บทบรรณาธิการ : 6 ตุลาคม 2569

ภาษีของประชาชน
ข้อเสนอของ สส.พรรคภูมิใจไทย ในการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ไทยพีบีเอส สสส. กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่มีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและฝ่ายไม่เห็นด้วยออกมาโต้กันอย่างดุเดือดในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยสาระสำคัญไม่ใช่การยุบองค์กรหรือยกเลิกภารกิจ แต่คือการเปลี่ยน “ที่มาของเงิน” จากเงินบำรุงที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบ มาเป็นการจัดสรรผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ฝ่ายหนึ่งมองว่า การดึงเงินจากกองทุนกลับมาอยู่ในระบบงบประมาณของรัฐบาล จะทำให้การใช้เงินถูกตรวจสอบอย่างโปร่งใสมากขึ้น อีกฝ่ายกังวลว่าการพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาลอาจกระทบต่อความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะและการรณรงค์ด้านสุขภาพ
แต่ข้อถกเถียงที่ดูจะผิดประเด็นไปคือการเถียงกันว่า ใครรักสุขภาพ ใครไม่รักสุขภาพ ใครสนับสนุนกีฬา ใครไม่สนับสนุนสื่อสาธารณะ จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องนั้นเลย ไม่มีใครเถียงว่าการส่งเสริมสุขภาพไม่ดี การดูแลคนชราไม่ดี การพัฒนากีฬาไม่ดี หรือการมีสื่อสาธารณะไม่ดี
เลยเถิดไปจนกลายเป็นประเด็นการเมืองว่ารัฐบาลกำลังเอื้อกลุ่มทุน ปิดปากสื่อสาธารณะ หรือเปิดทางให้กับสินค้าทำลายสุขภาพ
แท้จริงแล้ว คำถามสำคัญสำหรับประเด็นนี้คือเงินภาษีที่เอาไปทำเรื่องดีๆ เหล่านี้ ถูกใช้อย่างโปร่งใสแค่ไหน?
สสส. ได้รับเงินบำรุงกองทุน 2% ของภาษีสุราและยาสูบ หรือประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี เช่นเดียวกับกองทุนพัฒนากีฬา ขณะที่ไทยพีบีเอสได้เงินบำรุง 1.5% ของภาษีสุราและยาสูบ แต่มีเพดานไม่เกิน 2,000 ล้านบาท และกองทุนผู้สูงอายุกับกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ไม่เกิน 4,000 ล้านบาทต่อปี เงินของทั้ง 4 องค์กรรวมกันอาจแตะประมาณ 14,000 ล้านบาทต่อปี
14,000 ล้านบาทต่อปีไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ และที่สำคัญ นี่คือ เงินภาษีคือเงินของประชาชน และเมื่อเป็นเงินของประชาชน ก็ต้องตอบให้ได้ว่าเรามีระบบตรวจสอบเงินเหล่านั้นดีพอหรือยัง มีการตรวจสอบ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” จริงจังเพียงใด
ที่ผ่านมาหน่วยงานเหล่านี้ถูกตั้งคำถามอยู่บ่อยครั้งถึงผลสำเร็จของการดำเนินงานหลักเกณฑ์ในการอนุมัติโครงการ วิธีจัดสรรเงิน ความเหมาะสมในการแต่งตั้งคณะกรรมการ การตรวจสอบติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมไปถึงการมีองค์กรหรือเครือข่ายเดิมๆ ที่ได้รับเงินซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือสุดท้ายแล้วเงินก็วนอยู่ในกลุ่มคนเดิมๆ ที่รู้จักกัน สนับสนุนกัน และตรวจสอบกันเอง
จริงอยู่ว่าผลสัมฤทธิ์ของการรณรงค์สุขภาพอาจวัดได้ยาก ผลกระทบทางสังคมของกีฬาอาจต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะเห็น และคุณค่าของสื่อสาธารณะก็ไม่สามารถตีเป็นตัวเลขได้ทั้งหมด
แต่สิ่งที่วัดได้อย่างชัดเจนแน่นอน คือ “เงินถูกจ่ายให้ใคร จ่ายเท่าไร จ่ายด้วยเหตุผลอะไร และคนอนุมัติเกี่ยวข้องกับคนรับเงินหรือไม่”สิ่งเหล่านี้ไม่ควรเป็นพื้นที่สีเทา
การพูดว่าองค์กรมีภารกิจเพื่อสังคมจึงไม่ควรกลายเป็นเกราะกำบังจากการตรวจสอบ เพราะยิ่งอ้างว่าเป็นองค์กรเพื่อประโยชน์สาธารณะ ยิ่งต้องเปิดให้สาธารณะตรวจสอบได้มากกว่าองค์กรทั่วไปเสียด้วยซ้ำ
ถ้าทุกอย่างโปร่งใสจริง คำถามเหล่านี้ไม่ควรน่ากลัว ในทางกลับกัน ยิ่งตอบได้ชัดเท่าไร ก็ยิ่งทำให้องค์กรเหล่านี้แข็งแรงขึ้นเท่านั้น “การเป็นอิสระ” ไม่ได้แปลว่า “ไม่ต้องตรวจสอบ”
เพราะมันคือเงินของประชาชน ถ้าจะใช้ภาษีประชาชน ก็ต้องพร้อมให้ประชาชนตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล กองทุน สื่อสาธารณะ หรือองค์กรไหนก็ตาม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

