คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

‘การบินไทย’ชื่อเสียงป่นปี้
เห็นข่าวเกี่ยวกับปัญหาบริษัทการบินไทยที่เกิดขึ้นในช่วงนี้แล้ว พูดได้คำเดียวว่าผู้บริหารสูงสุด คือนายชาญ เอี่ยมศิริ ที่นั่งเป็น“ซีอีโอ”ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารการบินไทยนั้น ไม่สมกับราคาคุยว่า“เป็นมืออาชีพ”
อุตส่าห์กู้กันจนฟื้นขึ้นมาได้ หลังจากเกือบจะล้มละลาย ด้วยปัญหาขาดทุนสะสมและหนี้สินล้นพ้นตัว กระทั่งรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ตัดสินใจให้การบินไทยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้พระราชบัญญัติล้มละลาย แทนการใช้เงินงบประมาณแผ่นดินเข้าไปอุ้มโดยตรง เพื่อให้การบินไทยสามารถปรับโครงสร้างหนี้และโครงสร้างองค์กรได้ด้วยตัวเอง
ปี 2542 การบินไทยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในรูปแบบบริษัทมหาชนจำกัด และได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ สามารถทำกำไรได้สูงถึง 1.12 แสนล้านบาท และนับว่าเป็นบริษัทที่มีผลประกอบการสูงที่สุดในบริษัททั้งหมดที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ณ เวลานั้น
แต่หลังจากรัฐบาลไทยรักไทยที่มี“ทักษิณ ชินวัตร”เป็นนายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศในปี 2544 การบินไทยก็เริ่มขาดทุนลงเรื่อยๆ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง
หนักหนาสาหัสที่สุด ก็คือการจัดหาเครื่องบินตามแผนวิสาหกิจในช่วงปี 2546-2547 ด้วยการจัดซื้อเครื่องบินแบบพิสัยไกลพิเศษทั้งหมด 10 ลำ แยกเป็นรุ่นแอร์บัส A340-500 จำนวน 4 ลำ และ A340-600 จำนวน 6 ลำ วงเงิน 53,536 ล้านบาท โดยเครื่องบินแบบพิสัยไกลพิเศษทั้ง 2 รุ่นนี้ ใช้เครื่องยนต์ 4 เครื่องยนต์ ต้องใช้พลังงานสูงทำให้สิ้นเปลือง ขณะที่ที่นั่งมีจำนวนน้อย ไม่คุ้มกับค่าพลังงาน
และหลังจากทำการบินตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2548 ถึง 7 มกราคม 2556 ในเส้นทางต่างๆ รวม 51 เส้นทาง ก็ปรากฏว่าการบินไทยประสบปัญหาขาดทุนในทุกเส้นทางที่ทำการบินมากกว่า 3.9 หมื่นล้านบาท อีกทั้งเครื่องบินแอร์บัสทั้ง 2 รุ่นนี้ ใช้งานไม่ถึง 10 ปีก็ถูกปลดระวาง ซึ่งต่ำกว่าอายุการใช้งานเครื่องบินโดยทั่วไปที่กำหนดไว้ 20 ปี สรุปรวมแล้วการบินไทยขาดทุนไม่ต่ำกว่า 6.8 หมื่นล้านบาท เฉพาะที่ซื้อเครื่องบินแอร์บัส 10 ลำเข้ามาประจำการ
สำคัญที่สุดที่ต้องหมายเหตุไว้ ก็คือ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลไทยรักไทยในยุค“ทักษิณ ชินวัตร” เรื่อยมาจนถึงปี 2554 ในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทยของ“ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” การบินไทย หรือ“บมจ.การบินไทย”ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม มีการจัดซื้อเครื่องบินถึง 85 ลำ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนและภาระผูกพัน
เกินกว่า 2 แสนล้านบาท และกรณีการจัดซื้อเครื่องบินนี้ก็มีคดีจากการถูกกล่าวหาว่ามีการทุจริต แต่สุดท้ายก็รอดทุกคดีโดย ป.ป.ช.ไม่สั่งฟ้อง
เช่น คดีการทุจริตการจัดซื้อเครื่องบินแอร์บัสรุ่น A340-500 และ A340-600 จำนวน 10 ลำดังที่กล่าว ซึ่งแม้ว่าในปี 2565 ป.ป.ช.จะมีมติแจ้งข้อกล่าวหา “ทักษิณ ชินวัตร” ในฐานะนายกรัฐมนตรี, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายพิเชษฐ สถิรชวาล ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, นายทนง พิทยะ ในฐานะประธานกรรมการ บมจ.การบินไทย และนายกนก อภิรดี ในฐานะกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.การบินไทย ในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้ บมจ.การบินไทยได้รับความเสียหาย
สุดท้ายหลังการไต่สวนสอบสวนเสร็จสิ้น ป.ป.ช.ก็ได้มีมติเอกฉันท์เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2566 ว่าไม่มีมูลเพียงพอคดีจึงตกไป ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาว่าทุจริตรอดหมดทุกคน
ทั้งหลายทั้งปวงดังที่กล่าวมานั้น เรียกว่าการบินไทยถูก“สูบเลือดสูบเนื้อ”มาโดยตลอด จากที่เคยมีกำไรก็ขาดทุนอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อปี 2562 มีหนี้สินถึง 244,899 ล้านบาท ประกอบกับเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของ “Covid-19” อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกต้องหยุดชะงัก ทำให้การบินไทยเสียรายได้หลักไปเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2563 คณะรัฐมนตรีของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้มีมติเห็นชอบแผนฟื้นฟู“บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)” โดยส่งให้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการของศาลล้มละลายกลาง เพื่อให้การบินไทยอยู่ภายใต้การคุ้มครองของศาลเพื่อฟื้นฟูกิจการ
จนกระทั่งผ่านมา 5 ปี แผนการฟื้นฟูกิจการของการบินไทย ซึ่งมีนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เป็นประธานคณะกรรมการฟื้นฟู ก็ประสบความสำเร็จ สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ศาลล้มละลายกลางจึงได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของบริษัทการบินไทย
แต่แล้วแค่เจอ“ฝนห่าใหญ่”ถล่มกรุงจนเกิดน้ำท่วมใหญ่กทม. ระหว่างวันที่ 25-28 กันยายนที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะไม่ถึงกับทำให้การบินไทยต้องกลับไปสู่สภาพเกือบล้มละลายหลังจากเพิ่งกอบกู้ฟื้นขึ้นมาได้ แต่ก็ทำให้การบินไทย“เสียชื่อเสียงป่นปี้” และยังกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศอีกด้วย ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนที่ทำให้เกิดปัญหา แต่เป็นนายชาญ เอี่ยมศิริ ซีอีโอการบินไทย ซึ่งได้รับการยอมรับว่ามีความสามารถ และเป็นหนึ่งในทีมฟื้นฟูการบินไทยที่มีนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เป็นกัปตันทีม
เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นจนตกเป็น“ข่าวกระฉ่อน”ไปทั่วโลกนั้น เป็นเพราะการบริหารจัดการที่ล้มเหลวของ“ซีอีโอการบินไทย” อันเนื่องมาจาก“ขาดกำลังคน”เพราะปัญหาน้ำท่วมทำให้พนักงานเข้าทำงานตามปกติไม่ได้ ส่งผลให้กระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารต้องตกค้างที่สนามบินสุวรรณภูมิกว่า 5 พันใบ เครื่องบินของการบินไทยดีเลย์เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ และต้องลดเที่ยวบิน 30-40 เปอร์เซ็นต์ จากปกติที่มีเที่ยวบินออกจากกรุงเทพฯ ประมาณ 110 เที่ยวบินต่อวันมิหนำซ้ำเมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ก็ยังมีประกาศของฝ่ายปฏิบัติการคลังสินค้าของการบินไทยแจ้งระงับการรับ“สินค้าเข้า-ขาออก” และสินค้าถ่ายลำ (Embargo) ของคลังสินค้าการบินไทย สนามบินสุวรรณภูมิ ระหว่างวันที่ 1 – 6 ตุลาคม 2569 แต่ยังดีว่านายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม“เบรกไว้”
ดังนั้น ถ้าจะให้จบแบบสวยงาม ไหนๆ นายชายเอี่ยมศิริ ก็จะครบวาระการดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทการบินไทย ในวันที่ 31 มกราคมปีหน้า ซึ่งเหลือเวลาอีกแค่ 4 เดือนเท่านั้น ควรตัดสินใจ“ลาออก”ตั้งแต่วันนี้จะเป็นการดีที่สุด และเมื่อสองวันก่อน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จากพรรคภูมิใจไทย ก็เพิ่งจะออกปาก“ไล่ส่ง”อยู่ในที
ถ้าลาออกตั้งแต่บัดนี้ นอกจากจะเป็นการแสดงสปิริตเพื่อรักษาเกียรติภูมิของตนเองแล้ว ก็ยังถือว่ายอมเสียสละเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของประเทศ พร้อมกับการกู้ชื่อเสียงของการบินไทยที่เป็นสายการบินของชาติให้กลับคืนมา !
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

