ริมเจ้าพระยา-ป่าสักฯ เตือนอพยพ ชี้2เขื่อนปล่อยน้ำเพิ่ม วอร์รูมรัฐบาลประกาศ กทม.สั่งเตือนเฝ้าระวัง 11ชุมชนนอกแนวกั้น

ริมเจ้าพระยา-ป่าสักฯ
เตือนอพยพ
ชี้2เขื่อนปล่อยน้ำเพิ่ม
วอร์รูมรัฐบาลประกาศ
กทม.สั่งเตือนเฝ้าระวัง
11ชุมชนนอกแนวกั้น
นายกฯนั่งหัวโต๊ะประชุม บกปภ.ช.ต่อเนื่องวันที่สอง ชี้สถานการณ์หลายพื้นที่เริ่มดีขึ้น สั่งเคลียร์ขยะดูแลด้านสุขอนามัยประชาชนยันไม่มีพื้นที่ไหนรัฐเข้าไม่ถึง ย้ำ ต้องเฝ้าระวังน้ำฝน-น้ำหลาก “มท.2” เกาะติด เครื่องสูบน้ำพญานาคระบายน้ำ แฟลตคลองจั่น ลดฮวบเหลือไม่เกิน 30-40 ซม.เดินได้-รถกระบะเข้าได้ เตรียมปรับกำลังสูบรับน้ำจากคลองลำพังพวย “เจเศรษฐ์” ยันน้ำเหนือดันเจ้าพระยาสูงขึ้น 100% กทม.เร่งติดตั้งเครื่องสูบ-ผลักดันน้ำ "ชัชชาติ" เผยเคหะคลองจั่น–ลาดพร้าวคลี่คลาย ลุยปรับกำลังเร่งกู้“ลาดกระบัง–สะพานสูง”พร้อมฟื้นฟูเมืองหลังน้ำลด แจ้ง 6 เขต 11ชุมชน นอกแนวเขื่อนเฝ้าระวังเสี่ยงท่วม โฆษกรบ.เผย เฝ้าระวังฝนระลอกใหม่ 4-8ต.ค.นี้สั่ง ผวจ.พร้อมรองรับฝนถล่ม“เขื่อนเจ้าพระยา”ปล่อยน้ำ2,300ลบ.ม./วินาทีแล้วกรมชลฯ เตือน 11 จว.เตรียมรับมือน้ำสูงขึ้น กระทบแล้ว‘ชัยนาท-อ่างทอง- อยุธยา’อ่วมขณะที่‘เขื่อนพระราม 6 –เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์’ปรับระบายน้ำเพิ่ม ท้ายเขื่อนเสี่ยงน้ำสูงขึ้น
เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขตดุสิต กรุงเทพฯ โดยมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ตัวแทนจากเหล่าทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เข้าร่วมผ่านระบบการประชุมทางไกล
ย้ำคนรับงานใหม่ไม่มีเวลาทดลองงาน
เมื่อนายกฯเดินทางมาถึงได้กล่าวเปิดการประชุมว่าวันนี้เป็นการประชุมต่อเนื่องเป็นวันที่2ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ในวันนี้ได้รับภาระหน้าที่ในตำแหน่งใหม่จึงขอให้ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความราบรื่น เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศและประชาชน ซึ่งพวกเราทุกคนเป็นกำลังใจและสนับสนุนซึ่งกันและกัน พร้อมย้ำว่า คงไม่มีเวลาทดลองงาน เพราะต้องเข้ามาเจอกับโจทย์ใหญ่เลย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติวันนี้จึงมาประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง แม้ในหลายพื้นที่สถานการณ์จะพัฒนาขึ้นมาในทางที่ดีขึ้น
ย้ำต้องเฝ้าระวังจัดการน้ำ-น้ำหลาก
นายกฯกล่าวต่อว่าแต่ในหลายพื้นที่ก็ยังต้องมีการเฝ้าระวังการกลับมาของมวลน้ำถึงแม้ฝนจะขาดช่วงไป แต่ก็มีในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ การปล่อยน้ำ น้ำป่า และน้ำหลาก ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นความพร้อมของทุกจังหวัดจะต้องมีการเตรียมความพร้อมในระดับสูงสุดอยู่ตลอดเวลา
จากการประชุมเมื่อวานนี้หน่วยงานต่างๆ ได้รับทราบภาพรวมสถานการณ์และข้อสังเกตที่เกี่ยวข้องแล้ว วันนี้จึงขอให้ทางอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)สรุปรายงานล่าสุดด้านสถานการณ์ที่ได้รับผลกระทบ การอพยพประชาชนและการบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนผลการดำเนินงานในการให้ความช่วยเหลือประชาชนและการประเมินการปรับแผนการปฏิบัติรวมถึงอุดช่องว่างในการทำงานให้ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ยันไม่มีพื้นที่ไหนรัฐเข้าไม่ถึง
นายกฯระบุด้วยว่า ตนได้ลงไปในพื้นที่หลายแห่ง ยืนยันว่าไม่มีพื้นที่ไหนที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปไม่ถึง ขณะเดียวกัน ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทั้งหลาย ข้าราชการ ทหารตำรวจ พี่น้องประชาชน ภาคประชาสังคม จิตอาสา และภาคเอกชนทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ทุ่มเทและเสียสละเพื่อดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง
สั่งระดมเข้าแก้ปัญหาให้ตรงจุด
นายกฯกล่าวว่าการประชุมในวันนี้ขอให้ทุกหน่วยงานได้รายงานผลการปฏิบัติการ ปัญหาอุปสรรคและความต้องการในการรับการสนับสนุนเพิ่มเติมเพื่อให้รัฐบาลได้สามารถสั่งการและระดมทรัพยากรเข้าไปแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดรวมถึงให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็วและทั่วถึงมากที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังเลิกประชุม มีรายงานว่านายกฯจะวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ด่วนกับในพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์พื้นที่ที่ยังประสบภัย
มท.2ลุยตี3เกาะติดสูบน้ำพญานาค
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากเวลา03.30น.วันที่ 1 ตุลาคม นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย หรือ“มท.4 โกแพ”ลงพื้นที่เคหะชุมชนคลองจั่น เขตบางกะปิ เพื่อติดตามและกำกับการแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งประสานขอรับการสนับสนุน“เครื่องสูบน้ำพญานาค”ขนาดใหญ่ ท่อขนาด 15 นิ้ว จากเครือข่ายภาคเอกชน ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยได้รับการสนับสนุนจากนายทรงพล สุขสมบูรณ์ หรือสส.เบียร์ สส.เขต 1พระนครศรีอยุธยา รวมถึงการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกรมชลประทาน เข้ามาเสริมประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่ล่าสุดในวันนี้พบว่า ระดับน้ำท่วมขังบริเวณเคหะชุมชนคลองจั่นและพื้นที่โดยรอบลดลงอย่างต่อเนื่องและเห็นได้ชัดขณะที่หลายจุดบนถนนโดยรอบ ระดับน้ำเริ่มแห้งและสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้บางส่วน สะท้อนผลจากการเร่งเพิ่มศักยภาพการสูบน้ำและการบริหารจัดการทางระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง
‘ท่อซิ่งสบน้ำเคหะคลองจั่นลดฮวบ
นายวรศิษฎ์ กล่าวว่าภายหลังเครื่องสูบน้ำพญานาคเข้าติดตั้งและเดินเครื่องในช่วงตี 3 ของเมื่อคืน เจ้าหน้าที่ได้เร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันมวลน้ำที่สะสมบริเวณเคหะชุมชนคลองจั่นลงสู่คลองแสนแสบ เนื่องจากระดับน้ำในคลองแสนแสบที่ลดลง ประกอบกับกรมชลประทาน ได้มีการเข้ามาติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ เพื่อเร่งเสริมศักยภาพในการระบายน้ำในพื้นที่ ทำให้การระบายน้ำในพื้นที่ดังกล่าวมีประสิทธิภาพและเห็นผลเร็วมากขึ้น โดยจะมีการประเมินระดับน้ำและประสิทธิภาพการสูบเป็นระยะ เพื่อปรับแผนการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง
คลองจั่นลดลงเดินได้-กระบะเข้าได้
ต่อมา เวลา 08.30น.ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่แฟลตคลองจั่น หลังจากมีการระดมเครื่องสูบน้ำเข้าพื้นที่ว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำในช่วงเช้าลดลงไปมากแล้ว ประชาชนสามารถเดินสัญจรได้ และรถกระบะสามารถเข้าไปในพื้นที่ได้แล้ว ในวันนี้การทำงานจะมีการปรับรูปแบบการทำงาน จากเดิมที่ใช้เรือในการเข้าไปปฏิบัติงาน ก็จะเปลี่ยนเป็นการใช้รถเข้าไปแทน เนื่องจากสามารถทำงานได้ง่าย และสะดวกมากกว่า
เตรียมปรับสูบรับน้ำคลองลำพังพวย
นายวรศิษฎ์กล่าวว่าจริงๆแล้วระดับน้ำควรจะลดลงเร็วกว่านี้ แต่หลังจากที่มีการสูบน้ำออกจากพื้นที่แฟลตคลองจั่น ก็ยังมีน้ำจากคลองลำพังพวยไหลเข้ามาเติมในพื้นที่ ขณะนี้สถานการณ์ดีขึ้นมากแล้ว โดยระดับน้ำในพื้นที่แฟลตที่ราบลงไป เหลือไม่เกินประมาณ 30-40 ซม.ในพื้นที่คลองจั่นไม่จำเป็นต้องระดมท่อซิ่งหรือเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เข้ามาเพิ่มเติมแล้ว เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ใกล้เคียงน่าจะเพียงพอและสถานการณ์น่าจะโอเคแล้ว
ส่วนหลังจากนี้จะมีการวางแผนปรับการใช้อุปกรณ์ขนาดใหญ่อย่างไรนายวรศิษฎ์ กล่าวว่าจะต้องประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ลาดกระบังต่อไปว่าเมื่อระดับน้ำในคลองสามารถลดลงและสามารถดูดน้ำออกจากพื้นที่ได้แล้ว ก็จะต้องวางแผนปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่นำมาใช้งานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่อไป
“เจเศรษฐ์”ยันน้ำเหนือดันสูงขึ้น100%
นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ระบุถึงการรับมือมวลน้ำที่มาจากภาคเหนือ ซึ่งประชาชนกังวลว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ อีกครั้ง ว่า กรมชลประทานรายงานถึงสถานการณ์ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา และพื้นที่ที่รับน้ำซึ่งจะผันจาก กทม.สู่อ่าวไทย ระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน แต่จะประครองระดับให้ค่อย ๆ สูงขึ้น พร้อมจะประสานงานกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อให้ส่งข้อมูลมายังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ก่อนที่จะแจ้งเตือนประชาชนโดยเร็วต่อไป
“จากที่ดูสถานการณ์พื้นที่ไหนที่ได้รับผลอุทกภัยจากแม่น้ำ น้ำยกระดับสูงขึ้นแน่นอน 100 % แต่พื้นที่ใดเกิดอุทกภัยจากน้ำป่าไหล่หลาก ฝนตก จุดนี้สถานการณ์กำลังจะดีขึ้นในห้วง 1-2 วันนี้“ นายเจเศรษฐ์ กล่าว
เร่งติดตั้งเครื่องสูบ-ผลักดันน้ำ
ขณะที่สถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครตะวันออกในพื้นที่เขตสายไหม ลาดกระบัง บางกะปิ นายเจเศรษฐ์ ระบุว่า ตอนได้รับข้อมูลจากนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์รมช.มหาดไทย ว่าจะมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ และเครื่องผลักดันน้ำ ส่วนรายละเอียดขอให้สอบถามไป มท.4 และ กทม
‘ชัชชาติ’เผยเคหะคลองจั่นคลี่คลาย
เวลา 05.00น.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาอุทกภัยบริเวณเคหะคลองจั่น เขตบางกะปิ โดยมีนายจีระศักดิ์ หงษ์แปด ผู้อำนวยการเขตบางกะปิ รายงานสถานการณ์และการดำเนินงานในพื้นที่
โดยนายชัชชาติกล่าวว่าขณะนี้สถานการณ์บริเวณเคหะคลองจั่นดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระดับน้ำลดลง เช่นเดียวกับบริเวณถนนนวมินทร์ที่ระดับน้ำลดลงตามลำดับ สำหรับเคหะคลองจั่นซึ่งพื้นที่พักอาศัยบางส่วนมีระดับต่ำกว่าคลองเกือบ 1 เมตร ขณะนี้สถานการณ์คลี่คลายลงแล้ว ประชาชนที่นำรถไปจอดบริเวณริมถนนหรือบนสะพาน สามารถทยอยนำรถกลับเข้าพื้นที่ได้ เนื่องจากหากเปิดการจราจรตามปกติ การจอดรถในบริเวณดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการจราจร ทั้งนี้ ประชาชนสามารถใช้บริการลานจอดรถ “จอดแล้วจร” ของสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งเปิดให้ประชาชนจอดรถฟรีเป็นเวลา 7 วันในช่วงนี้
ถนนลาดพร้าวแห้งแล้วเร่งจุดตกค้าง
ขณะที่ถนนศรีบูรพามีแนวโน้มดีขึ้น ส่วนถนนลาดพร้าวขณะนี้น้ำแห้งตลอดสายแล้ว เหลือเพียงการเร่งระบายน้ำในซอยลาดพร้าว 101 และพื้นที่หมู่บ้านบางจุด โดย กทม. จะเร่งสูบน้ำออกจากซอยย่อยและพื้นที่ชุมชน เพื่อให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วส่วนบริเวณแยกบางกะปิขณะนี้ระดับน้ำบนผิวจราจรแห้งแล้ว เหลือเพียงน้ำขังบริเวณริมผิวจราจรเล็กน้อย
น้ำคลองแสนแสบแนวโน้มดีขึ้น
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวด้วยว่าขั้นตอนต่อไป กทม.จะเร่งระบายน้ำลงคลองลำพังพวย เพื่อช่วยให้ถนนนวมินทร์กลับมาแห้งได้เร็วขึ้น เมื่อวันที่ 30ก.ย.ที่ผ่านมา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)ได้นำเครื่องสูบน้ำแบบท่อขนาดเล็กเข้ามาช่วยสูบน้ำที่ยังคงค้างอยู่ในระดับตื้นลงคลองแสนแสบขณะนี้ระดับน้ำในคลองแสนแสบ มีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากไม่มีฝนตกต่อเนื่องมาแล้วประมาณ 2 วัน
ลุยฟื้นฟูพื้นที่อย่างเต็มรูปแบบ
ผู้ว่าฯกทม.ย้ำว่า เมื่อระดับน้ำลดลงแล้ว กทม.จะเข้าสู่ระยะฟื้นฟูพื้นที่อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการซ่อมแซมผิวจราจรที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม โดยหน่วย BEST จะเร่งดำเนินการซ่อมแซมจุดที่ชำรุด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน รวมถึงจัดเก็บขยะที่มากับน้ำท่วม และระดมกำลังทำความสะอาดถนนและพื้นที่สาธารณะที่น้ำแห้งแล้ว
สำหรับการฟื้นฟูพื้นที่ กทม.จะใช้แนวทาง“จับคู่เขตบัดดี้”โดยให้ 2 เขต ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม นำทรัพยากรที่มีทั้งกำลังคน เครื่องมือ เครื่องจักรและเครื่องสูบน้ำ เข้าไปสนับสนุน 1 เขตที่ได้รับผลกระทบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการฟื้นฟูพื้นที่ และช่วยให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วหลักการแก้ปัญหาน้ำท่วมในขณะนี้คือต้องลดระดับน้ำในคลองให้ได้ก่อน เมื่อน้ำในคลองลดลงแล้วจึงค่อยสูบน้ำจากถนน ซอยและชุมชนตามลำดับ เป็นการแก้ปัญหาแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ระบบระบายน้ำสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เร่งระบายลาดกระบัง–สะพานสูง
ผู้ว่าฯชัชชาติกล่าวว่า พื้นที่ที่ยังต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ เขตลาดกระบัง เขตสะพานสูง รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง เช่น เขตมีนบุรี และเขตหนองจอก เนื่องจากระดับน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ยังอยู่ในระดับสูงสำหรับวันนี้ กทม.จะเร่งดำเนินการในพื้นที่ถนนศรีนครินทร์ ถนนพัฒนาการ รวมถึงเขตสะพานสูงและเขตลาดกระบัง โดยใช้คลองประเวศบุรีรมย์เป็นแกนหลักในการบริหารจัดการและระบายน้ำ พร้อมติดตามระดับน้ำในคลองอย่างใกล้ชิด หากประชาชนในพื้นที่ใดยังได้รับผลกระทบหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งปัญหาได้ผ่าน Traffy Fondue หรือสายด่วน กทม.1555 โดย กทม. จะจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสม
‘ชัชชาติ’แจงกทม.ไม่ได้ยกเลิกแก้มลิง
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม.ชี้แจงถึงกรณีที่มีข่าวว่ากทม. ยกเลิกโครงการแก้มลิงโดยยืนยันว่า ไม่เป็นความจริงและแก้มลิงยังคงเป็นระบบพักน้ำที่สำคัญ แต่เป็นการปรับรูปแบบการบริหารจัดการน้ำให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด
“ยืนยันว่าไม่มีการยกเลิกแก้มลิง เราอยากให้มีแก้มลิงหลายแห่ง แต่ต้องให้อยู่ในพื้นที่เหมาะสมและแผนผังรวม หากอยู่ในตำแหน่งไม่ถูกต้องน้ำเข้าไม่ถึงก็เป็นเหมือนบึง หัวใจคือต้องมีการนำน้ำเข้า-ออกได้ดี”ผู้ว่าฯกทม.ย้ำ
ปรับแผนรับน้ำ เน้นระบบระบาย
ผู้ว่าชัชชาติ ย้ำว่าในช่วงปี 54 กทม.มีแผนเลือกพื้นที่ทำแก้มลิง 5-6 แห่ง บางแห่งประชาพิจารณ์ไม่ผ่าน ส่วนแห่งที่ผ่าน ไม่ใช่บึงที่มีอยู่เดิม แต่ต้องไปซื้อที่ดินเปล่ามาขุดเป็นบึง ซึ่งมีราคาสูงระดับหมื่นล้านบาท ทั้งนี้ การทำแก้มลิงต้องพิจารณาความเหมาะสมคุ้มค่า เพราะหัวใจของแก้มลิงคือระบบส่งน้ำเข้า-ออก ที่เหมาะสม กทม.จึงทบทวนและปรับเปลี่ยนมาเน้นการเพิ่มแก้มลิงในรูปแบบอื่นเช่นการพัฒนาระบบอุโมงค์ระบายน้ำ การขุดคลองให้ลึกขึ้น การทำเขื่อน ดาดท้องคลอง เพื่อใช้ตัวคลองเป็นแก้มลิงในตัว ซึ่งช่วยให้รองรับและส่งน้ำได้ดีขึ้น และคุ้มค่าต่อการลงทุน
กทม.แจ้ง6เขตริมเจ้าพระยาเสี่ยงท่วม
กรุงเทพมหานคร(กทม.)ประกาศแจ้งเตือนประชาชนเฝ้าระวังระดับน้ำเจ้าพระยาสูงเนื่องจากกรมชลประทานแจ้งเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาและจากสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงในช่วงเช้าและช่วงค่ำ ขอให้ประชาชนในชุมชนนอกแนวเขื่อนป้องกันน้ำท่วม 11 ชุมชน ในพื้นที่ เขตดุสิต พระนคร บางคอแหลม ยานนาวา บางกอกน้อย และคลองสาน เฝ้าระวังและยกของขึ้นที่สูง ส่วนประชาชนในแนวเขื่อนฯริมแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย และคลองมหาสวัสดิ์ ให้เฝ้าระวังน้ำรั่วซึม หากต้องการความช่วยเหลือจาก สำนักการระบายน้ำ กทม.โทร. 02-248- 5115
เขต11ชุมชนนอกแนวเขื่อนเฝ้าระวัง
สำหรับรายชื่อ 11 ชุมชนนอกแนวเขื่อนใน 6 เขต มีดังนี้ เขตดุสิต (2 ชุมชน, 65 หลังคาเรือน) ชุมชนราชผาทับทิมร่วมใจ (เชิงสะพานกรุงธนฯ) และชุมชนเทวราชกุญชร เขตพระนคร (1 ชุมชน, 16 หลังคาเรือน) ชุมชนท่าวัง เขตบางคอแหลม (4 ชุมชน, 84 หลังคาเรือน) ชุมชนวัดบางโคล่นอก, ชุมชนหลังโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์, ชุมชนวัดอินทร์บรรจง และชุมชนมาตานุสรณ์ เขตยานนาวา (1 ชุมชน, 61 หลังคาเรือน) ชุมชนโรงสีเขตบางกอกน้อย (1 ชุมชน, 60 หลังคาเรือน)ชุมชนวัดดุสิตนิมิตใหม่ เขตคลองสาน (2 ชุมชน, 34 หลังคาเรือน) ชุมชนปลายซอยเจริญนคร 29/2 และชุมชนช่างนาค-สะพานยาวคำแนะนำสำหรับประชาชน ยกของขึ้นที่สูง และตรวจสอบปลั๊กไฟ ระบบไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย
รบ.เฝ้าระวังฝนถล่มใหม่4-8ต.ค.
เวลา10.00 น.ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)กทม. นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงข่าว”ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมในสถานการณ์อุทกภัย”หรือ ศูนย์ JICC ร่วมกับ นายฐนโรจน์วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และ น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมตัวแทนกทม. ร่วมกันแถลงข่าว
โดยเอกภพ กล่าวว่ามีการแจ้งเตือนว่าจะมีฝนเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 4-8ต.ค.ซึ่งเป็นฝนเปลี่ยนฤดู ไม่ใช่ฝนตกแช่ และจากการพยากรณ์อากาศช่วงวันที่ 6-7 ต.ค.จะมีฝนมากกว่าปกติที่จ.กาญจนบุรีและจังหวัดฝั่งตะวันตก ส่วน กทม.ฝนเปลี่ยนฤดู จะเข้าวันที่ 7-8 ต.ค.จึงต้องมีการเฝ้าระวังและอัพเดตสถานการณ์เพื่อแจ้งเตือนต่อไป
เขื่อนเจ้าพระยาปล่อยน้ำ2,300ลบ.ม.
นายเอกภพกล่าวถึงสถานการณ์น้ำเหนือจากแม่น้ำปิงว่า ระดับน้ำเริ่มลดลงแล้ว ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ลงมาถึง จ.นครสวรรค์ ขณะนี้ระดับน้ำอยู่จุดที่สูงสุด และจะส่งต่อไปที่เขื่อนเจ้าพระยา ก่อนที่จะเข้าแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี มีการหน่วงน้ำไว้ เพื่อให้น้ำเข้ามาเติมแม่น้ำเจ้าพระยาให้น้อยลง โดยการปล่อยน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา เมื่อวันที่ 30 ก.ย.อยู่ที่ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจะค่อยๆทยอยปล่อยน้ำเพิ่มขึ้น หลังมีการอนุมัติของคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ โดยเมื่อเช้าวันที่ 1 ต.ค.เพิ่มเป็น2,300ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีโดยการระบายน้ำแบบเป็นขั้นบันได โดยมีกรอบการระบายน้ำไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ระดับน้ำในเขื่อนเกินระดับที่ 100 % ไปแล้ว มีการระบายน้ำเพิ่มลงมาที่ จ. พระนครศรีอยุธยา ซึ่งแจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวัง โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่พื้นที่ริมน้ำและพื้นที่ราบ ให้อพยพรวมถึงยกของขึ้นที่สูง
‘วชิราลงกรณ-แม่กลอง’บริหารน้ำได้
ส่วนพื้นที่ฝั่งตะวันตก ปัญหาอยู่ที่ จ.กาญจนบุรี ที่จะระบายน้ำลงแม่น้ำแม่กลอง ปัจจุบันเขื่อนวชิราลงกรณ มีระดับน้ำสูงขึ้น จากการเก็บกักน้ำไว้ 2 วันที่ผ่านมา ในส่วนน้ำที่เข้ามาเติม ไม่ได้มีกระแสน้ำเพิ่มขึ้นเพราะฝนตกน้อยลง เขื่อนมีโอกาสจะรับน้ำเพิ่ม จึงเริ่มปล่อยน้ำออก ขณะที่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ (กนช.)ให้มีการเพิ่มการระบายน้ำอยู่ที่ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อพร่องน้ำเหนือเขื่อน ซึ่งเมื่อดูมวลน้ำเดิมที่ปล่อยก่อนหน้านี้มีความห่างกันพอสมควร จึงจะไม่กระทบประชาชนมากนัก
ทั้งนี้ เขื่อนแม่กลอง ปัจจุบันระบายน้ำอยู่ที่ 2,200ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้รองรับน้ำการบริหารจัดการน้ำ ไม่ให้เกิดผลกระทบทั้งเหนือเขื่อนและใต้เขื่อนซึ่งน้ำจะถูกปล่อยไป ที่ จ.ราชบุรี สมุทรสงคราม จึงมีการแจ้งเตือนประชาชนทั้ง 2 จังหวัดแล้วว่าให้อพยพรวมถึงยกของขึ้นที่สูง พร้อมเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม มีการสูบน้ำออก เพื่อไม่ให้น้ำเข้ามาเติมในคราวเดียวกัน และขอให้ประชาชนฟังประกาศและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ปราจีนบุรี -นครนายก ลดลงแล้ว
โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ส่วนฝั่งตะวันออก น้ำจาก จ.ปราจีนบุรีและ นครนายก ระดับน้ำทรงตัว และลดลงแล้ว เนื่องจากผ่านจุดสูงสุดของปริมาณน้ำที่ผ่านทั้ง 2 จังหวัดแล้ว โดยน้ำจะมารวมกันที่แม่น้ำบางปะกง และพื้นที่ลุ่มต่ำของ จ.ฉะเชิงเทรา ที่ อ.บางคล้า คลองเขื่อน และบางน้ำเปรี้ยว ซึ่งมีการแจ้งเตือนประชาชน และขอให้เคลื่อนย้าย พร้อมยกของขึ้นที่สูง หากมีผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ หรือกลุ่มเปราะบาง ให้อพยพไปที่ศูนย์อพยพของจังหวัดที่เตรียมไว้โดยเน้นย้ำว่าภาคกลาง โดยเฉพาะ จ.พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี ขอให้ติดสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หากประเมินแล้วระดับสูงขึ้น ขอให้อพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงจะปลอดภัยกว่า
สั่งผวจ.รองรับฝนระลอกใหม่
โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวด้วยว่า สำหรับพื้นที่ 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง ให้แจ้งเตือนประชาชนผ่านทุกช่องทาง พร้อมกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ดูแลความเป็นอยู่ การดำรงชีพของประชาชนให้ครบถ้วนทุกมิติอย่างใกล้ชิด และให้ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในแต่ละจังหวัดให้อยู่ในพื้นที่ตลอดเวลา ส่วนพื้นที่ที่น้ำลดแล้วให้เร่งสูบน้ำออกโดยเร็ว และดําเนินการให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ อย่างรวดเร็ว
กรมชลฯเตือน11จว.รับมือน้ำสูงขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน ออกประกาศแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา ฉบับที่ 7 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัด 11 จังหวัด ประกอบด้วย จ.อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร
สืบเนื่องจากปริมาณฝนที่ตกหนักบริเวณประเทศไทย ส่งผลทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น โดยจากการคาดการณ์ของกรมชลประทานในอีก 1-9 วันข้างหน้า โดยในวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ที่สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ จะมีปริมาณน้ำไหลผ่านสูงสุดประมาณ 3,010 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคาดการณ์ปริมาณน้ำจากลำน้ำสาขามีปริมาณน้ำประมาณ 700-750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
เขื่อนพระราม6ระบายน้ำพุ่ง800ลบ.ม.
สถานการณ์น้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำป่าสักและพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ โดย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)แจ้งเตือนว่า เขื่อนพระราม 6 จะเพิ่มการระบายน้ำ เป็นประมาณ 700–800ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตั้งแต่วันที่ 1–3 ต.ค.นี้ ส่งผลให้ระดับน้ำแม่น้ำป่าสัก บริเวณท้ายเขื่อนอาจเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ 1–1.5เมตร
พื้นที่เสี่ยงภัยที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ อ.ท่าเรือ, อ.นครหลวง, อ.พระนครศรีอยุธยาและอ.บางปะหัน เนื่องจากคลองระพีพัฒน์และคลองนครหลวง มีปริมาณน้ำเต็มความจุ 100% จึงมีข้อจำกัดในการรับน้ำเพิ่มเติม โดยปัจจุบัน อ.ท่าเรือ มีบ้านเรือนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมแล้วประมาณ 2,234 ครัวเรือน
ทั้งนี้ ในวันที่ 3 ต.ค.เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เตรียมปล่อยมวลน้ำเพิ่มเติมอีกประมาณ 800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนพระราม 6
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ระบายน้ำเพิ่ม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสถานการณ์น้ำ ณ บริเวณเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี หลังปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่าความจุ 100%ล่าสุดช่วงเที่ยงวันนี้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ได้เปิดประตูระบายน้ำครบทั้ง 7 บานในรอบปีเพื่อเร่งระบายน้ำแบบขั้นบันได ซึ่งปัจจุบันเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ 930.78ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น106.80% ของความจุระดับเก็บกักปกติ มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างกว่า550ลูกบาศก์เมตร/วินาที หรือ 47.54 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน และมีปริมาณการระบายเพิ่มจาก115.08 ลูกบาศก์เมตร /วินาทีในช่วงเช้า เป็น 145ลูกบาศก์เมตร/วินาที และจะมีการระบายเพิ่มทุกวัน เป็น 400 ลูกบาศก์เมตร /วินาที ต่อเนื่องไปจนวันที่ 2 ตุลาคม 2569นี้ ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 3–6 ตุลาคมนี้จะมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และจังหวัดลพบุรี ทำให้เกิดฝนตกหนักและมีมวลน้ำไหลเข้าเขื่อนเพิ่มเติมทั้งนี้จากการปรับเพิ่มการระบายน้ำดังกล่าว คาดว่าระดับน้ำในแม่น้ำป่าสัก จะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ1.00–1.50 เมตร โดยพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังได้แก่พื้นที่ริมแม่น้ำป่าสักด้านท้ายเขื่อนพระราม 6 โดยเฉพาะบริเวณอำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ชัยนาทอ่วมจมแล้ว400หลังคา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังกรมชลประทาน เพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา ไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ส่งผลให้ปริมาณน้ำท้ายเขื่อนดังกล่าว เริ่มส่งผลกระทบในวงกว้าง น้ำเริ่มเอ่อท่วมบ้านเรือนในพื้นที่ลุ่มต่ำ ต.หาดอาษา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท กว่า 400 หลังคาเรือน ระดับน้ำสูงถึงเอว ชาวบ้านต้องขนย้ายทรัพย์สิน และอพยพไปกางเต็นท์นอนที่ริมถนน คันคลองมหาราช โดยชาวบ้านระบุว่า น้ำมาเยอะทำให้ท่วมไวมาก แต่เทศบาล ต.หาดอาษา ได้แจ้งเตือนก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้ไม่มีทรัพย์สินเสียหาย แต่มีความยากลำบากในการต้องมาอาศัยในที่พักพิงชั่วคราว และไม่ได้ทำงาน ขาดรายได้
อ่างทองกระทบกว่า1.5พันหลัง
ส่วนที่ จ.อ่างทอง ได้รับผลกระทบจากการเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนแห่งนี้เช่นเดียวกัน โดยใช้เวลาประมาณ 17-18 ชั่วโมง น้ำก็เข้าพื้นที่ ระดับน้ำท่วมสูงเฉลี่ย 20-30 เซนติเมตร เจ้าหน้าที่ต้องเร่งวางแบริเออร์ เสริมแนวกระสอบทราย คันดิน ในจุดเสี่ยงที่ชุมชน เขตเศรษฐกิจ และศูนย์ราชการ โดยมีชาวบ้านได้รับผลกระทบแล้ว 1,523 ครัวเรือน
ด้านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำน้อย ได้ร่วมกับชาวบ้าน ทหาร ตำรวจ และจิตอาสา เร่งกรอกกระสอบทราย นำไปใช้ป้องกันพื้นที่เสี่ยง เสริมความแข็งแรงของแนวกั้น เพื่อป้องกันความเสียหาย สำหรับระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณหน้าศาลากลาง จ.อ่างทอง น้ำสูง 8.65 เมตร จากตลิ่งที่สูง 10 เมตรโดย จ.อ่างทอง มีพื้นที่ได้รับผลกระทบแล้ว 5 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง , ป่าโมก , วิเศษชัยชาญ , ไชโย และสามโก้ รวม 31 ตำบล 125 หมู่บ้าน 14 ชุมชน 1,523 ครัวเรือน มีพื้นที่เฝ้าระวังใน อ.เมือง 6 ตำบล , อ.วิเศษชัยชาญ 10 ตำบล , อ.ไชโย 8 ตำบล และอ.ป่าโมก 4 ตำบล
อยุธยาน้ำท่วมกระทบ13อำเภอ
ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา สถานการณ์น้ำท่วม หลังจากเขื่อนเจ้าพระยา ปรับเพิ่มการระบายน้ำ พบว่าในพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ มีบ้านเรือนได้รับผลกระทบรวม 13 อำเภอ 169 ตำบล 1,104 หมู่บ้าน 56 ชุมชน 44,865 ครัวเรือน ได้แก่ อ.เสนา ผักไห่ บางบาล บางไทร พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน บางปะหัน ลาดบัวหลวง นครหลวง วังน้อย อุทัย ท่าเรือ และภาชี โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย ใน อ.เสนา
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ชุมชนหมู่ 2 ต.หัวเวียง อ.เสนา ซึ่งติดกับแม่น้ำน้อย พบว่าน้ำได้เข้าท่วมพื้นที่เกือบเต็มชุมชน ระดับน้ำบางจุดสูงประมาณ 2-3 เมตร บ้านเรือน วัด และโรงเรียน ได้รับผลกระทบ ถนนทางเข้าชุมชนมีน้ำท่วม แต่รถยนต์ยังสามารถสัญจรได้ ขณะที่ภายในซอย มีระดับน้ำสูง ประชาชนต้องเดินลุยน้ำ หรือใช้เรือ ในการสัญจรเข้าออกชุมชน บางรายต้องนำรถยนต์และจักรยานยนต์ ไปจอดบนสะพาน
นนท์แจ้งรับน้ำเหนือถึง4ต.ค.
นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี แจ้งเตือนประชาชนเฝ้าระวังระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสถานการณ์การผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีและมีระดับน้ำทะเลหนุนสูง ส่งผลให้ระดับน้ำ ในแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตจังหวัดนทบุรีสูงขึ้น จากปัจจุบันอีกประมาณ 0.30 - 0.50 เมตร ในช่วงวันที่ 1-4 ตุลาคม 2569โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ขอให้เร่งอพยพสิ่งของและทรัพย์สินขึ้นที่สูงดูแลกลุ่มเปราะบางในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
‘สะพานท่าเสา-ลูกแก’น้ำล้นตลิ่ง
รายงานว่าล่าสุด เวลา 09.00 น.นายเฉลิมพนธ์หงษ์ยนต์ ประธานชมรมกู้ภัยทางน้ำ ภาค 7พร้อมทีมงานได้นำอากาศยานไร้คนขับ(โดรน)บินสำรวจสภาพมวลน้ำภายในแม่น้ำแม่กลองบริเวณสะพานท่าเสาเชื่อมต่อระหว่างฝั่งตำบลลูกแกและฝั่งเทศบายตำบลท่าเสา อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรีรวมถึงสำรวจสถานการณ์ปริมาณน้ำตามริมตลิ่งพบว่าริมตลิ่งมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นในห้วงเวลาดังกล่าวประมาณ30เซนติเมตร เหลืออีกประมาณ 1.5 เมตร ปริมาณน้ำก็จะเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ด้านข้างและยังมีแนวโน้มว่าปริมาณน้ำจะเพิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

