กรมพลศึกษา ชูภารกิจพัฒนา ทุนมนุษย์ ขับเคลื่อนการออกกำลังกาย เล่นกีฬา และนันทนาการ

กรมพลศึกษา ชูภารกิจพัฒนา ทุนมนุษย์ ขับเคลื่อนการออกกำลังกาย เล่นกีฬา และนันทนาการ ให้เป็นวิถีชีวิต มุ่งสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนทั่วไทย
กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประกาศหมุดหมายสำคัญในการพัฒนาศักยภาพประชากรไทยทุกช่วงวัย ชูวิสัยทัศน์ “คนไทยออกกำลังกาย เล่นกีฬา และประกอบกิจกรรมนันทนาการเป็นวิถีชีวิต เพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืน” พร้อมวางกลไกเชื่อมโยงทุกภาคส่วน และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของคนในชาติอย่างเป็นรูปธรรม
นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา เปิดเผยถึงทิศทางและพันธกิจหลักของกรมพลศึกษาว่า หลายคนอาจมีภาพจำว่ากรมพลศึกษาเป็นเพียงหน่วยงานที่ส่งเสริมศักยภาพบุคลากรด้านพลศึกษา หรือจัดแข่งขันกีฬาเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภารกิจของกรมพลศึกษามีขอบเขตกว้างขวางและครอบคลุมประชากรไทยทุกกลุ่มวัย ตั้งแต่เด็ก เยาวชน คนทำงาน ผู้สูงอายุ กลุ่มผู้ด้อยโอกาสตามพื้นที่ชายขอบ ตลอดจนผู้พิการ โดยถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
“วิสัยทัศน์ของกรมกรมพลศึกษาคือการสนับสนุนให้คนไทยออกกำลังกาย เล่นกีฬา และทำกิจกรรมนันทนาการเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ หรือเป็นวิถีชีวิตประจำวัน เพื่อให้ประชาชนมีสมรรถภาพร่างกายที่แข็งแรง สมบูรณ์ มีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ” อธิบดีกรมพลศึกษากล่าว
เดินหน้าโครงการไฮไลต์ ครอบคลุมทุกมิติ ทุกช่วงวัย
ที่ผ่านมา กรมพลศึกษาได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมสำคัญต่างๆ เพื่อรองรับประชาชนทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายโครงการประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับอย่างดียิ่ง ได้แก่:
1. การแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ: จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม โดยมีพื้นที่แข่งขันครอบคลุม 10 เขตทั่วประเทศ (77 จังหวัด) เพื่อเฟ้นหาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษทางด้านกีฬา หรือ “ค้นหาช้างเผือก” ส่งต่อไปยังสมาคมกีฬาต่างๆ เพื่อพัฒนาก้าวสู่นักกีฬาทีมชาติในระดับนานาชาติ

2. การแข่งขันกีฬาและนันทนาการผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย: จัดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี เป็นหมุดหมายสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไป มาร่วมกิจกรรมแข่งขันทั้งด้านกีฬา เช่น เกทบอล กรีฑา และการประกวดนันทนาการ เช่น เต้นลีลาศ ร้องเพลงคาราโอเกะ เพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่มและสุขภาวะที่ดี
3. โครงการเด็กไทยว่ายน้ำได้: โครงการป้องกันอุบัติเหตุการจมน้ำในเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงตามสถิติของกรมอนามัย โดยกรมพลศึกษาได้จัดสรรงบประมาณกระจายไปยังทุกจังหวัด เพื่อฝึกทักษะการเอาชีวิตรอดทางน้ำ ซึ่งได้รับคำชื่นชมและทุนสนับสนุนอย่างกว้างขวาง
4. การแข่งขันฟุตบอลและกีฬานักเรียนขาสั้น (รุ่น 14, 16, 18 ปี ก): ฟุตบอลถ้วย ก กรมพลศึกษา ถือเป็นเวทีระดับตำนานที่คัดสรรและแจ้งเกิดนักฟุตบอลรุ่นเยาวชน รวมไปถึงการแข่งขันวอลเลย์บอล บาสเกตบอล และฟุตซอล ระหว่างโรงเรียนทั่วประเทศ

5. การแข่งขันกีฬาคนพิการระดับเยาวชน: เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนคนพิการเล่นกีฬาและออกกำลังกายที่สนใจ มีสมรรถภาพทางกายและจิตใจให้แข็งแรง สมบูรณ์ มีความอดทน มีระเบียบวินัย และมีความเป็นผู้มีน้ำใจนักกีฬา ซึ่งเป็นผลทำให้มีคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดี สร้างโอกาสและความเสมอภาค และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
6. โครงการนันทนาการเติมฝัน ปันสุข และการประกวดทางวัฒนธรรม: เช่น การประกวดวงโยธวาทิตชิงถ้วยพระราชทานฯ ซึ่งเคยสร้างชื่อเสียงระดับโลก และการประกวดวงโปงลางในภาคอีสาน ที่ได้รับความนิยมจากประชาชนเข้าชมอย่างล้นหลาม
7. โครงการสถาบันอนุรักษ์ศิลปะมวยไทย: เปิดคลาสสอนมวยไทยฟรีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ณ ศูนย์อนุรักษ์ศิลปะมวยไทยและกีฬาไทย สนามศุภชลาศัย รวมถึงส่งครูมวยไทยไปเผยแพร่วัฒนธรรมและทักษะมวยไทยต้นตำรับยังต่างประเทศ เช่น ประเทศโมร็อกโก ซึ่งมีทั้งเด็ก เยาวชน ผู้ฝึกสอน และนักกีฬามวยระดับแชมป์ เข้าร่วมมากกว่า 1,000 คน
8. การจัดตั้งชมรมกีฬาและอาสาสมัครกีฬา (อสก.): ขับเคลื่อนการจัดตั้งชมรมส่งเสริมการออกกำลังกายและเล่นกีฬาแล้วมากกว่า 8,041 แห่ง ครอบคลุม 76 จังหวัด ครอบคลุมทุกตำบลทั่วประเทศ (ซึ่งมี 7,255 ตำบล) พร้อมสนับสนุนการจัดอบรมจิตอาสากีฬาแล้วรวมทั้งสิ้น 10 รุ่น ซึ่งมีผู้ผ่านการอบรมจำนวน 1,396 คน เพื่อเป็นเครือข่ายแกนนำในการกระตุ้นให้คนในชุมชนออกมาออกกำลังกาย
ยกระดับ “วิทยาศาสตร์การกีฬา” และการบูรณาการเพื่อสุขภาวะ
นายมงคลกล่าวเสริมว่า ในยุคปัจจุบันกรมพลศึกษาเน้นการนำเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์การกีฬามาประยุกต์ใช้เพื่อดูแลสุขภาพประชาชน โดยมีแอปพลิเคชัน DPE Fit Test ของสํานักวิทยาศาสตร์การกีฬา ให้ประชาชนดาวน์โหลดประเมินสมรรถภาพทางกาย และรับคำแนะนำในการพัฒนาตนเองให้เข้าสู่เกณฑ์มาตรฐาน (BMI, มวลกล้ามเนื้อ, รอบเอว) เพื่อหลีกเลี่ยงกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

นอกจากนี้ กรมพลศึกษายังได้ร่วมมือกับกรมการแพทย์และสภากายภาพบำบัด กระทรวงสาธารณสุข ในการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านเวชศาสตร์การกีฬา (Sports Medicine) นำทีมนักวิทยาศาสตร์การกีฬาของกรมพลศึกษาร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อพัฒนาการดูแลนักกีฬาตั้งแต่การตรวจประเมิน การรักษาและผ่าตัด ไปจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยมุ่งให้ผู้บาดเจ็บได้รับบริการที่เหมาะสมและกลับไปใช้ชีวิตหรือแข่งขันกีฬาได้อย่างปลอดภัย
รวมถึงการวางแผนระยะยาว 5 ปี (พ.ศ. 2571–2575) ร่วมกับกรมอนามัย เพื่อพัฒนาโครงสร้างทางกายภาพของเด็กไทย ผ่านโภชนาการและการออกกำลังกายที่ถูกวิธีในช่วงอายุ 10–18 ปี โดยตั้งเป้าหมายยกระดับส่วนสูงเฉลี่ยของเด็กไทยในอนาคต เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระดับสากล
ปรับใหญ่ “ความปลอดภัย-มาตรฐาน” พร้อมรองรับกระแสมวลชน
นายมงคลเปิดเผยว่า ทางกรมพลศึกษาได้เปิดเผย ร่างแผนประชาสัมพันธ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และแผนระยะ 5 ปี พ.ศ. 2571–2575 เพื่อเปลี่ยนการรับรู้ของประชาชนสู่การมีส่วนร่วมจริง ภายใต้แนวคิด “ขยับกาย ขยายสุข ทุกช่วงวัย ทั่วไทย” (Move for Good, Move for All) มุ่งสร้างการรับรู้ควบคู่กับการชวนลงมือทำ ตอกย้ำภาพจำใหม่ว่า “กรมพลศึกษา คือหน่วยงานหลักที่ทำให้การขยับร่างกายเป็นเรื่องง่าย สนุก และเข้าถึงได้สำหรับคนไทยทุกคน”
นอกจากนี้ จากปรากฏการณ์ความนิยมในกีฬาเยาวชน เช่น การแข่งขันฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7HD รอบชิงชนะเลิศ ณ สนามศุภชลาศัย ที่มีแฟนบอลเข้ามาชมล้นสนามจนทะลักออกไปถึงริมถนนนั้น อธิบดีกรมพลศึกษาระบุว่า ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่สะท้อนถึงพลังของกีฬา แต่ในขณะเดียวกัน กรมพลศึกษาได้ถอดบทเรียนเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะโครงสร้างสนามศุภชลาศัยที่มีอายุมากกว่า 90 ปี โดยมีการตรวจเช็กโครงสร้างวิศวกรรมเพื่อกำหนดจํานวนผู้เข้าชมให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย และจำกัดการเข้าชมในนัดสำคัญอย่างเข้มงวดในอนาคต

สำหรับแผนการขยายผลในอนาคต กรมพลศึกษามีแนวคิดที่จะยกระดับมาตรฐานกิจกรรมนันทนาการประเภทกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น การกางเต็นท์ เดินป่า เล่นพายเรือคายัค แรลลี่ ให้มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล (Safe Sport & Safeguards) เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริการทั้งชาวไทยและต่างชาติ ตลอดจนใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศ
“กีฬาเป็นยาตอบโจทย์ชีวิต การออกกำลังกายคือการป้องกันที่ต้นเหตุก่อนร่างกายจะเจ็บป่วย กรมพลศึกษาพร้อมเป็นแกนกลางในการประสานงานร่วมกับท้องถิ่น สสส. สปสช. กทม. และกระทรวงมหาดไทย เพื่อสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่ยั่งยืน และขอเชิญชวนคนไทยทุกคนหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ขยับร่างกายวันละนิด เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีไปด้วยกัน” อธิบดีกรมพลศึกษากล่าวทิ้งท้าย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

