คอลัมน์ : สั้นสั้น วันอังคาร

‘ทุกข์จากน้ำ’
ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะวันที่ 25-26 กันยายน ฝนตกต่อเนื่องทั่วประเทศ ตกหนักบ้าง เบาบ้าง สลับกันทั้งวันทั้งคืน สร้างปัญหาหนักหน่อยก็ที่กรุงเทพฯ เพราะเป็นเมืองหลวง มีผู้คนพำนักอาศัยอยู่มากที่สุด และสำคัญสุดในทางเศรษฐกิจ ความต่อเนื่องของฝนทำให้เกิดน้ำท่วมแบบฉับพลันครอบคลุมหลายพื้นที่
แม้ไม่หนักหนาสาหัสเหมือนน้ำท่วมหาดใหญ่เมื่อปีที่แล้ว แต่ดูเหมือนจะใหญ่โตไม่แพ้กัน ความทุกข์ของคนกรุงยุคนี้ไม่เหมือนอดีต เพราะเป็นยุคโซเชียลมีเดียที่ทุกคนสามารถเสนอภาพและเสียงได้ด้วยตัวเองผ่านแอปพลิเคชันต่างๆเราจึงได้เห็นภาพจู่โจมท่วมถนน ตรอกซอกซอย จนถึงบ้านเรือน พร้อมซาวนด์แทร็กเป็นเสียงโอดครวญและด่าทอกันอึงคะนึงจากทุกสารทิศ
คนจำนวนไม่น้อยยกน้ำท่วมเมื่อปีพ.ศ. 2554 ขึ้นมาเป็นตัวเปรียบ แต่จริงๆ แล้ว สถานการณ์ยังห่างกันมาก คราวนั้นต้องบอกว่าถึงขั้นหายนะ
แน่นอนว่า ผู้ที่ตกเป็นเป้าโจมตีโดยอัตโนมัติก็มี กรมอุตุนิยมวิทยา, รัฐบาล และ สำนักงานกรุงเทพมหานคร
กรมอุตุฯ เจอข้อหาว่าแจ้งเตือนความเสี่ยงเชื่องช้าเกินไป แล้วก็หันไปชื่นชมการปล่อยข่าวของอินฟลูเอนเซอร์หลายราย ทั้งๆ ที่ กรมอุตุฯ ประกาศเตือนล่วงหน้ามาเป็นสัปดาห์แล้ว แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ติดตามอ่านกัน เหมือนข่าวสารจากหน่วยงานราชการที่คนไม่ค่อยอ่าน เพราะภาษาราชการอ่านไม่มัน ไม่เร้าใจ เห็นอธิบดีกรมอุตุฯ ก็ออกมายอมรับแล้วว่า ต้องปรับปรุงการนำเสนอข่าวและข้อมูลต่อไปในอนาคต
อินฟลูเอนเซอร์บางรายก็เอาข้อมูลที่ กรมอุตุฯ ประกาศเตือนมาเปลี่ยนวิธีใช้คำให้ดูหวือหวาน่าตื่นเต้น เผอิญอันไหนตรงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงก็กลายเป็นฮีโร่ไป อันไหนไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันก็ลบที่โพสต์ออกเสีย เท่ากับว่าที่ผ่านมาไม่เคยทำนายผิด แม่นยำทุกแมทช์ แม้ภายหลังจะถูกจับได้ว่าเป็นยอดนักก๊อบปี้ ขโมยข้อความของคนอื่นมาอย่างหน้าด้านๆ ก็ยังมีคนให้ความเชื่อถือ
สังคมทุกวันนี้ก็เป็นแบบนี้ คนที่สร้างภาพเก่ง สร้างความตื่นเต้นซาบซ่านทางอารมณ์ได้เก่ง ใช้ความเร็วและแรงกระตุ้นความสนใจจากสาธารณชน มักจะได้การยอมรับมากกว่ามืออาชีพที่ทำงานเงียบๆ มาทั้งชีวิต
ผู้ได้รับเกียรติลำดับถัดมาก็เป็นรัฐบาล แม้ว่าจะเป็นเรื่องของการปกครองระดับท้องถิ่น แต่หนีไม่ออกเมื่อเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและชีวิตผู้คนโดยรวม
ยุคนี้แปลกนิดหนึ่ง ตัวเก็งที่เป็นเป้าหมายอันดับ 1 อย่าง กรุงเทพมหานคร ถูกจัดไปอยู่อันดับ 3 แต่เข้าใจได้ไม่ยากเพราะคนกรุงและปริมณฑลส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกพรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาล ซึ่งมีสื่อหลายรายช่วยกระพือและง้างตีนรอจะกระทืบอย่างเมามันอยู่แล้ว
ยิ่งกว่านั้น คนในรัฐบาลก็ดันไปให้สัมภาษณ์ด้วยคำที่เสียดแทงใจชาวกรุงเทพฯมาตั้งแต่ปี 2554 คือ “เอาอยู่” ไม่รู้ว่าคิดอะไรไม่ออกแล้วปากพาไป หรือมั่นใจในตัวเองเกินกว่าเหตุคำที่จะใช้อธิบายมีอยู่ตั้งมากมาย ดันหลุดคำนี้ออกมาได้
เรียกว่าเป็น “โอษฐภัย” อย่างแท้จริง - สมน้ำหน้า
ส่วนผู้ว่าฯกรุงเทพมหานครซึ่งควรจะโดนด่าเป็นอันดับแรก ในฐานะอาสาเข้ามาทำงานให้ประชาชนกรุงเทพฯ ก็โดนเหมือนกัน แต่ดูจะน้อยกว่าที่ควรเป็น เพราะดูเหมือนจะล้มเหลวไปทุกทาง
มีคนจำนวนไม่น้อยออกมาอวยกันบ้าง เถียงแทนบ้าง หรือเฉยๆ ไป แอบกั้นน้ำตากลืนเลือดอยู่เงียบๆ เข้าใจว่าเลือกมาแล้ว ขืนโวยวายด่าทอเสียเองก็จะเสียหน้า
หากจะพูดกันว่า ฟ้าฝนเป็นเรื่องธรรมชาติที่มนุษย์ควบคุมไม่ได้ นั่นก็ถูกต้องยิ่งกว่าเลขคณิตชั้นอนุบาล 2+2 = 4 แต่สถานการณ์บันดาลทุกข์แบบนี้มันวนลูปมานานหลายปีดีดัก การเตรียมตัวอย่างรอบคอบ ใช้เวลาสักหน่อย อาจจะล่วงหน้าเป็นปี คงจะผ่อนหนักเป็นเบาได้
ถ้าทำไม่ได้จริงๆ ก็ยอมควรยอมรับว่าสติปัญญาไม่พอ กล่าวคำง่ายๆ ว่า “ขอโทษ” และต่อไปอย่าโม้เท่านั้นเอง
ทิวา สารจูฑะ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

