช้ชีวิตปกติ ห้างเปิด ร้านอาหารคนเต็ม ดูหนัง ช็อปปิ้ง รถไฟฟ้าเดินทาง ฯลฯ
บางพื้นที่ ฝนตกสะสม ใกล้คลองที่ระบายน้ำไม่ทัน ล้นท่วม ขัง น้ำสูง ชาวบ้านเดือดร้อน น่าเห็นใจ ฯลฯ
สถานการณ์น้ำท่วมล่าสุด แตกต่างจากมหาอุทกภัยปี 2554 อย่างสิ้นเชิง
ทั้งในแง่ของสาเหตุ ปริมาณน้ำหลาก และรูปแบบของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ (ที่ไม่ใช่แอดมินเพจจำพวกไปตัดแปะข้อความ ขโมยข้อความจากเพจอื่นมาแปะโดยไม่ให้เครดิต อ้างตัวเสมือนกูรูผู้เชี่ยวชาญ ทั้งๆ ที่ จุดเด่นคือ การเลือกใช้คำในลักษณะดึงดูดความสนใจ ปั่นกระแส)
เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง (เช่น ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ฯลฯ) ต่างยืนยันอย่างแม่นยำโดยตลอดว่า โอกาสที่จะเกิดภัยพิบัติรุนแรงในระดับเดียวกับปี 2554 แทบเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างมาก
มหาอุทกภัยปี 2554 น้ำเหนือหลากล้นเขื่อน จากพายุสะสม 5 ลูก ไหลลงมาท่วมภาคกลางและกรุงเทพฯ ตอนบน ปริมาณน้ำเหนือ (นครสวรรค์) ช่วงนั้นสูงถึง 4,600 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ลักษณะน้ำหลากแผ่เป็นวงกว้าง ท่วมขังลึก 0.5-2 เมตร จมยาวนาน 1-3 เดือน ครอบคลุมกว่า 74 จังหวัด ท่วมหนักในกรุงเทพฯ ฝั่งเหนือและฝั่งตะวันตก
สถานการณ์น้ำท่วมล่าสุด ปริมาณน้ำเหนือ (นครสวรรค์) อยู่ที่ประมาณ 1,800 ลูกบาศก์เมตร/วินาที แต่ใน กทม.อ่วมหนัก เพราะฝนตกแช่เฉพาะจุด ทำให้ปริมาณฝนสะสมสูงมาก ตกกลางเมืองและพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกโดยตรง น้ำท่วมขังรอการระบาย ท่วมเฉพาะจุดในเขตชุมชนเมือง จะระบายออกได้ภายใน 1-2 วันหากฝนหยุด จำกัดอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก และปริมณฑลบางส่วน (เช่น ลาดกระบัง, บางซื่อ, รามคำแหง)
3. การจัดการน้ำจากฝนตกในพื้นที่กรุงเทพฯ ใครรับผิดชอบ ?
ปัญหา คือ เมื่อ กรมอุตุฯ มีการแจ้งเตือนมาตั้งแต่ต้น แล้วเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ได้นำ “ข้อมูลอย่างเป็นทางการ” นั้น ไปทำอะไรต่อบ้าง เพื่อเตรียมการรับมือ?
ในพื้นที่ กทม. ได้เตรียมระบายน้ำรอ สำรวจพื้นที่ลุ่มริมคลองที่เสี่ยง เตือนประชาชนแต่เนิ่นๆ หาที่จอดรถที่พ้นน้ำสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขัง ฯลฯ ทำอะไรบ้างหรือไม่?
หรือเพียงคิดว่า จะไม่เกิดขึ้นตามคำเตือน?
การจัดการน้ำจากฝนตกในพื้นที่ กทม. ผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง คือ กรุงเทพมหานคร (กทม.)
ผู้ว่าฯ กทม. คือ ผู้บริหารที่จากการเลือกตั้งโดยตรง
หน่วยงานหลัก คือ สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร และมีสำนักงานเขต ร่วมปฏิบัติในแต่ละพื้นที่
สำนักการระบายน้ำรับผิดชอบโดยตรง ตั้งแต่วางแผนป้องกันน้ำท่วม บริหารการระบายน้ำ ท่อและคลอง สถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ อุโมงค์ระบายน้ำ แก้มลิง ขุดลอกคลอง ตลอดจนป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่
ดังนั้น กรณี ฝนตกหนักแล้วเกิดน้ำรอระบาย/น้ำท่วมถนนหรือชุมชนภายในกรุงเทพฯ การบริหารจัดการในพื้นที่เป็นภารกิจโดยตรงของ กทม. ภายใต้ฝ่ายบริหารของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
แต่ถ้าเป็นน้ำหลากขนาดใหญ่จากนอกพื้นที่ น้ำเจ้าพระยา น้ำเหนือ หรือภัยพิบัติที่ต้องอาศัยการจัดการข้ามจังหวัด ก็จะมีหน่วยงานของรัฐบาลและหน่วยงานด้านน้ำอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ใช่ความรับผิดชอบของ กทม. เพียงฝ่ายเดียว


และสุดท้าย เมื่อประชาชนเดือดร้อน นายกฯ ก็ต้องลงมากำกับสั่งการ ระดมกำลังแก้ปัญหาช่วยเหลือประชาชน
ถ้า กทม.ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร แม้แต่รับมือกับน้ำฝนที่ตกในพื้นที่ กทม.เอง (ไม่เกี่ยวกับน้ำเหนือ) แล้วจะมีการเลือกผู้ว่าฯกทม.ไปทำไม ?
4. ความไม่เข้าใจ กับเจตนาบิดเบือนทับถมถล่มซ้ำ เพื่อหวังผลทางการเมือง?
บางความเห็นที่สะท้อนถึงการเอาแต่ใจ ขาดความรู้ ไม่สนใจระบบงานหน้าที่ต่างๆ เช่น
“กรมอุตุฯ เอาแต่เตือน ทำไมไม่จัดหาที่จอดรถที่สูงให้ชาวบ้านด้วย...” ฯลฯ
แต่หลายความเห็นที่สะท้อนความเข้าใจ มีสติ เช่น
“...ไม่ควรเอาเรื่องน้ำท่วม ซึ่งเป็นเรื่องการบริหารจัดการน้ำ.. มารวมกับการทำนายของอุตุฯนะครับ เพราะฝนตกยาวนานประมาณ 2 วัน เกิดจากร่องมรสุมตามฤดูกาลจริง ไม่ใช่พายุ กรมอุตุทำนายใกล้เคียงกว่ามาก และฝนก็ตกหนักสลับเบาจริง แล้วกรมอุตุก็เตือนว่าจะมีน้ำท่วมเกิดขึ้นได้หลายแห่งจริง...ส่วนพอมันเกิดน้ำท่วมเนี่ยเป็นเรื่องการบริหารจัดการน้ำแล้ว ซึ่งบางครั้งมันก็ระบายไม่ทัน เพราะฝนตกต่อเนื่องยาวนานไงครับ
...กรมอุตุเตือนแล้วไงครับว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพหลายพื้นที่ แจ้งก่อนเพจนั้นอีก ไม่ทราบได้อ่านหรือไม่ ..
อุตุอาจจะไม่ได้พยากรณ์แม่น 100% หรอกครับ เพราะคือการพยากรณ์ แต่เขาก็เตือนตามที่เขาพยากรณ์...”
ยิ่งกว่านั้น ในสถานการณ์การเมืองที่ขัดแย้งรุนแรง (แม้แต่เพจลมฟ้าอากาศเจ้าดังก็ชัดเจนว่าฝักใฝ่การเมืองสีส้ม และนำเสนอเรื่องการเมืองดิสเครดิตรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง) จึงเกิดการใส่สีตีไข่ เลือกที่จะโจมตีแบบแยกส่วน ปั่นความรู้สึกโกรธ เกลียด ไม่พอใจปัญหาทั้งหมด ปั่นยัดให้รัฐบาลไปทั้งสิ้นถึงขนาดบิดเบือนว่า ที่นายกฯไปต่างประเทศนั้นก็แค่ไปเที่ยว ไม่ต้องสนใจว่ากำหนดการไปนั้นมีมาตั้งแต่ก่อนจะมีฝนตกหนักอย่างไร และไปเพื่อแก้ปัญหาและสร้างโอกาสอะไรให้กับประเทศชาติส่วนรวมบ้าง ฯลฯ
5. กรมอุตุฯ ควรปรับวิธีสื่อสารอย่างไร?
คุณ อภิศิลป์ ตรุงกานนท์ โพสต์ให้ข้อคิดความเห็นน่าสนใจ ว่าด้วยเรื่อง “เมื่อคำเตือนราชการไม่มีใครอ่าน แต่ข่าวปลอมคนแชร์เป็นล้าน: วิธีแก้เกมสุดเฉียบของกรมอุตุฯ สหรัฐฯ ที่เอาชนะความตื่นตระหนกบนโซเชียล”
ระบุว่า
“ลองสังเกตฟีด Facebook ของคุณในวันที่ฟ้ามืดครึ้ม
ประกาศจากหน่วยงานรัฐ: “หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง ปกคลุมบริเวณละติจูด… ขอให้ประชาชนระมัดระวังปริมาณฝนสะสม 150 มิลลิเมตร…”
ยอดแชร์: 12 ครั้ง (ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการแชร์กันเอง)
ตัดภาพไปที่เพจ Influencer หรือสำนักข่าวยอดไลก์ ภาพแผนที่เรดาร์ถูกย้อมสีแดงม่วง พาดหัวตัวเบ้อเร่อ: “ด่วนที่สุด! ซูเปอร์สตอร์มถล่มไทย จมบาดาลแน่คืนนี้ เตรียมอพยพด่วน!”
ยอดแชร์: 80,000 ครั้ง พร้อมคอมเมนต์ตื่นตระหนก กักตุนอาหาร และก่นด่ากันไปมา
นี่ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะในไทย แต่คือมรสุมใหญ่ที่ National Weather Service (NWS) หรือสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ ต้องเผชิญมานานหลายปี
ในยุคที่โซเชียลมีเดียขับเคลื่อนด้วย “ความกลัว” (Fear-mongering) และ “ยอดคลิก” (Clickbait)
เพจสภาพอากาศอิสระและครีเอเตอร์มักนำโมเดลพายุระยะไกล 10-14 วัน ซึ่งยังไม่มีความแม่นยำ มาแคปหน้าจอแล้วปั่นกระแสหายนะ ทำให้คนตื่นกลัวอย่างไร้เหตุผล
ในทางกลับกัน เมื่อพายุลูกจริงที่อันตรายถึงชีวิตกำลังเคลื่อนเข้ามา ประกาศเตือนภัยของทางการที่เขียนด้วยภาษาทางวิชาการและตัวเลขปริมาณน้ำฝน กลับถูกกลืนหายไปในอัลกอริทึม ผู้คนเลื่อนผ่านเพราะ “อ่านแล้วไม่เข้าใจว่าเกี่ยวกับชีวิตฉันยังไง”
ผลลัพธ์คือ คนไม่เตรียมตัวในภัยจริง ไม่รู้ว่าตัวเลขความกดอากาศหรือมิลลิเมตรของฝน หมายถึงน้ำจะท่วมบ้านตัวเองไหม เกิดอาการ “เด็กเลี้ยงแกะ” (Warning Fatigue) คนตื่นตระหนกกับข่าวปลอมบ่อยๆ จนพอมีภัยพิบัติจริงๆ เกิดขึ้น กลับชาชินและไม่ยอมอพยพจนเกิดโศกนาฏกรรมสูญเสียชีวิต ราชการตกเป็นจำเลย ไม่ว่าจะเตือนหรือไม่เตือน หน่วยงานรัฐก็ถูกด่าว่าสื่อสารช้าและไม่ทันกิน
คำถามคือ… ในวันที่อัลกอริทึมโซเชียลเอื้อให้ข่าวเกินจริงไวรัลได้ง่ายกว่าข้อเท็จจริง หน่วยงานรัฐจะปรับวิธีสื่อสารอย่างไรให้คนหยุดดู เข้าใจทันที และตระหนักโดยไม่ตระหนก?
จะใช้อำนาจกฎหมายไล่ฟ้องเพจ Clickbait ทุกวัน?
จะพยายามโพสต์พาดหัวให้น่ากลัวแข่งกับ Influencer?
หรือมีวิธีเปลี่ยน “วิธีสื่อสารวิทยาศาสตร์” ให้ชนะใจพฤติกรรมมนุษย์?
ลองทายกันดูว่ากรมอุตุฯ สหรัฐฯ ทำอย่างไร ....คำตอบของ NWS ไม่ใช่การไล่จับ และไม่ใช่การลดตัวลงไปทำคอนเทนต์ Clickbait หลอกคน
แต่เป็นการ “รื้อโครงสร้างภาษาเตือนภัยใหม่ทั้งหมดด้วยพฤติกรรมศาสตร์” ผ่านโครงการปฏิวัติที่เรียกว่า Impact-Based Warnings (IBW)
พวกเขาค้นพบความจริงทางจิตวิทยาข้อหนึ่ง
“มนุษย์ไม่ได้สนใจว่าธรรมชาติกำลังจะทำอะไร (What the weather will BE) แต่มนุษย์สนใจว่าธรรมชาติจะทำอะไรกับชีวิตเขา (What the weather will DO to them)”
NWS จึงเปลี่ยนแนวทางสื่อสารแบบพลิกกระดาน
เลิกใช้คำศัพท์เทคนิค เปลี่ยนเป็น “ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน” (Impact-Based)
จากเดิม: “ปริมาณน้ำฝนสะสมเกิน 100 มิลลิเมตร ลมกระโชกแรง 70 กม./ชม.”
เปลี่ยนเป็น: “อันตรายระดับชีวิต: น้ำจะท่วมมิดล้อรถยนต์ในซอยต่ำ ห้ามขับรถลุยเด็ดขาด กิ่งไม้ใหญ่จะหักทับสายไฟ คาดว่าไฟจะดับตลอดคืน”
คนอ่านจะเห็นภาพทันทีว่ากระทบการเดินทางหรือที่อยู่อาศัยของเขาอย่างไร
ใช้ระบบแถบสีและระดับความเร่งด่วนแบบกราฟิกชัดเจน (Actionable Tags)
พวกเขาออกแบบเทมเพลตเตือนภัยใหม่เป็นกล่องข้อความที่มีแท็ก 3 บรรทัดจบ อันตรายคืออะไร
(Hazard) - สาเหตุ (Source) - สิ่งที่คุณต้องทำตอนนี้ (Action) พร้อมระดับความรุนแรง เช่น Base, Considerable, Catastrophic ซึ่งระบบนี้สั้น กระชับ และถูกออกแบบมาให้แชร์ต่อบนฟีดแล้วอ่านรู้เรื่องใน 2 วินาที
สวมบทบาทเป็น “Fact-Checker” โต้กลับข่าวลือทันควัน
แทนที่จะรอแถลงข่าวทางการในวันถัดไป นักอุตุนิยมวิทยาของ NWS มีทีม Social Media ประจำศูนย์ท้องถิ่น 122 แห่ง ที่คอยมอนิเตอร์ข่าวลือ หากมีเพจไหนแคปโมเดลพายุเกินจริงไปปั่น NWS จะทำภาพกราฟิกประกบคู่ทันทีว่า “ภาพซ้าย: ข่าวลือโมเดลหลุด / ภาพขวา: การวิเคราะห์จริงจากผู้เชี่ยวชาญ” พร้อมอธิบายด้วยภาษาง่ายๆ ว่าทำไมแบบจำลองนั้นถึงยังไม่น่าเชื่อถือ การให้ข้อมูลเชิงรุกที่รวดเร็วทำให้ลูกเพจเริ่มหันมาพึ่งพาช่องทางหลักแทน
ผลลัพธ์ของการปรับตัว
ประชาชนมีอัตราการตอบสนองและอพยพหนีภัยเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเข้าใจระดับความรุนแรงทันที
ลดความตื่นตระหนกที่เกิดจากข่าวปลอมบนโซเชียลมีเดียลงได้มาก
สื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์หันมาใช้การ์ดกราฟิกสรุปผลกระทบของ NWS ไปแชร์ต่อโดยตรง เพราะสรุปมาดี เข้าใจง่าย และไม่ต้องไปนั่งตีความศัพท์เทคนิคเอง
บทเรียนจากเคสนี้คือ “ความถูกต้องทางวิชาการ จะไม่มีความหมายเลยถ้าสื่อสารไปไม่ถึงคนฟัง”
ในสมรภูมิโซเชียลมีเดีย ข่าวลือและคอนเทนต์ปั่นกระแสมักได้เปรียบ เพราะมันเล่นกับ “อารมณ์ความกลัว” ของมนุษย์ หน่วยงานที่มีข้อมูลจริงจึงไม่สามารถนั่งทำงานแบบเดิมแล้วรอให้คนมาค้นหาได้แต่ต้องกล้าก้าวลงมาในสนาม ปรับภาษาทางวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็น “ภาษาของมนุษย์” และบอกให้ชัดเจนว่าสิ่งนั้นจะกระทบกับชีวิตพวกเขาอย่างไร
เพราะการเตือนภัยที่ดีที่สุด ไม่ใช่การทำให้คน “ตื่นกลัว” จนควบคุมไม่ได้
แต่คือการให้ข้อมูลที่ทำให้คน “ตื่นตัว” และรู้ว่าต้องเอาชีวิตรอดอย่างไรอย่างมีสติ” -
อภิศิลป์ ตรุงกานนท์
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

