คอลัมน์ : ฝากฟ้า ฝากดิน

‘ความยากจนทางจิตใจ กับความยากไร้ทางวัตถุ’ ตอนที่ 5
ต่อไปนี้เป็นอีก “เหตุหนึ่ง” ที่กล่าวถึง “ความยากจนทางจิตใจอันส่งผลต่อความยากไร้ทางวัตถุ” ในระดับตัวบุคคล นั่นคือ “กรรมและวิบาก”
(ใครไม่เชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็อย่าเสียเวลาอ่านครับ)
พระพุทธศาสนากล่าวว่า “กรรม” คือเหตุของการกระทำ ส่วน “วิบาก” คือผลจากการกระทำ หรือสิ่งที่ได้รับจากการกระทำนั้น ทั้ง2 สิ่งนี้ทำหน้าที่ร่วมกันภายใต้กฎแห่งเหตุและผล คือมีเหตุก็ต้องมีผล จะเป็นอื่นไปไม่ได้
1. กรรม (เหตุ) หมายถึง การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา (ความจงใจหรือความคิดริเริ่ม) ไม่ว่าจะแสดงออกทางใดทาง 1 ใน 3 ทางนี้
กายกรรม คือการกระทำทางกาย (เช่น การช่วยเหลือผู้อื่น หรือการเบียดเบียนชีวิตสัตว์)
วจีกรรม คือ การกระทำทางวาจาหรือคำพูด (เช่น การพูดให้กำลังใจ หรือการโกหกหลอกลวง)
มโนกรรม คือ การกระทำทางใจหรือความคิด (เช่น ความปรารถนาดี หรือความโกรธแค้นพยาบาท)
กรรมถูกแบ่งออกเป็น กุศลกรรม (กรรมดี) และ อกุศลกรรม (กรรมชั่ว) ขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจและเจตนาในขณะที่ทำ
2. วิบาก (ผล) หมายถึง ผลที่สุกงอมจากการกระทำ หรือสิ่งที่ได้รับจากการกระทำนั้น เมื่อเราทำอะไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาและมีปัจจัยที่เหมาะสม เหมือนผลไม้เมื่อสุกก็จะหล่นจากต้น กรรมนั้นจะส่งผลออกมาเป็นวิบาก ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่
กุศลวิบาก : ผลของกรรมดี ทำให้ได้รับความสุข ความเจริญ ได้เจอสิ่งที่ดี ประสบความสำเร็จ หรือมีความสบายกายสบายใจ
อกุศลวิบาก : ผลของกรรมชั่ว ทำให้ได้รับความทุกข์ ความยากลำบาก ประสบอุบัติเหตุ หรือต้องเผชิญกับอุปสรรคและความเดือดร้อน
เหมือนการหว่านเมล็ดพืชลงในดิน เมื่อผลออกมาก็ย่อมเป็นพืชชนิดนั้น เราจึงเลือกได้ว่าจะหว่านเมล็ดพืชชนิดใด หรือจะทำหรือไม่ทำอะไร กรรมและผลของกรรมจึงอยู่ที่การเลือกของเราเอง
เรามีเสรีภาพที่จะเลือกสร้างชีวิตของเราเอง
ถ้าเราเลือก “คิด พูด ทำ” สิ่งที่เป็นกุศล ผลก็ย่อมเป็นกุศล ถ้าเราเลือก “คิด พูด ทำ” สิ่งที่เป็นอกุศล ผลก็เป็นอกุศล แต่ชีวิตปุถุชนนั้นย่อมทำทั้ง 2 อย่างปนกัน ซึ่งการกระทำในอดีตนั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว จึงต้องรับผลของมัน ไม่ว่าเราจะชอบหรือชัง แต่การกระทำในปัจจุบันเราเลือกได้
แล้วมันเกี่ยวกับความยากจนอย่างไร?
ความยากจนมีหลายเหตุ แต่เหตุที่พระพุทธศาสนาเน้นเพื่อให้เรา “ไม่ยากจนทางวัตถุและจิตใจ” ก็คือ “ทาน” หรือการทำบุญ
เพราะผลของการให้ทานจะส่งผลทั้ง 1.ในปัจจุบัน(ทางโลก) 2.ผลในอนาคต(ทางจิตใจ/ทางธรรม) 3.ผลในระดับสูงสุด(ผลทางธรรม) ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงอธิบายไว้ในหลายพระสูตร (เช่น สีหสูตร และ เวลามสูตร) โดยสรุป อานิสงส์และผลของการทำทานมีดังนี้
1. ผลที่เห็นทันทีในปัจจุบัน (ผลทางโลก)
ใน สีหสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงผลของทานที่ผู้ให้สามารถเห็นได้ด้วยตนเองในชาตินี้ไว้ 5 ประการ คือ:
- เป็นที่รักที่ชอบใจของคนหมู่มาก ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของคนรอบข้าง ใครเห็นก็อยากเข้าใกล้
- สัตบุรุษและคนดีชอบคบหา คนดีมีศีลธรรมย่อมหลั่งไหลเข้ามาคบค้าสมาคมด้วย
- มีชื่อเสียงดีงามขจรไกล ได้รับการยกย่องสรรเสริญจากสังคมว่าเป็นผู้เสียสละ
- องอาจแกล้วกล้าในทุกสังคม เมื่อต้องเข้าสู่ที่ประชุม ไม่ว่าในกลุ่มคนชั้นใด ย่อมมีความมั่นใจ ไม่เก้อเขินหรือสะทกสะท้าน
- เมื่อตายไปย่อมเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์
2. ผลในอนาคตและสภาพความเป็นอยู่ (ส่งผลข้ามภพชาติ)
การให้ทานวัตถุที่ต่างกัน จะส่งผลเป็นความพร้อมสมบูรณ์ในชีวิตที่ต่างกัน ตามหลักกฎแห่งกรรม
- มีพละกำลังและความพร้อม (จากการให้อาหาร) ทำให้เป็นผู้มีอายุยืน มีเรี่ยวแรง ร่างกายแข็งแรง
- มีผิวพรรณและบารมี (จากการให้เครื่องนุ่งห่ม) ทำให้เกิดมามีรูปร่างหน้าตาดีผิวพรรณผ่องใส มีสง่าราศี
- มีความสะดวกสบายในชีวิต เดินทางปลอดภัย มีความสุขกายสบายใจ อุปสรรคในชีวิตน้อย
- มีสติปัญญาและวิสัยทัศน์ (จากการให้ประทีปโคมไฟ/แสงสว่าง) ทำให้เกิดดวงตาเห็นธรรม มีปัญญาเฉียบแหลม เข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ง่าย
- มีความมั่นคงในชีวิต (จากการให้ที่อยู่อาศัย) ถือเป็นการให้ “ทุกสิ่งทุกอย่าง” ทำให้ชีวิตมีความปลอดภัย มั่งคั่ง และร่มเย็นเป็นสุข
3. ผลในระดับสูงสุด (ผลทางธรรม)
ผลที่สำคัญที่สุดของการให้ทานสูงสุดคือ การขัดเกลาจิตใจ
- ละความตระหนี่ (มัจฉริยะ) ช่วยลดความเห็นแก่ตัว ความโลภ และความยึดติดในวัตถุ
- เป็นบริขารจิต (เครื่องประดับใจ) หากให้ทานโดยไม่หวังผลบุญตอบแทน แต่เพื่อฝึกจิตให้ปล่อยวาง ทานนั้นจะเป็นบาทฐานสำคัญในการเจริญสมาธิและปัญญา เพื่อนำไปสู่การบรรลุนิพพานในที่สุด
แม้เราจะทำทานหรือทำบุญ แต่ยังเบียดเบียนผู้อื่น เช่น การคดโกง เอาเปรียบ ทำร้ายผู้อื่นทั้งคนและสิ่งมีชีวิตอื่น ผลกรรมก็ปะปนกันไป ขึ้นอยู่กับเรามีเจตนากระทำรุนแรงอย่างไหนมากกว่า การกระทำที่มีเจตนาที่รุนแรงจะส่งผลก่อน
เมื่อเรามีเจตนาสร้างกรรมไม่เหมือนกันไม่เท่ากัน ชีวิตเราจึงแตกต่างกัน การใช้หลัก “ความเท่าเทียม” ใดก็ไม่สามารถช่วยได้ กระทั่งกฎหมาย
“เรามีกรรมเป็นของตน เรามีกรรมเป็นผู้ให้ผล เรามีกรรมเป็นแดนเกิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย และเราจักทำกรรมอันใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น”
วิมล ไทรนิ่มนวล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

