คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

เปิดโปง‘ไทยพีบีเอส’เบื้องหลัง‘สื่ออิสระ’
พวกเอ็นจีโอที่รับเงินอุดหนุนจากต่างชาติและอ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งมีผลประโยชน์ทับซ้อนเกี่ยวกับพื้นที่ข่าวของ“ไทยพีบีเอส” ได้จุดประเด็นคัดค้านร่างกฎหมายการจัดสรรงบประมาณของ“ไทยพีบีเอส” เพื่อเข้าสู่กระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐ จากที่เคยได้รับโดยตรงจาก“ภาษีบาป”ปีละ 2 พันล้านบาท ว่าจะทำให้“ไทยพีบีเอส”ไม่พ้นจาก“วังวนการเมือง”
เหตุผลที่ฝ่ายนี้ยกมาอ้าง ก็คือ เพราะเงินที่ถูกจัดสรรเป็นเงินที่ผ่านการพิจารณาตามวาระงบประมาณประจำปีของรัฐบาลและรัฐสภา ถือว่า“เป็นเงินในระบบการเมือง” ดังนั้น จากที่“ไทยพีบีเอส”เคยเป็น“สื่ออิสระ” ก็จะกลายเป็น“สื่อของรัฐ โดยรัฐ และเพื่อรัฐ”
ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ฝ่ายที่ออกมาต่อต้านคัดค้านชี้ว่า การที่“ไทยพีบีเอส”ต้องพึ่งพางบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐนั้น เป็น“เม็ดเงิน” ที่ต้องผ่านการพิจารณาจากฝ่ายบริหารและรัฐสภา เท่ากับเป็นการเปิดช่องให้นักการเมืองใช้เป็นเครื่องมือ“ต่อรอง-ตัดทอน”หรือกดดันการทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐของสื่อสาธารณะได้ ฉะนั้น เมื่อคุมงบประมาณได้ ก็ย่อมควบคุมและครอบงำ“ไทยพีบีเอส”ได้
ขณะที่หลักการและเหตุผลของร่างกฎหมายใหม่ฉบับนี้ จากการยกร่างของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ก็เพื่อให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมเพื่อใช้“เฉพาะวัตถุประสงค์”ให้อยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลัง ทั้งนี้ ก็เพื่อดึงเงินจากภาษีทั้งหมดเข้าสู่ระบบงบประมาณส่วนกลางให้โปร่งใส และตรวจสอบในระบบเดียวกันได้ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม ระหว่างเส้นแบ่งของ“สื่ออิสระ” กับการ“จัดระเบียบงบประมาณ” หากมองด้วยใจเป็น
กลางโดยไม่มีอคติ ย่อมมิอาจเหมารวมได้ว่า เมื่อเงินอุดหนุนของ“ไทยพีบีเอส”ที่เคยได้รับการจัดสรรโดยตรงจาก“ภาษีบาป” ถูกเปลี่ยนแปลงให้ไปผ่านการพิจารณาจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐ จะทำให้ความเป็น“สื่ออิสระ”ของ“ไทยพีบีเอส”ถูกควบคุมและครอบงำโดยนักการเมือง
เพราะโดยข้อเท็จจริงจากข้อมูลที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ พบว่า ในแต่ละปีนั้นเงินที่“ไทยพีบีเอส”ได้รับการสนับสนุน ไม่เพียงแต่เงิน“ภาษีบาป”ที่หักจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบในสัดส่วนร้อยละ 1.5 ซึ่งมีเพดานสูงสุดไม่เกินปีละ 2 พันล้านบาทเท่านั้น แต่“ไทยพีบีเอส”ยังมีรายได้จากค่าบำรุงโครงข่ายปีละประมาณ 400 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอีกด้วย รวมแล้วในแต่ละปี “ไทยพีบีเอส” มีเงินงบประมาณ
ในการดำเนินงานเกือบ 2.8 พันล้านบาท
เงินจำนวนเกือบ 3 พันล้านบาทที่อยู่ในมือของ“ไทยพีบีเอส”ในแต่ละปีนั้น ไม่ได้ผ่านการพิจารณาจัดสรรตามงบปะมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐ ด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างเข้มข้นว่า “ไทยพีบีเอส”นำเงินไปใช้อย่างไรบ้าง ซึ่งต่างจากหน่วยราชการอื่นๆ ที่ต้องมีการเสนอ“แผนงาน”ต่อสำนักงบประมาณก่อนเป็นลำดับแรก เพื่อที่จะได้ตรวจสอบ กลั่นกรอง และจัดทำเป็นร่างงบประมาณในภาพรวมของประเทศ ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี และรัฐสภาในลำดับต่อไป
เมื่อเงินเกือบ 3 พันล้านบาทที่อยู่ในมือของ“ไทยพีบีเอส”ไม่ผ่านการตรวจสอบและถูกกลั่นกรอง ตั้งแต่ด่านแรกจากสำนักงบประมาณ ก่อนจะส่งไปยังคณะรัฐมนตรี และนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเพื่อบัญญัติเป็นกฎหมายบังคับใช้เช่นเดียวกับหน่วยงานของรัฐทุกกระทรวง กรม จึงทำให้“ไทยพีบีเอส”นำเงินไปใช้จ่ายอย่างอีลุ่ยฉุยแฉกโดยไม่ถูกตรวจสอบ ต่างจากหน่วยงานของรัฐทุกกระทรวง กรม ที่ถูกตรวจสอบในชั้นของสภาผู้แทนราษฎรที่มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญคณะใหญ่ขึ้นมาพิจารณา ทั้ง“ชำแหละ”และ“ขุดคุ้ย”อย่างละเอียด ว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่มาจากภาษีของประชาชนนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างไร และมีการ “แอบซุก” ไว้ที่ตรงไหนบ้าง
เมื่อตามไปดูต่อก็พบว่า ในแต่ละปีนั้น“ไทยพีบีเอส”ถลุงเงินที่ได้มาง่ายๆ จาก“ภาษีบาป”และค่าบำรุงโครงข่ายพร้อมดอกเบี้ย โดยไม่ผ่านการตรวจสอบตามขั้นตอนปกติ ส่วนใหญ่ใช้ไปกับเงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการของผู้บริหาร พนักงานประจำ พนักงานสัญญาจ้าง ลูกจ้างโครงการ ซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีจำนวนเกือบ 1,300 คน และคนที่เกษียณไปแล้วก็จ้างให้กลับมาทำงานเป็นที่ปรึกษาเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษมีอัตราเงินเดือน 1-3 แสนบาท
ที่นอกเหนือไปจากนั้น “ไทยพีบีเอส”ซึ่งมีกำลังคนมากมาย ยังล้างผลาญเงินด้วยการจ้างผลิตรายการและสารคดีจากผู้ผลิตภายนอก หรือผู้ผลิตอิสระ โดยใช้วิธีคิดราคาแบบเหมาจ่ายเป็นรายตอนหรือตามข้อเสนอโครงการ ซึ่งราคาค่าจ้างจะแตกต่างกันไปตามประเภท ขนาดความยาว ความยากง่าย และรูปแบบของเนื้อหา จึงทำให้เงินขาดดุลทุกปี เช่นปี 2568 “ไทยพีบีเอส”มีรายได้รวม 2,594 ล้านบาท แต่ใช้ไป 2,771 ล้านบาท ทำให้ขาดดุลสุทธิถึง 177.9 ล้านบาท
และล่าสุด“ไทยพีบีเอส”ก็เพิ่งจ้าง“มูลนิธิเพื่อการศึกษาและสื่อภาคประชาชนอีสาน” ผลิตสารคดี“50 ปี 6 ตุลา” ที่ครบรอบเหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมวานนี้ เป็นเงินถึง 5.6 แสนบาท โดยมูลนิธินี้เป็นองค์กรเอ็นจีโอที่ทำสำนักข่าวออนไลน์ “The Isaan Record” ซึ่งได้เงินสนับสนุนจากต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ
นอกเหนือจากนั้นที่ต้องหมายเหตุไว้ ก็คือผู้ผลิตภายนอกหรือผู้ผลิตอิสระ ที่“ไทยพีบีเอส”ว่าจ้าง ส่วนใหญ่เป็นเครือข่ายเดียวกัน ที่รับเงินสนับสนุนจากต่างชาติ และมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแก้ไขมาตรา 112 รวมไปถึงการเคลื่อนไหวเรื่อง“รัฐปาตานี” อันเท่ากับเป็นการ“เปิดพื้นที่ข่าว”ให้กับองค์กรเหล่านี้ด้วย
สุดท้ายแล้วก็ต้องถามกลับไปยังผู้ต่อต้านคัดค้านว่า นี่หรือ“ไทยพีบีเอส”ที่เป็น“สื่ออิสระ” ?!
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

