หนูบัญชาการจากบุรีรัมย์ รับมือน้ำท่วม สั่งเฝ้าระวังถึง10ตุลา กทม.ยันไม่จมซ้ำรอย

นายกฯบัญชาการจากบุรีรัมย์ สั่งผู้ว่าฯทั่วประเทศรับมือน้ำท่วมจนถึง 10 ตุลาคม ย้ำภาคใต้เตรียมแผนเผชิญเหตุ ด้านผู้ว่าฯกทม.เผยหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลายเร่งฟื้นฟู ชี้ฝนตกอีกหนไม่ซ้ำรอย ขณะที่ สทนช.เผยน้ำปิง-น่าน ไหลสู่เจ้าพระยา น้อยลง ขณะที่เขื่อนศรีนครินทร์ ใกล้เต็มความจุ ด้านคันดินวัดที่ปทุมธานี ต้านน้ำไม่ไหว พังทลาย น้ำเจ้าพระยา ทะลักท่วม ต้องประกาศปิดวัดชั่วคราว
เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้วีดีโอคอนเฟอเรนซ์ประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย อยู่ที่ จ.บุรีรัมย์ โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม นายวราวุธศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์รมว.สาธารณสุขรวมถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วม
นายกฯสั่งอัพเดทสถานการณ์น้ำ
นายกฯ กล่าวว่าต้องขอบคุณอีกครั้งที่ทุกคนมาประชุมอย่างพร้อมเพรียง วันนี้เป็นวันที่ 5 สำหรับการประชุมรายวันของพวกเรา ได้รับรายงานมาว่าหลายพื้นที่สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดี ต้องถือว่าอยู่ในช่วงเฝ้าระวังอย่างสูง ทั้งนี้ต้องอัพเดทสถานการณ์ตรวจความพร้อมรับมือในการให้ความช่วยเหลือ เหตุการณ์ฟื้นฟูเยียวยา เฝ้าระวังมวลน้ำระลอกใหม่ไว้ด้วย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย
เร่งตั้งศูนย์พักพิงในทุกที่จำเป็น
นายอนุทินกล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่ชัยนาทและนครสวรรค์ไปที่ศูนย์อพยพ เพื่อติดตามเรื่องการดูแลช่วยเหลือผู้ประสบภัย สิ่งที่ทำต่อเนื่องคือต้องจัดศูนย์พักพิงให้พร้อมในทุกที่ที่มีความจำเป็น โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงกลุ่มเปราะบาง เด็ก และผู้ช่วยเหลือตัวเองได้จำกัด ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่นั้น จัดเตรียมอาหารน้ำดื่ม จัดการสาธารณสุข ยา การรักษาพยาบาลและไฟฟ้า น้ำประปาที่จำเป็น พร้อมทั้งวางแผน พากลับบ้านอย่างปลอดภัยเมื่อน้ำลด
ให้เคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบาง
นายกฯ กล่าวอีกว่าเห็นสภาพในศูนย์พักพิง ถือว่าการนำตัวมาที่ศูนย์พักพิงในระยะเวลาที่เกิดอุทกภัยน่าจะมีความลำบากมากกว่า ถ้าเราเตรียมการไว้ล่วงหน้า ช่วงนี้เราประชุมทุกวันจะทราบการพยากรณ์อากาศ มีกรมอุตุนิยมวิทยามาให้ ข้อมูลทุกวัน ดังนั้นหากมีความเสี่ยงตรงไหน อยากให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดตัดสินใจสั่งการให้มีการเคลื่อนย้าย กลุ่มเปราะบางที่ได้กล่าวถึง ให้ไปพำนักศูนย์พักพิงก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์จะต้องตั้งรับสถานการณ์สูบน้ำ ระบายน้ำ จัดหาเวชภัณฑ์ ยา อาหารต่างๆมากมาย ถ้าต้องเข้าไปเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียงผู้สูงอายุ ในขณะที่บ้านเรือน เคหสถานยังมีน้ำท่วม จะเป็นการเพิ่มภาระงานไม่มีประโยชน์อะไร
เร่งช่วยการสื่อสาร-ของบริจาค
นายอนุทิน กล่าวถึงการให้บริการช่วยเหลือด้านการสื่อสารและรับบริจาคสิ่งของต่างๆ โดยขอให้เร่งบริการให้ดี เพื่อให้เป็นประสบการณ์ที่ดีของผู้ให้และผู้รับ เราต้องคำนวณให้ถูกต้องว่าปริมาณการใช้ทรัพยากรต่างๆ อย่าให้เกินจนต้องบูดเน่า หรือไม่มีการบริหารจัดการ หรือจำเป็นต้องใช้แต่ของไปไม่ถึง หรือข้าวของต่างๆอยู่กระจุกในจุดเดียว ก็จะไม่เกิดประโยชน์ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ประเมิน ลักษณะสมัยตั้งศูนย์ประสบภัยที่มีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดไหนมีความพร้อม มีสิ่งของเครื่องใช้บริการจัดหามาได้ มีบริจาคมากก็จะเป็นศูนย์กระจายไปยังจังหวัดและพื้นที่อื่น ที่มีความพร้อมน้อยกว่า ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการตามนี้ด้วย
พร้อมรับมือฝนหนัก4-10ต.ค.นี้
นายอนุทินกล่าวว่า จะหารือเพื่อเร่งเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไว้ว่า จะมีฝนตกหนัก ช่วงวันที่4-10 ตุลาคมนี้ และในฝั่งตะวันออก จะมีการตกบางแห่ง ฝั่งตะวันตกจะครอบคลุมทุกพื้นที่ ส่วนพื้นที่ที่มีฝนสะสมอาจนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากและดินถล่มได้ ซึ่งต้องรอยืนยันจากกรมอุตุนิยมวิทยาอีกครั้งเพื่ออัพเดทข้อมูลในแต่ละวันเพื่อนำไปวางแผน บริหารสถานการณ์และเตรียมพร้อมเผชิญเหตุ
ทั้งนี้ นายอนุทินยังขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในภาคใต้ เร่งทบทวนแผนเผชิญเหตุ โดยย้ำเป็นรายอำเภอให้ระบุพื้นที่เสี่ยงและกลุ่มเปราะบางให้ชัด เตรียมศูนย์พักพิง เครื่องสูบน้ำ เรือ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า อาหาร ยา และทีมแพทย์ให้พร้อม หากต้องอพยพ ประชาชนล่วงหน้าต้องมีผู้รับผิดชอบถึงจุดที่ปลอดภัย
ทหารบูรณาการเป็นทีมเดียวกัน
นายกฯ กล่าวอีกว่า ขอให้เสนาธิการทหาร ประสานแม่ทัพภาค 4 ตลอดจนฝ่ายปกครองที่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ ให้มีการบูรณาการ เตรียมตัว กู้ภัย ให้เป็นชุดปฏิบัติการเดียวกัน ทำอะไรล่วงหน้าได้ก็สั่งการได้เลย ตอนเกิดเหตุการณ์หาดใหญ่ทำงานร่วมกันเป็นทีมเดียวอยู่แล้ว กับแม่ทัพภาค 4 กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าและฝ่ายปกครองได้ร่วมกัน บริหารสถานการณ์ด้วยกันไม่มีการแยกกัน ช่วยเหลือบรรเทาความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นไปด้วยความมีประสิทธิภาพ
ให้มีศูนย์บัญชาการตลอดเวลา
นายกฯ กล่าวว่าในพื้นที่อื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบพื้นที่ตามลุ่มน้ำสำคัญๆ ขอให้มีศูนย์บัญชาการทำงานตลอดเวลา จัดเวรเจ้าหน้าที่ไม่ให้เกิดความอ่อนล้า แจ้งเตือนประชาชนเพื่อข้อมูลที่ถูกต้อง กระชับเข้าใจง่ายและทันเวลา ขอให้ปภ.เป็นส่วนกลางของข้อมูล ประสานข้อขัดข้องและติดตามผลให้ความช่วยเหลือจนถึงระดับพื้นที่ ขอให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยผ่าน ระบบการบริหารตั้งแต่ ผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ ไปจนถึงนายอำเภอ ปลัดอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด
สธ.เตีรยมพร้อมด้านการแพทย์
“ข้อมูลทั้งหลายโฆษกรัฐบาล ได้จัดตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์สื่อสารประชาชนทั่วประเทศไว้แล้ว ดังนั้นในการสื่อสารนั้น เป็นการสรุปเหตุการณ์ที่ทำไปแล้ว โฆษกรัฐบาลแจ้งประชาชนด้วยว่าในช่วงนี้จะปฏิบัติตัวเผชิญสถานการณ์นี้อย่างไร อะไรที่เป็นสิ่งคาดหมายและต้องเตรียมความพร้อมอย่างไร” นายอนุทิน กล่าวและว่า ขอให้ รมว.สาธารณสุข จัดเตรียมสถานพยาบาล ทีมพยาบาล ให้มีความพร้อม รวมถึงเวชภัณฑ์ต่างๆ ในส่วนศูนย์อพยพก็ขอให้มีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ โรงพยาบาลชุมชน พื้นที่ต่างๆ ถ้ามีความสามารถในการรับผู้ป่วยติดเตียง ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงได้ ถ้าผู้ป่วยเหล่านั้นอยู่ในสถานพยาบาลจะได้ดูแล สุขภาพโดยทีมแพทย์พยาบาลน่าจะดูแลดีกว่า นำไปไว้ที่ศูนย์พักพิง นอกจากนี้อย่าให้บุคลากรทางการแพทย์ควงกะจนเหนื่อยล้า จนกระทบ การวินิจฉัยโรคหรือการสั่งการตรวจสุขภาพต่างๆ เพราะหลังน้ำท่วมต้องเผชิญสภาพขยะน้ำเน่าเหม็น
นายกฯจี้ระบายจุดที่น้ำเน่าเสีย
ส่วนในพื้นที่ซึ่งยังมีสภาพน้ำท่วมขังอยู่ นายกฯ กล่าวว่าเป็นไปได้สูง ที่จะมีการเน่าเสียของน้ำ สิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอย รวมถึงการระบายน้ำใช้อุปโภคบริโภค ทำให้สภาพน้ำท่วมขัง มีคุณภาพที่แย่ ดังนั้น ต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับการวางแผนระบายน้ำออกนอกพื้นที่ พร้อมขอให้ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยดำเนินการประชุม และรับทราบสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่ที่มีความ เดือดร้อนและมีความเสี่ยง เพื่อให้ประชาชนรับทราบด้วย
‘ชัชชาติ’ชี้น้ำในคลองหลักดีขึ้น
ด้านชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ กทม.ว่าสถานการณ์น้ำในคลองหลักๆ ถือว่าดีขึ้น ยกเว้นคลองประเวศบุรีรมย์ ที่มีผลต่อพื้นที่ร่มเกล้า ลาดกระบัง สะพานสูง ที่ต้องมีการระบายน้ำออกทางคลองประเวศบุรีรมย์ ซึ่งสถานการณ์น้ำท่วมร่มเกล้าและลาดกระบัง สูบน้ำไปแล้วและน้ำลดลง 50 เซนติเมตร ขณะที่ศูนย์พักพิง รถสามารถเข้าออกได้แล้ว ซึ่งคาดว่าในวันที่ 5 ตุลาคมนี้สถานการณ์จะดีขึ้นอย่างมาก และเริ่มการฟื้นฟูต่อไป ขณะนี้ถือว่าอยู่ในช่วงของการฟื้นฟู และเร่งระบายน้ำส่วนที่เหลือ ยอมรับที่มีหลายหมู่บ้านที่น้ำเข้าแล้วออกยาก
“ดังนั้น กทม.ก็จะเข้าไปสูบน้ำออกให้ ส่วนหมู่บ้านที่สูบน้ำออกได้แล้วก็เร่งฟื้นฟู เช่น เคหะคลองจั่น แต่ก็พบว่ามีขยะเป็นจำนวนมาก จึงมีการทำงานร่วมกับกระทรวงกลาโหม ในการจัดทำแผนจัดเก็บขยะ สถานการณ์ในพื้นที่กทม.ค่อยๆคลี่คลาย ไปในทางที่ดีขึ้น”นายชัชชาติ กล่าว
เคหะร่มเกล้าน้ำเริ่มแห้งบางจุด
ส่วนสถานการณ์ในพื้นที่เคหะร่มเกล้า น้ำจะแห้งสนิทเมื่อใดนั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า เคหะร่มเกล้ามีพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ หากจะให้แห้งพร้อมกันหมดก็เป็นไปไม่ได้ วันเดียวกันนี้มีบางพื้นที่เริ่มแห้งแล้ว ขณะที่วันที่ 5 ตุลาคมนี้ คาดว่าจะมีพื้นที่แห้งเพิ่มขึ้น 80% สถานการณ์จะค่อยๆดีขึ้น มีการแบ่งการฟื้นฟูเป็น 4 โซน โดยมีหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมรับผิดชอบ
ผู้ว่าฯกทม.ตามติดสภาพอากาศ
นายชัชชาติ กล่าวถึงสถานการณ์ฝนในพื้นที่ กทม.1-2 วันนี้ว่าได้เตรียมพร่องน้ำให้มากที่สุด ซึ่งตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศไว้ จะมีฝนตกประมาณ 30 มิลลิเมตร ก็คิดว่าหากฝนไม่ตกแช่ อาจจะมีน้ำเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าวิตก
กังวล ในครั้งนี้ต้องเช็คสภาพอากาศในวันใกล้เคียงอีกครั้ง
คาดไม่ซ้ำรอยสัปดาห์ที่ผ่านมา
เมื่อถามว่าสถานการณ์น้ำใน กทม.จะซ้ำรอยสัปดาห์ที่ผ่านมาหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า ต้องรอดูการพยากรณ์อากาศในปัจจุบัน แต่ฝนก็ไม่ได้มากเหมือนที่ผ่านมา ที่มีปริมาณถึง 300 มิลลิเมตร ที่ตกหนักและปูพรมทั่วกทม.ยืนยันว่าจะไม่ซ้ำรอย เพราะเป็นคนละรูปแบบ เนื่องจากเหตุการณ์ที่ผ่านมามีฝนตกแช่ทั้ง 3 วัน และปริมาณมาก แต่ฝนที่เป็นปกติ เหมือนมรสุมธรรมดา และน้ำเหนือ น้ำหนุนตามปกติ ก็สามารถดูแลได้ เช่น ถ้าน้ำเหนือและน้ำหนุน ต้องดูแลพี่น้องประชาชนตามริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ ซึ่งกทม. ดูแลและเร่งเสริมกระสอบทราย
ต่อข้อถามว่าทำไมฝนตกเพียงครึ่งชั่วโมงแต่ น้ำท่วมถนนมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา นายชัชชาติกล่าวว่า เป็นเพราะมีน้ำขังในพื้นที่ ซึ่งคลองแต่ละจุดเต็ม เมื่อมีน้ำฝนมาเติม ก็ล้นขึ้นมาเร็ว ก่อนหน้านี้แม้พร่องน้ำไว้แล้ว และมีพื้นที่รองรับน้ำไว้ แต่ก็ยังมีน้ำปริ่มในพื้นที่ และดินก็ชุ่มน้ำ ไม่สามารถที่จะซับน้ำไม่ได้
น้ำเหนือ-น้ำทะเลหนุนไม่กระทบ
สำหรับกรณีน้ำทะเลหนุนจะส่งผลต่อการระบายน้ำหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า น้ำทะเลกับน้ำเหนือที่ไหลลงมา ถือเป็นน้ำที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งจะไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา ตอนนี้ยังไม่ส่งผลกระทบอะไร เพราะคันกั้นน้ำ ยังมีพื้นที่เหลืออีกจำนวนมาก ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศว่าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ เพราะน้ำเหนือไม่ได้มีจำนวนมาก จะสามารถคลี่คลายด้วยสถานการณ์ จึงขออย่ากังวลในเรื่องนี้
‘ชัชชาติ’ลงพื้นที่พัฒนาการ69
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ว่าฯ กทม.พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม.ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณซอยพัฒนาการ 69 และประตูระบายน้ำกระทุ่มเสือปลา เขตประเวศ ก่อนเปิดเผยว่า ภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วมบนถนนสายหลักดีขึ้นตามลำดับ เนื่องจากระดับน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังคงมีน้ำท่วมขังในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในโซนเขตลาดกระบัง ซึ่งกำลังเร่งเดินหน้ากู้สถานการณ์อย่างเต็มที่
ส่วนการดำเนินการในหมู่บ้านเมืองทองการ์เด้น ซอยพัฒนาการ 69 ซึ่งมีโครงข่ายหลายซอยเชื่อมต่อกันทั้งซอยพัฒนาการ 63, 65, 67 และ 69 นั้น มีคลองบ้านม้าและคลองมอญเป็นช่องทางหลักในการระบายน้ำลงสู่คลองประเวศบุรีรมย์ ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ได้ทำการสูบน้ำจากแก้มลิงภายในหมู่บ้านลงสู่คลองบ้านม้า ควบคู่กับการปิดประตูระบายน้ำคลองมอญแล้วใช้เครื่องสูบน้ำเร่งดึงน้ำออก ส่งผลให้ระดับน้ำภายในหมู่บ้านลดลงแล้วกว่า 30 เซนติเมตร ขณะที่ระดับน้ำในคลองบ้านม้าลดลง 12 เซนติเมตร และบริเวณวัดขจรศิริลดลงเกือบ 10 เซนติเมตร ช่วงคืนที่ผ่านมา
กู้พื้นที่หมู่บ้านนักกีฬาแหลมทอง
ขณะที่แนวทางการกู้พื้นที่ในวันเดียวกันนี้ กทม.ดำเนินการในหมู่บ้านนักกีฬาแหลมทอง และ หมู่บ้านเคหะธานี 4 โดยเร่งซ่อมแซมและติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม ทั้งนี้ จากการปฏิบัติงานพบปัญหาสำคัญคือปริมาณขยะที่อุดตันเครื่องสูบน้ำ ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน จึงขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันดูแลไม่ให้ขยะอุดตันช่องระบายน้ำหน้าบ้านตนเอง เพื่อช่วยให้การระบายน้ำทำได้รวดเร็ว
เผยคลองประเวศฯระดับน้ำลด
จากนั้นผู้ว่าฯ กทม.ตรวจสถานการณ์น้ำบริเวณคลองประเวศบุรีรมย์ ที่ประตูระบายน้ำกระทุ่มเสือปลา ซอยอ่อนนุช 65 เขตประเวศ ซึ่งเป็นจุดรับน้ำสำคัญจากเขตลาดกระบังก่อนเข้าสู่ กทม.ชั้นใน โดยพบว่าระดับน้ำเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องวันละประมาณ 3–4 เซนติเมตร แม้การระบายน้ำในคลองประเวศฯ จะทำได้ค่อนข้างช้าเนื่องจากสภาพลำคลองมีความคดเคี้ยว และมีปริมาณน้ำเติมเข้ามาจากหลายทิศทางก็ตาม แต่การระบายน้ำออกทางบึงหนองบอนสามารถช่วยให้ระดับน้ำลดลงเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งช่วยบรรเทาสถานการณ์น้ำท่วมขังในเขตลาดกระบังและพื้นที่ใกล้เคียง
ใช้เรือลุงถั่วฯ5ลำเร่งสูบน้ำออก
ทั้งนี้ บริเวณดังกล่าวถือเป็นด่านสุดท้ายในการลำเลียงน้ำจากฝั่งตะวันออกเพื่อระบายออกสู่สถานีสูบน้ำพระโขนง ส่วนน้ำท่วมขังในชุมชนโดยรอบยังต้องรอให้ระดับน้ำในคลองประเวศฯ ลดต่ำลงมากกว่านี้ น้ำในชุมชนจึงจะค่อยๆ ลดลงตาม เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเดินทางมาไม่ทันกำลังการสูบของสถานีสูบน้ำพระโขนง จึงได้มีการนำเรือลุงถั่ว จากครอบครัวขนส่ง 5 ลำ รวม 2,500 แรงม้า ร่วมผลักดันน้ำในคลองสู่สถานีฯ พระโขนง และบึงหนองบอนให้รวดเร็วยิ่งขึ้น และช่วยให้สถานการณ์น้ำในภาพรวมค่อยๆ คลี่คลาย
สำหรับแผนการปฏิบัติงานและฟื้นฟูในภาพรวม กทม.ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ยังคงเดินหน้าสูบน้ำในพื้นที่ เคหะร่มเกล้า และเขตลาดกระบัง อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำท่อซิ่งเพิ่มเติมอีก 2 เครื่อง และเริ่มเข้าฟื้นฟูแฟลตคลองจั่น เขตบางกะปิ หมู่บ้านสหกรณ์ เขตบึงกุ่ม และโซนเขตมีนบุรีแล้ว หากพื้นที่ใดยังมีน้ำท่วมขัง ประชาชนสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับการช่วยเหลือได้ทันที
ท้ายเขื่อนเจ้าพระยายังท่วมหนัก
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ในส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาปริมาณน้ำที่มายัง จ.นครสวรรค์ แม่น้ำปิงมีแนวโน้มลดลง ส่วนแม่น้ำน่านก็ลดลง โดยเมื่อเวลา 09.00 น.ที่ จ.นครสวรรค์ประมาณ 2,119 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แต่ยังคงการระบายที่ 2,500ลบ.ม.ต่อวินาที ในส่วนท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเนื่องจากแม่น้ำสะแกกรังยังมีปริมาณมากอยู่ คาดว่าใช้เวลา2-3 วัน ปริมาณแม่น้ำสะแกกรังจะลดลงทำให้สามารถระบายน้ำได้คงที่ ในส่วนนี้ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำไหลเข้าและไหลออกเท่ากัน และการระบายน้ำในปัจจุบันประมาณ 450 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้บริเวณเขื่อนพระราม 6 อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ระบายน้ำที่ 655ลบ.ม.ต่อวินาที
อยุธยาระดับน้ำเพิ่มอีก10ซม.
อย่างไรก็ตาม ยังมีพื้นที่จ.พระนครศรีอยุธยา ที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำน้อยที่อาจมีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากน้ำที่มาจากเขื่อนเจ้าพระยาจะเดินทางมาถึง จ.พระนครศรีอยุธยาพอดีในช่วงวันเดียวกันนี้ ซึ่งอาจมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 10เซนติเมตร
น้ำยังท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้น
นายไพฑูรย์ กล่าวว่า น้ำก้อนนี้จะเข้ามาที่ จ.ปทุมธานี นนทบุรี กทม.และสมุทรปราการ แต่จะไม่ได้ส่งผลกระทบ เพราะคันของ จ.ปทุมธานี นนทบุรี และ กทม.ค่อนข้างสูงมากกว่าในบางจุด แต่จะมีบางพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำหรือพื้นที่นอกคันกั้นน้ำที่อาจได้รับผลกระทบ พร้อมยืนยันว่า เขื่อนในโซนตะวันตกไม่ว่าจะเป็นเขื่อนวชิราลงกรณ์ยังรับน้ำได้อีกประมาณ 83ล้าน ลบ.ม.และระบายน้ำที่ 40ล้านลบ.ม.มีปริมาณน้ำเข้าประมาณ 45 ล้านลบ.ม.ปริมาณน้ำที่ไหลเข้ากับน้ำที่ไหลออกเท่ากันแล้วทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนคงที่ ขณะที่เขื่อนศรีนครินทร์มีปริมาณน้ำ 95.55% ยังรับน้ำได้อีก 700 กว่าล้าน ลบ.ม.ท้ายเขื่อนแม่กลองยังมีปริมาณน้ำในปัจจุบันกว่า 1,100ลบ.ม.ทำให้ระดับน้ำของระดับน้ำแม่กลองกลับเข้าสู่ตลิ่งเกือบทุกจุด จะทำให้น้ำท่วมขังที่อยู่ใน จ.ราชบุรี จ.สมุทรสงคราม บริเวณ อ.บางคนที และอัมพวา น้ำจะไหลกลับเข้าสู่แม่น้ำแม่กลอง แต่อาจใช้เวลาพอสมควร เพราะได้รับอิทธิพลจากน้ำขึ้นน้ำลงของทะเล
เขื่อนแก่งกระจานเร่งระบายน้ำ
นายไพฑูรย์ กล่าวต่อว่า จากที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าฝนจะตกหนักที่ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มีแนวโน้มที่จะทำให้เขื่อนแก่งกระจานต้องระบายน้ำเพิ่มขึ้น แต่ผู้ว่าราชการจังหวัด และกรมชลประทาน ได้ตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การชี้แจงข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบ ในส่วนของภาคตะวันออกจะมีในส่วนของจ.ฉะเชิงเทราที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น และในส่วนของอ.องครักษ์ ที่มีประเด็นในเรื่องของการระบายน้ำต่างๆ โครงการชลประทานที่เป็นโครงการรังสิตใต้ ร่วมกับทางกทม.ช่วยระบายน้ำในส่วนนี้ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ ภาพรวมในทุกพื้นที่กับปริมาณฝนที่กรมอุตุฯ ได้แจ้งว่าอาจจะมีตกในพื้นที่ของวันที่ 5-8 ตุลาคมนี้เพิ่มขึ้นนั้น น่าจะไม่ทำให้ปริมาณน้ำในส่วนของเขื่อนเจ้าพระยา และเขื่อนในโซนแม่กลองเพิ่มขึ้นมาก ยืนยันว่า ยังสามารถบริหารจัดการได้
ตร.ร่มเกล้าอำนวยความสะดวก
อีกด้านหนึ่ง พ.ต.อ.ณัชพิสิษฐ์ เสียงหวาน ผกก.สน.ร่มเกล้า กล่าวว่า ได้รับรายงานสภาพน้ำท่วมขังในพื้นที่ถนนเคหะร่มเกล้า ตั้งแต่บริเวณคลองสองต้นนุ่นหน้าวัดปากบึง ถึงคลองลำอ้อตัน ฝั่งถนนศรีนครินทร์ร่มเกล้า จุดตั้งแต่วัดปากบึง ถึงเคหะร่มเกล้าซอย 6 ระยะทางประมาณ 500 เมตร ระดับน้ำประมาณ 5เซนติเมตร สัญจรได้ อย่างไรก็ตาม จุดตั้งแต่เคหะร่มเกล้าซอย 6 ถึงหน้า สน.ร่มเกล้าระยะประมาณ 500 เมตร ระดับน้ำ 40-50เซนติเมตร รถเล็กห้ามผ่าน รวมถึงจุดตั้งแต่หน้า สน.ร่มเกล้า ถึงคลองลำอ้อตัน ระยะทางประมาณ 800 เมตร ระดับน้ำ ยังอยู่ที่ 60-80เซนติเมตร รถทุกชนิดห้ามผ่าน ทั้งนี้ จะพยายามจัดการจราจรและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนผู้ประสบภัยสามารถเดินทางเข้าออก พร้อมขึ้นเรือเข้าออกหรือกลับที่พัก เพื่อที่จะสามารถออกมาหรือให้เจ้าหน้าที่นำสิ่งของจำเป็นช่วยเหลือได้อีกทางหนึ่ง
อุทัยฯน้ำหลากท่วมหลายพื้นที่
ที่ จ.อุทัยธานี ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์อุทกภัย ในพื้นที่ ต.เกาะเทโพ อ.เมือง จ.อุทัยธานี ซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา พบว่าในหลายหมู่บ้าน น้ำเอ่อท่วมสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยบริเวณบ้านเกาะสวรรค์ หมู่ 6 ต.เกาะเทโพ พบว่าปริมาณน้ำไหลเข้าท่วมบ้านเรือนพื้นที่การเกษตร ก่อนล้นทะลักเข้าท่วมเส้นทางสัญจรหลักของหมู่บ้าน โดยปริมาณน้ำเริ่มสูงขึ้นกว่า 70-120 เซนติเมตร และไหลเชี่ยวแรง ส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่ต้องใช้เรือสัญจรเข้าออกภายในบ้านเรือน ทั้งนี้ คาดว่าปริมาณน้ำท่วมจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากยังคงมีมวลน้ำจากทางภาคเหนือไหลลงมาสมทบบวกกับมีปริมาณฝนตกลงมาในพื้นที่
ชาวบ้านโอดน้ำสูงกว่า1.2เมตร
นางนิภา อำพาทย์ อายุ 55 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า ปีนี้น้ำมาเร็วและแรงมาก ทำให้เก็บข้าวของกันไม่ทัน ต้องมาอาศัยบ้านเพื่อนอยู่ เนื่องจากบ้านของตัวเองท่วมสูงจนไม่สามารถอาศัยอยู่ได้แล้ว
ส่วนชาวบ้านอีกรายที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน เปิดเผยว่า จุดที่บ้านของตนเองถูกน้ำท่วมมา 4 วันแล้ว ตอนนี้ต้องใช้เรือพายเข้าออกบ้าน เพราะน้ำนั้นท่วมสูงมาก ราว 120 เซนติเมตร แต่ตอนนี้ยังพออาศัยอยู่บนชั้น 2 บ้านได้อยู่ แต่หากน้ำเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ ก็จะต้องขนย้ายของออกไปอยู่บนถนนที่เป็นจุดพื้นที่สูงแทน
คันดินวัดที่ปทุมฯพังน้ำทะลัก
ส่วนที่ จ.ปทุมธานี ภายหลังเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ปรับเพิ่มการระบายน้ำ ส่งผลให้พื้นที่ท้ายเขื่อนฯ มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะใน จ.ปทุมธานี ซึ่งได้เกิดฝนตกหนักประกอบกับมีภาวะน้ำทะเลหนุน ส่งผลให้มวลน้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่วัดเมตารางค์ต.เชียงรากน้อย อ.สามโคก ซึ่งติดแม่น้ำเจ้าพระยา โดยระดับน้ำท่วมสูงประมาณ 50 เซนติเมตร ก่อนหน้านี้ทางวัดและคณะศิษยานุศิษย์ได้ช่วยกันสร้างแนวคันดินและเสริมกระสอบทรายเพื่อติดตั้งเครื่องสูบน้ำเร่งสูบน้ำออกจากบริเวณวัด แต่เนื่องจากดินอุ้มน้ำจนชุ่ม ทำให้แนวคันดินพังทลาย ส่งผลให้น้ำไหลทะลักเข้าท่วมทั่วพื้นที่วัดอย่างรวดเร็ว
พระครูสังฆรักษ์ บวรพจ เจ้าอาวาสวัดเมตารางค์กล่าวว่า ทางวัดได้ทำแนวกั้นมวลน้ำรอบวัดไว้ทั้งหมดแล้ว ซึ่งน้ำที่ยังคงท่วมขังอยู่ภายในวัดเป็นน้ำที่สะสมจากฝนที่ตกลงมาติดต่อกันหลายวัน ซึ่งวัดได้เร่งสร้างคันดินเสริมกระสอบทรายและติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อระบายน้ำออก ประกอบกับในช่วง 1-2 วันนี้ คาดว่าจะมีฝนตกลงมาอีก จึงต้องเตรียมเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ไว้รองรับสถานการณ์อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ในระยะนี้ทางวัดจำเป็นต้องประกาศปิดพื้นที่ชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย จนกว่าระดับน้ำจะลดลงสู่สภาวะปกติ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

