คอลัมน์ : เขียนเพื่อคิด

ระลึกถึงวันที่ 19 กันยายน 2549 กับความทุลักทุเลของการเมืองไทย30
วันที่ 19 กันยายน 2549 ประเทศไทยได้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจรัฐโดย พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการกองทัพบก หลังจากที่ระบอบเสรีประชาธิปไตยของสังคมไทยได้บานสะพรั่งมาร่วมกว่า 15 ปี ประเทศไทยในช่วงก่อนนั้นจึงมีความโดดเด่น เป็นที่นับหน้าถือตา เพราะความมีสิทธิเสรีภาพ ประเทศเคลื่อนไปได้อย่างสง่างามบนสองเสาหลักคือ ประชาธิปไตย และเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี หรือทุนนิยม
ปวงชนชาวไทยและสังคมไทยมีความเชื่อมั่นในตัวเอง แม้ว่าจะมีวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ก็ยังสามารถฟันฝ่าและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการเงินให้กลับมาสู่ความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพได้
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2544 คุณทักษิณ ชินวัตร ได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรก ด้วยชัยชนะที่ไม่มีข้อสงสัย และต่อมาในเดือนมีนาคม 2548 คุณทักษิณ ชินวัตร ก็เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่สอง ด้วยการชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นในนามของพรรคไทยรักไทยเช่นเคย
คุณทักษิณ ชินวัตร เริ่มชีวิตการเมืองที่พรรคพลังธรรม โดยได้เข้าไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังธรรม ก่อนจะว่างเว้นการเมืองไประยะหนึ่งสั้นๆ เพื่อกลับมาทำธุรกิจครอบครัว แต่แล้วก็ได้ตัดสินใจกลับสู่สนามการเมืองอีกครั้งหนึ่งด้วยการจัดตั้งพรรคไทยรักไทยขึ้นเอง
คุณทักษิณ เข้าสู่สนามการเมืองด้วยความสำเร็จอย่างสูงสุดคนหนึ่งของวงการธุรกิจของไทย และผู้คนโดยทั่วไปก็อ้าแขนต้อนรับพร้อมด้วยความเชื่อว่าผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูงแล้ว ก็จะนำเอาประสบการณ์และความตั้งอกตั้งใจมารับใช้และนำประเทศชาติให้ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป
นอกจากนั้น คุณทักษิณ ชินวัตร ก็ยังมัดใจประชาชนพลเมืองขึ้นไปได้อีกอย่างแน่นแฟ้น ด้วยนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค ด้วยนโยบายค่าแรงขั้นต่ำด้วยนโยบายประกันราคาพืชผล โดยเฉพาะข้าวเปลือก และด้วยกองทุนพัฒนาหมู่บ้าน และกองทุนพัฒนาธุรกิจเอกชนขนาดเล็ก ย่อม และกลาง
สิ่งเหล่านี้ ทำให้นึกถึง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีคนที่ 13 แห่งพรรคกิจสังคม เพราะท่านคำนึงถึงชาวชนบทผู้ยากไร้ ผู้ที่อยู่ข้างหลังด้วยนโยบายผันเงินสู่ชนบทเช่นกันแต่ก็ไม่มีนักการเมืองไทยอื่นใดเท่ากับคุณทักษิณ ชินวัตร ที่คิดถึงและออกนโยบายและมาตรการที่เข้าถึงจิตใจและความนึกคิดของผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร และชาวบ้านโดยทั่วๆ ไป
บัดนี้เวลาก็ได้ล่วงเลยมาร่วม 25 ปีแล้ว คุณทักษิณ ชินวัตร และผลงานเด่นๆ ก็ยังอยู่ในความทรงจำของประชาชนพลเมืองโดยทั่วไป โดยที่ยังไม่มีนักการเมืองหรือพรรคการเมืองหนึ่งใดมีวิสัยทัศน์ นโยบาย และมาตรการ ที่จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าของคุณทักษิณให้กับสังคมไทย และปวงชนชาวไทย นี่ไม่รวมขีดความสามารถเฉพาะตัวของคุณทักษิณในการทำตัวเป็นผู้นำและสื่อสารกับชาวบ้านธรรมดาๆ ได้
แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน คุณทักษิณ ชินวัตร นั้นเป็นผู้ที่มีอัตตาเต็มเปี่ยม ฝักใฝ่ในลัทธิอำนาจนิยม แล้ววันหนึ่งก็ไหลตกลงไปข้างทางของสนามการเมืองด้วยการเข้าไปแทรกแซงในระบบราชการ การมีโครงการต่างๆ ที่บ่งบอกซึ่งการมีผลประโยชน์ทับซ้อน และการใช้อำนาจ อิทธิพล เพื่อเสริมสร้างและขยายฐานเสียง หรือต่ออำนาจยิ่งๆ ขึ้น จนในที่สุด คุณทักษิณ ก็ต้องเผชิญกับคดีความข้อหาอาญา เผชิญกับการต่อต้านจับกุมผู้คน ที่ต้องการได้เห็นการบริหารจัดการบ้านเมืองแบบธรรมาภิบาล ที่ต้องการเห็นความยุติธรรม และการบังคับใช้กฎหมายที่ทั่วถึงและไม่มีทางเลือกปฏิบัติ
แต่ด้วยอัตตาของตน คุณทักษิณ ชินวัตร ก็ไม่ได้ยี่หระ กลับเลือกที่จะจัดตั้งขบวนการเคลื่อนไหวภายใต้ฉายาว่า “เสื้อแดง”เพื่อตอบโต้และคุกคามอีกฝ่ายหนึ่ง ส่งผลให้การเมืองไทยร้อนระอุแบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่ายอย่างแน่ชัด
จนในที่สุดฝ่ายกองทัพก็ได้สามารถใช้เป็นข้ออ้างในการเข้ามาแทรกแซง ครั้งที่ 1 โดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ดังกล่าว และมีครั้งที่ 2 โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการกองทัพบก ที่ได้เข้ายึดอำนาจเพื่อล้มรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้น้องสาวคุณทักษิณ ชินวัตร เกิดขึ้นหลังจากการเจรจาระหว่างรัฐบาล และผู้นำมวลชน กปปส. ล้มเหลว
ในกรณีพลเอกสนธิ ก็ได้มีการจัดตั้งรัฐบาลหุ่นที่นำโดยพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ได้รับฉายาว่า “เป็นรัฐบาลขิงแก่” บ่งบอกว่า อ่อนเปลี้ย ไม่คึกคัก ขะมักเขม้น ที่จะทำการทำงานอย่างเท่าที่ควร ส่วนพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่างออกไปเพราะไม่เอารัฐบาลหุ่นเชิด เมื่อปฏิวัติรัฐประหารเอง ก็เข้ารับตำแหน่งนายรัฐมนตรีเสียเองด้วย อยู่ในอำนาจยาวนาน 8 ปีกว่าๆ (5 ปีแรก เป็นนายกรัฐมนตรีในนามของ คสช. และ 3 ปีหลังในกรอบรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560) สร้างระบบราชการนำพา และรัฐธรรมนูญที่สร้างความวุ่นวายแก่สังคมไทยมาจนถึงบัดนี้
ย้อนกลับมาที่คุณทักษิณ ชินวัตร ในปัจจุบันนี้เป็นพลเมืองเต็มใบ และยังเป็นทั้งเจ้าของและผู้นำพรรคเพื่อไทย (นามเดิมว่าพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน) อาจจัดได้ว่าคุณทักษิณ ชินวัตร ยังใฝ่ฝัน หลงเสน่ห์ เรื่องการบ้านการเมืองอยู่ ยังไม่เลิกราง่ายๆ และก็คงไว้ซึ่งความเชื่อว่าตัวเองยังจะกลับมานำพาสังคมไทยได้เสมอ
ที่น่าทึ่งก็คือ ประชาชนพลเมืองส่วนหนึ่งซึ่งไม่น้อยยังรักใคร่ชอบพอและเชื่อมั่นในความเป็นผู้นำของคุณทักษิณ อยู่ อีกทั้งก็ยังมีความประทับใจอย่างไม่ลืมเลือนกับนโยบายเพื่อประชาชนพลเมืองตาดำๆ ต่างๆ ดังกล่าว
แต่ที่น่าสังเกตและเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งก็คือ ความล้มเหลวหรือความไม่เอาไหนของทั้งพลเอกสนธิ บุณยรัตกลิน และ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจเพื่อล้มล้างคุณทักษิณ ชินวัตร หรือที่เรียกกันว่า ระบอบทักษิณทุนนิยมสามานย์แล้ว แต่ก็มิได้ทำการถอนรากถอนโคนระบอบทักษิณเสียแต่อย่างใดไม่ ถ้าจะบอกว่าตนเองใจไม่ถึง ก็จะต้องมีคำถามต่อไปจากสังคมว่า แล้วจะทำการปฏิวัติรัฐประหารเพื่อสวรรค์วิมานอะไรกันเล่า? ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ เท่าที่เห็น ก็ขาดทั้งปัญญา และหัวใจที่จะเสนอทางเลือกให้แก่สังคมไทยที่เหนือกว่าและดีกว่าข้อคิดข้อเสนอข้อปฏิบัติต่างๆ ของคุณทักษิณ ชินวัตร
ในการนี้ประเทศไทยเราก็ได้เสียเวลา เสียพละกำลังไปกับความแตกแยกและความเป็นอริซึ่งกันและกัน จะถึงเวลาแล้วหรือไม่? ที่คุณทักษิณก็ดี ผู้นำทางการเมืองอื่นๆ ก็ดี และเหล่าแม่ทัพนายกอง และบรรดาผู้นำพลังเงียบจะได้คิดคำนึงถึงประเทศไทย เอาประเทศไทยเป็นที่ตั้ง แล้วก็หันหน้ากลับเข้าหากัน ร่วมกันตั้งโต๊ะเจรจาหารือด้วยความรักชาติและรักอนาคตประเทศไทยเสียที
กษิต ภิรมย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

