กทม.ผวาท่วมซ้ำสอง เร่งพร่องน้ำ รับมือฝนระลอกใหม่ จ่อถล่มหนัก4-10ต.ค.

กทม.ผวาท่วมซ้ำสอง
เร่งพร่องน้ำ
รับมือฝนระลอกใหม่
จ่อถล่มหนัก4-10ต.ค.
เจ้าพระยาน้ำเริ่มล้นฝั่ง
สั่งป้องกันโบราณสถาน
กระหน่ำแน่นอนฝนระลอกใหม่ 4-10 ตุลาคม นี้ ผู้ว่าฯกทม.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ขอแก้มือ สั่งเร่งพร่องน้ำเต็มสูบ ด้านนายกฯอนุทิน นั่งหัวโต๊ะถก “บกปภ.ช.” เกาะติดสถานการณ์น้ำใกล้ชิดทั่วประเทศ ในขณะที่กรุงเก่า เริ่มสำลักเจ้าพระยาล้นฝั่ง หญิงเหล็ก-ซาบีดา ลงพื้นที่ตรวจแนวป้องกันโบราณสถาน
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 ตุลาคม 2569 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์, พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม, นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย, นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าร่วม
ภาพรวมสถานการณ์น้ำดีขึ้น
นายกฯ กล่าวก่อนการประชุมว่า ต้องขอบคุณทุกคนที่ให้ความร่วมมือในการประชุมติดตามรับมือสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันหยุด แต่ทุกท่านก็มาด้วยความพร้อมเพรียงกัน ตนคิดว่าหากพี่น้องประชาชนรับรู้ถึงความกังวลและความห่วงใยของพวกเราในสถานการณ์นี้ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจและลดความวิตกกังวลว่ามีหน่วยงานภาครัฐคอยติดตามดูแลปัญหาให้อยู่
การประชุมวันนี้เป็นการประชุมต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 แล้ว ซึ่งในช่วงอุทกภัยเช่นนี้เราต้องทำงานกันแบบไม่มีวันหยุด โดยภาพรวมของสถานการณ์มีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะการเร่งระดมสูบน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขัง ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล หรือจังหวัดอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลางและภาคตะวันตก
4-10 ต.ค.มวลน้ำก้อนใหญ่
สิ่งที่เราต้องเร่งเตรียมพร้อมจากนี้คือการติดตามพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 4 ไปจนตลอดสัปดาห์ถึงประมาณวันที่ 10 ต.ค.นี้ ยังดีที่การพยากรณ์ระบุว่าทางภาคอีสานและภาคเหนือค่อนข้างเคลียร์ มีปริมาณฝนในระดับปานกลาง
ส่วนภาคกลางจะหนักมาก เนื่องจากมีมวลน้ำก้อนใหญ่ จากภาพถ่ายดาวเทียมปรากฏเป็นก้อนสีแดงจัดในบริเวณทะเลจีนใต้ กำลังจะเคลื่อนตัวผ่านประเทศเวียดนามและเข้ามาถึงประเทศไทยในช่วงวันที่ 4-10 ต.ค.นี้
ถามหาอธิบดีกรมอุตุ
ช่วงหนึ่งนายกฯ ได้หันไปถามว่า “อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยามาด้วยหรือไม่ ตนไม่เคยเห็นเลย อยู่เมืองไทยหรือเปล่า” ทำให้นายณัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ในฐานะรักษาการอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ลุกขึ้นชี้แจงว่า “ท่านอธิบดีเกษียณอายุราชการไปตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมาครับ ผมจึงทำหน้าที่รักษาการแทน”
นายกฯ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้มีประเด็นการบูลลี่เกี่ยวกับการแจ้งเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งเราไม่ได้ว่ากัน เพราะเราทำงานร่วมกันและถือเป็นทีมเดียวกัน ภายใต้ศูนย์บัญชาการแห่งนี้จะช่วยกระจายข่าวและช่วยลดแรงกดดันที่ส่งไปยังกรมอุตุนิยมวิทยาได้ ต้องทำความเข้าใจว่านี่คือการพยากรณ์อากาศ ความแม่นยำจึงอาจไม่ได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ พร้อมกันนี้ต้องขอบคุณรักษาการอธิบดีฯ ที่มาร่วมประชุมด้วย
สั่งคุมเข้มพื้นที่ภาคใต้
นายกฯ กล่าวอีกว่า ในช่วงนี้ต้องเฝ้าระวังพื้นที่ภาคใต้เป็นพิเศษ โดยเมื่อสักครู่ได้พูดคุยและแจ้งให้แม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งมีความคุ้นเคยกันดี เตรียมความพร้อมประสานงานร่วมกับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อรับมือสถานการณ์ ทั้งการป้องกัน การเยียวยาดูแล และการเตรียมอพยพประชาชน
สำหรับปริมาณฝนในกรุงเทพมหานครช่วงบ่ายนี้ แม้จะมีฝนตกหนัก แต่เท่าที่ทราบยังไม่ส่งผลกระทบต่อระบบระบายน้ำ อย่างไรก็ตาม ขอให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด ส่วนการช่วยเหลือประชาชนในด้านอาหารและสิ่งของเครื่องใช้ ทราบว่าทุกหน่วยงานรวมถึงภาคเอกชนและอาสาสมัครได้ดำเนินการไปในวงกว้างแล้ว
หลังการประชุมเสร็จสิ้น ตนจะเดินทางไปตรวจสถานการณ์การบริหารจัดการน้ำและการระบายน้ำตั้งแต่จังหวัดชัยนาทลงมาจนถึงภาคกลาง เพื่อดูปริมาณและแนวโน้มของน้ำ
“ประกันภัยครัวเรือน”
พร้อมกันนี้ นายกฯ ได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน ชี้แจงประชาชนเกี่ยวกับโครงการประกันภัยครัวเรือนที่ประสบภัยจากทุกอุภัย ไม่เฉพาะแต่น้ำท่วมเท่านั้น แต่ครอบคลุม 3 ภัยหลัก คือ อุทกภัย (น้ำท่วม), วาตภัย (ลมพายุ) และแผ่นดินไหว ซึ่งอธิบดี ปภ. ได้จัดทำสรุปส่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดแล้ว ขอให้นำไปศึกษาทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ หากมีจุดใดไม่ชัดเจนให้สอบถามให้เรียบร้อยก่อนนำไปเผยแพร่ต่อประชาชน
นายกฯให้กำลังใจทีมงาน
นายกฯ กล่าวปิดท้ายว่า ต้องขอบคุณทุกท่านอีกครั้งสำหรับความร่วมมือ ที่ช่วยกันระดมสรรพกำลัง เครื่องจักร รถสูบน้ำ และความช่วยเหลือต่างๆ ลงไปในพื้นที่ประสบภัยอย่างเต็มรูปแบบ จนทำให้การคลี่คลายสถานการณ์มีประสิทธิภาพ
“ขอให้พวกเรามุ่งมั่นตั้งใจช่วยเหลือพี่น้องประชาชนต่อไป ไม่ต้องไปสนใจเสียงบูลลี่ การกระทบกระทั่ง หรือคำดูถูกดูแคลนที่สร้างความปั่นป่วน ขอให้มั่นใจในสิ่งที่เรากำลังทำ ซึ่งผลลัพธ์แสดงให้เห็นแล้วว่าการทำงานอย่างเต็มที่ทำให้สถานการณ์เริ่มกลับสู่ภาวะปกติได้มากขึ้น จากนี้ไปขอให้เตรียมพร้อมรับมือกับปริมาณฝนที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้ด้วย”
กรุงเทพ.เร่งพร่องน้ำ
ด้านนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยความคืบหน้าสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ กทม.ว่า ขณะนี้ กทม.ยังคงเร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยคลองแสนแสบมีสถานการณ์ดีขึ้นและระบายน้ำได้มากขึ้นแล้ว ส่วนคลองประเวศบุรีรมย์ โดยเฉพาะช่วงลาดกระบัง ระดับน้ำยังสูงแต่มีแนวโน้มลดลงอย่างช้า ๆ
ภารกิจสำคัญในวันนี้คือกำหนดลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์บริเวณหมู่บ้านนักกีฬาแหลมทอง เคหะธานี นวธานี และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อพิจารณาจุดติดตั้งเครื่องสูบน้ำและทางระบายน้ำให้เหมาะสม ไม่ให้กระทบพื้นที่ข้างเคียง
สำหรับพื้นที่ฝั่งตะวันออก ลาดกระบังและร่มเกล้า กทม.เตรียมโยกย้ายเครื่องสูบน้ำจากจุดที่สถานการณ์คลี่คลายแล้วไปเสริมกำลังในจุดที่ยังมีน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะบริเวณเคหะร่มเกล้าซึ่งยังพบปัญหาน้ำย้อนบางจุด จะมีการเร่งเสริมแนวกระสอบทรายและเพิ่มเครื่องสูบน้ำเพื่อลดระดับน้ำโดยเร็ว
ฝนระลอกใหม่ 4-5 ต.ค.
ขณะเดียวกัน กทม.เตรียมรับมือฝนที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 4-5 ต.ค. โดยเร่งพร่องน้ำในพื้นที่รับน้ำและแก้มลิงเพื่อเตรียมรองรับน้ำฝนเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม การพร่องน้ำต้องพิจารณาระดับน้ำในคลองและจังหวะการระบายอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เพิ่มภาระแก่ระบบระบายน้ำฝั่งตะวันออก
นายวิศณุ กล่าวต่อว่า เมื่อคลองแสนแสบระบายน้ำได้ดีขึ้น กทม.จึงสามารถเพิ่มการผันน้ำจากคลองสายย่อย เช่น คลองหัวหมากและคลองบ้านม้า เข้าสู่คลองแสนแสบได้ ช่วยลดภาระของคลองประเวศบุรีรมย์ ส่งผลให้พื้นที่สะพานสูงและหมู่บ้านโดยรอบระบายน้ำได้เร็วขึ้น หลายจุดกลับมาสัญจรได้ปกติ เหลือเพียงการระบายน้ำตกค้างในบางพื้นที่เท่านั้น
ลุยฟื้นฟูหลังน้ำลด
ในส่วนพื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว กทม.เดินหน้าเข้าสู่ระยะฟื้นฟู โดยแต่ละเขตเร่งจัดเก็บขยะและขยะชิ้นใหญ่จากพื้นที่ประสบภัย เช่น ที่เคหะคลองจั่น มีการกำหนดวันทำความสะอาดและระดมกำลังหลายหน่วยงานเข้าฟื้นฟู พร้อมเตรียมดำเนินการเยียวยาประชาชนต่อไป
สำหรับประชาชนที่มีขยะชิ้นใหญ่หรือขยะจากความเสียหายหลังน้ำลด สามารถตรวจสอบจุดรับขยะได้ที่เว็บไซต์ Greener Bangkok หรือแจ้งจุดเก็บขยะและขอความช่วยเหลือผ่าน Traffy Fondue และสายด่วน กทม.1555 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการได้ทันที
”ซาบีดา”ป้องกันโบราณ
ด้านนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมป้องกันโบราณสถาน และติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา พร้อมรับฟังแผนบริหารจัดการและการป้องกันโบราณสถานจากเหตุอุทกภัย สืบเนื่องจากสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางที่ส่งผลกระทบต่อจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ทั่วอยุธยา394แห่ง
นางสาวซาบีดา เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากรได้เตรียมความพร้อมดูแลโบราณสถานในความรับผิดชอบรวม 394 แห่งแบ่งเป็นภายในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา 189 แห่ง และนอกเกาะเมือง 205 แห่ง
พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและวัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งวัด เจ้าของหรือผู้ครอบครองโบราณสถาน, มณฑลทหารบกที่ 18 สระบุรี, สำนักงาน ปภ. จังหวัด, องค์การบริหารส่วนจังหวัด และเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา เพื่อป้องกันภัยพิบัติอย่างเต็มที่
สำหรับโบราณสถานสำคัญที่กรมศิลปากรได้ดำเนินมาตรการป้องกันน้ำไม่ให้ส่งผลกระทบมีจำนวน 4 แห่งได้แก่ วัดไชยวัฒนาราม วัดธรรมาราม บ้านโปรตุเกส วัดเชิงท่า
ส่วนป้อมเพชร ซึ่งเป็นโบราณสถานริมแม่น้ำที่ได้รับการบูรณะแล้ว จึงสามารถรองรับการท่วมขังของน้ำได้ ทั้งนี้ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาได้ดำเนินการถอดไฟส่องสว่างในพื้นที่ออกเรียบร้อยแล้วเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
นางสาวซาบีดา กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันพื้นที่เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นที่ตั้งของโบราณสถานสำคัญสูงสุด ยังคงปลอดภัยและไม่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย สถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงเส้นทางคมนาคมทุกสายยังคงเปิดให้บริการและสามารถเดินทางเข้าถึงได้ตามปกติ
น้ำท่วมโบราณสถานป้อมเพชร แล้ว เสริมพนังกั้นน้ำอีก 50 ซม.ป้องโบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม รับมือน้ำเหนือ
กรุงเก่าท่วมครบ16อำเภอ
ล่าสุดเย็นวันเดียวกัน ปัจจุบันการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ ขณะที่กรมชลประทานเร่งพร่องน้ำในระบบคลองและเตรียมพื้นที่รองรับฝนระลอกใหม่ พร้อมขอให้ประชาชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำฝนสะสมในพื้นที่เป็นสำคัญ โดยเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำท้ายเขื่อนประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนเขื่อนพระราม 6 อำเภอท่าเรือ ระบายน้ำลงแม่น้ำป่าสัก 616 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันกรมศิลปากร ยกบังเกอร์ป้องกันน้ำขนาดความสูง 180 เซนติเมตร กว้าง 1.20 เมตร รวม 138 แผ่น ตลอดแนวลำน้ำเจ้าพระยา ความยาว 165 เมตร หน้าวัดไชยวัฒนารามขึ้นแล้วและเพื่อเตรียมความรับมือกับมวลน้ำที่เพิ่มขึ้นทางกรมศิลปากรจึงเพิ่มแผ่นป้องกันน้ำสูง 60 เซนติเมตร ตลอดความยาวของแนวป้องกันน้ำ
ป้องกันมวลน้ำได้ยาก
ส่วนโบราณสถานป้อมเพชรซึ่งอยู่บริเวณจุดบรรจบของแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสัก มีน้ำไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่โบราณสถานป้อมเพชรหน้าสามแยกวังน้ำวน วัดพนัญเชิงวรวิหาร ส่งผลให้โบราณสถานป้อมเพชรฝั่งทิศตะวันตกถูกน้ำท่วมทั้งหมด ระดับน้ำสูงเกือบ 1 เมตรบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ กรมศิลปากรไม่ได้ดำเนินการป้องกันน้ำท่วมเป็นการเฉพาะ เนื่องจากแนวเขื่อนป้องกันตลิ่งของโบราณสถานป้อมเพชรสร้างในลักษณะเสาระเบียงและใช้แผ่นคอนกรีตสำหรับป้องกันการกัดเซาะของตลิ่ง จึงไม่สามารถป้องกันมวลน้ำที่ไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ด้านในได้
ที่ผ่านมา กรมศิลปากรเคยพยายามวางแนวกระสอบทรายเพื่อสกัดน้ำบริเวณดังกล่าว แต่ไม่สามารถป้องกันมวลน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อมวลน้ำเพิ่มสูงขึ้นจึงไหลเข้าท่วมพื้นที่โบราณสถานดังกล่าว จุดนี้ถือเป็นบริเวณสำคัญที่มวลน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลมาบรรจบกับแม่น้ำป่าสัก ซึ่งรับน้ำมาจากพื้นที่ตอนบน รวมถึงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ทำให้กระแสน้ำจากแม่น้ำทั้งสองสายไหลมาปะทะกันจนเกิดเป็นวังน้ำวนที่มีกระแสน้ำรุนแรง
วัดพนัญเชิงเสริมแนวบังเกอร์
ส่วนวัดพนัญเชิงวรวิหารซึ่งตั้งอยู่ตรงแยกบรรจบแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำป่าสัก ได้ยกแนวบังเกอร์ป้องกันน้ำขนาดความสูง 180 เซนติเมตร ตลอดแนวลำน้ำเจ้าพระยาและป่าสัก และใช้เครื่องสูบน้ำเพื่อป้องไม่ให้น้ำไหลเข้าสู่พื้นที่ชั้นในบริเวณวัด
จากการคาดการณ์สภาพอากาศ ช่วงวันที่ 5 - 7 ตุลาคม จะมีฝนเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ ก่อนที่ช่วงวันที่ 8 - 9 ตุลาคม ฝนมีแนวโน้มลดลง และในช่วงวันที่ 11 - 14 ตุลาคม มีแนวโน้มเกิดฝนเพิ่มขึ้นและฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณภาคกลาง ตั้งแต่นครสวรรค์ลงมา กรมชลประทานจึงเร่งใช้ช่วงเวลาที่ปริมาณน้ำเหนือมีแนวโน้มลดลงในการพร่องน้ำในระบบชลประทาน เพิ่มพื้นที่รองรับน้ำ และเตรียมความพร้อมของระบบระบายน้ำ เพื่อรองรับฝนระลอกใหม่
สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รายงานว่า ขณะนี้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมแล้ว 16 อำเภอ 181 ตำบล 1,200 หมู่บ้าน และ 57 ชุมชน รวม 48,704 ครัวเรือน โดยครอบคลุมพื้นที่อำเภอเสนา ผักไห่ บางบาล บางไทร พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน บางปะหัน ลาดบัวหลวง นครหลวง วังน้อย อุทัย ท่าเรือ ภาชี บ้านแพรก บางซ้าย และมหาราช
แม่น้ำน้อยอ่างทองเพิ่มระดับ
ส่วนสถานการณ์น้ำในแม่น้ำน้อย ที่ไหลผ่าน อ.โพธิ์ทองและอ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดน้ำได้เอ่อล้นเข้าท่วมพื้นถนนในพื้นที่หมู่ 9 ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ ต้องเปลี่ยนมาใช้เรือในการเดินทางเข้าออกหมู่บ้าน โดยระดับน้ำปัจจุบันใกล้เคียงกับระดับน้ำท่วมเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา
ด้านศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยจังหวัดอ่างทอง แจ้งว่า ปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยามีการระบายน้ำอยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งมวลน้ำได้เดินทางมาถึงจังหวัดอ่างทองแล้ว ส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่เพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ 15-20 เซนติเมตร
กาญจน์เตือนเฝ้าระวังภัย
ส่วนที่ จ.กาญจนบุรี กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกาญจนบุรี ออกประกาศแจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังสถานการณ์ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และภัยธรรมชาติอื่น ในช่วงระหว่างวันที่ 4 - 7 ตุลาคม 2569
ประกาศดังกล่าวระบุว่า สภาพอากาศแปรปรวนมีสาเหตุจากมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนที่แผ่ลงมา ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ มีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขัง และดินโคลนถล่ม จังหวัดจึงขอให้ประชาชนระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักและลมกระโชกแรง หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ต้นไม้ใหญ่และสิ่งก่อสร้างที่ไม่มั่นคง รวมถึงขอให้เกษตรกรเตรียมการป้องกันความเสียหายด้านการเกษตร
นอกจากนี้ จังหวัดได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง เตรียมความพร้อมด้านกำลังพลและเครื่องมือ พร้อมจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว และเพิ่มการเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยงภัยและแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากประชาชนประสบเหตุสาธารณภัย สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่ กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกาญจนบุรี หมายเลขโทรศัพท์ 0-3451-5998 ตลอด 24 ชั่วโมง
น้ำป่าซัดชาวพัทลุงเสียชีวิต 1
ที่ จ.พัทลุงเกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่อุทยานบริเวณน้ำตกไพรวัลย์ ต.คลองเฉลิม อ.กงหรา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 รายคือนายสังคม จัอายุ 61 ปี ชาวบ้านหมู่ 13 ตำบลคลองเฉลิม โดยเมื่อช่วงเย็นวันที่ 2 ตุลาคม ได้เดินทางขึ้นไปหาปลาบริเวณเหนือน้ำตกไพรวัลย์ ลึกเข้าไปในป่าประมาณ 1.5 กิโลเมตร ขณะมีฝนตกหนักบนเทือกเขาบรรทัด
ต่อมาในช่วงเช้าวันที่ 3 ต.ค.เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าน้ำตกไพรวัลย์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพัทลุง ตำรวจ สภ.กงหรา หน่วยกู้ภัย และชาวบ้าน รวมเกือบ 100 นายได้ระดมกำลังค้นหา กระทั่งพบร่างผู้สูญหายติดอยู่กับกิ่งไม้ริมคลอง ห่างจากหน่วยพิทักษ์ป่าประมาณ 1.5 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่จึงกู้ร่างขึ้นมาและนำส่งชันสูตรเบื้องต้น ก่อนมอบให้ญาติรับไปประกอบพิธีทางศาสนา
นายกฯเยือนนครสวรรค์
12.50 น. วัดบ้านแก่ง อ.เมือง จ.นครสวรรค์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจแก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
โดยจุดแรกนายกรัฐมนตรีได้เดินทางมาที่วัดบ้านแก่ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนครสวรรค์ พบปะประชาชนและ มอบถุงยังชีพ แก่ผู้ประสบภัย/กลุ่มเปราะบางตำบลบ้านแก่ง และตำบลวัดไทรย์ จำนวน 500 ชุด โดยมีขาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ประมาณ 500 หลังคาเรือน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

